ในการแข่งขันวิ่งมาราธอนระดับนานาชาติ น้อยครั้งนักที่เราจะได้เห็นนักวิ่งจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยืนหยัดและสร้างชื่อบนแผ่นดินแอฟริกา—ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของนักวิ่งระยะไกลที่เก่งที่สุดในโลก แต่สำหรับ
“โอภาส ศรีมาศ” นักวิ่งไทย เขาไม่เพียงแค่ไปเยือน แต่ได้ฝากรอยเท้าและศักดิ์ศรีของไทยไว้อย่างสมเกียรติในรายการ Standard Chartered
Nairobi Marathon ณ เมืองไนโรบี ประเทศเคนยา เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2548
สนามบินนานาชาติโจโม เคนยัตตา (Jomo Kenyatta International Airport) ณ เมืองไนโรบี ประเทศเคนยา สังเกตจากป้ายต้อนรับด้านหลังที่เขียนว่า
"VENTURE AFRICA" และเคาน์เตอร์บริการนักท่องเที่ยว บ่งบอกถึงวินาทีแรกที่คณะเดินทางจากประเทศไทยเหยียบผืนแผ่นดินแอฟริกา
คุณโอภาส ศรีมาศ (คนกลาง) ยืนยิ้มอย่างมั่นใจในชุดวอร์มกีฬา
ผู้ร่วมคณะเดินทางอีก 2 ท่าน (ซ้ายและขวา) ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในฐานะ
ผู้จัดการทีม, ผู้ฝึกสอน (Coach) หรือเจ้าหน้าที่สมาคมกรีฑา ที่คอยดูแลเรื่องการประสานงาน เอกสาร และการวางแผนกลยุทธ์การวิ่งในต่างแดน ทันทีที่ก้าวพ้นประตูสนามบิน สิ่งแรกที่พวกเขาต้องเผชิญไม่ใช่คู่ต่อสู้ แต่เป็น
"สภาพอากาศ"
เมืองไนโรบีตั้งอยู่บนที่ราบสูงซึ่งมีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,600 เมตร อากาศที่นี่เบาบางและมีปริมาณออกซิเจนน้อยกว่าประเทศไทยอย่างเห็นได้ชัด สำหรับนักวิ่งเจ้าถิ่น... นี่คือความได้เปรียบทางกายภาพ แต่สำหรับโอภาสและทีมงาน มันคืออุปสรรคชิ้นยักษ์ที่กล้ามเนื้อและปอดต้องปรับตัวอย่างหนักในเวลาอันจำกัด ทุกๆ ลมหายใจเข้าออกในการฝึกซ้อมช่วงโค้งสุดท้ายเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่มากกว่าปกติเท่าตัว
ความสำคัญของทีมงาน: การวิ่งมาราธอนในระดับนานาชาติไม่ได้สู้เพียงลำพัง ทีมงานอีก 2 ท่านในภาพคือ "กุนซือ" ผู้อยู่เบื้องหลัง คอยวางแผนเช็กสภาพสนาม
เป้าหมายร่วมกัน: พวกเขารู้ดีว่าต้องรับมือกับนักวิ่งเจ้าถิ่น รวมถึงคู่ปรับสำคัญในอาเซียนอย่าง
Gusti Asem จากอินโดนีเซีย ทีมงานจึงร่วมกันวางแผนอย่างรัดกุม ไม่ให้โอภาสเร่งเครื่องเร็วเกินไปในสภาวะที่ออกซิเจนเบาบาง

ในช่วงกิโลเมตรสุดท้ายของการแข่งขัน กลายเป็นการดวลเดือดครั้งประวัติศาสตร์ของภูมิภาคอาเซียน เมื่อ
Gusti Asem ยอดนักวิ่งจากอินโดนีเซีย และ
โอภาส ศรีมาศ จากประเทศไทย วิ่งบดบี้ทิ้งห่างนักวิ่งชาติอื่นในภูมิภาค ทั้งฟิลิปปินส์ บรูไน เวียดนาม และสิงคโปร์ ออกไปไกลหลายกิโลเมตร
ณ เส้นชัยอันศักดิ์สิทธิ์ โอภาส ศรีมาศ สับฝีเท้าเฮือกสุดท้ายเข้าเส้นชัยอย่างยิ่งใหญ่ รั้ง
อันดับที่ 14 ของโลก และคว้าตำแหน่ง
รองแชมป์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อันดับ 2 ของอาเซียน) อย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยสถิติตัวเลขที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์
2 ชั่วโมง 40 นาที 48 วินาที โดยทำเวลาตามหลัง Gusti Asem จากอินโดนีเซียเพียงแค่ 1 นาที 25 วินาทีเท่านั้น!

การเข้าเส้นชัยในอันดับที่ 14 ของโลกในบอร์ดทางการ หมายความว่าโอภาสสามารถวิ่งแซงและทำเวลาได้ดีกว่านักวิ่งจากชาติมหาอำนาจกีฬาที่มีวิทยาศาสตร์การกีฬารุดหน้ากว่าไทยอย่าง รัสเซีย (อันดับ 20) เกาหลีใต้ (อันดับ 17) และฮ่องกง (อันดับ 18) ได้อย่างสวยงาม ความสำเร็จที่ไนโรบีในวันนั้น มันคือการพิสูจน์
"หัวใจ" ของคนไทย ตัวเลข 02:40:48 บนพื้นที่สูงเสียดฟ้าของเคนยา คือสถิติที่เกิดจากความร่วมมือกันของนักวิ่งและทีมงานในภาพถ่ายใบนั้น
ภาพชายไทย 3 คนที่ยืนยิ้มหน้าป้าย
Venture Africa จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพถ่ายการเดินทางธรรมดา แต่มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่บันทึกไว้ว่า ครั้งหนึ่ง... วงการกรีฑาไทยเคยส่งปอดเหล็กไทยไปฝากรอยเท้าและประกาศศักดาให้โลกยอมรับ ณ ดินแดนที่เป็นที่สุดแห่งมาราธอนโลกมาแล้วอย่างสง่างาม
บันทึกความทรงจำ: โอภาส ศรีมาศ อดีตนักวิ่งมาราธอนทีมชาติไทย วิ่งแข่งมาราธอนบนพี้นที่สูง เมืองไนโรบี เคนยา
ผู้ร่วมคณะเดินทางอีก 2 ท่าน (ซ้ายและขวา) ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในฐานะ ผู้จัดการทีม, ผู้ฝึกสอน (Coach) หรือเจ้าหน้าที่สมาคมกรีฑา ที่คอยดูแลเรื่องการประสานงาน เอกสาร และการวางแผนกลยุทธ์การวิ่งในต่างแดน ทันทีที่ก้าวพ้นประตูสนามบิน สิ่งแรกที่พวกเขาต้องเผชิญไม่ใช่คู่ต่อสู้ แต่เป็น "สภาพอากาศ"
เมืองไนโรบีตั้งอยู่บนที่ราบสูงซึ่งมีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,600 เมตร อากาศที่นี่เบาบางและมีปริมาณออกซิเจนน้อยกว่าประเทศไทยอย่างเห็นได้ชัด สำหรับนักวิ่งเจ้าถิ่น... นี่คือความได้เปรียบทางกายภาพ แต่สำหรับโอภาสและทีมงาน มันคืออุปสรรคชิ้นยักษ์ที่กล้ามเนื้อและปอดต้องปรับตัวอย่างหนักในเวลาอันจำกัด ทุกๆ ลมหายใจเข้าออกในการฝึกซ้อมช่วงโค้งสุดท้ายเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่มากกว่าปกติเท่าตัว ความสำคัญของทีมงาน: การวิ่งมาราธอนในระดับนานาชาติไม่ได้สู้เพียงลำพัง ทีมงานอีก 2 ท่านในภาพคือ "กุนซือ" ผู้อยู่เบื้องหลัง คอยวางแผนเช็กสภาพสนาม
เป้าหมายร่วมกัน: พวกเขารู้ดีว่าต้องรับมือกับนักวิ่งเจ้าถิ่น รวมถึงคู่ปรับสำคัญในอาเซียนอย่าง Gusti Asem จากอินโดนีเซีย ทีมงานจึงร่วมกันวางแผนอย่างรัดกุม ไม่ให้โอภาสเร่งเครื่องเร็วเกินไปในสภาวะที่ออกซิเจนเบาบาง
ณ เส้นชัยอันศักดิ์สิทธิ์ โอภาส ศรีมาศ สับฝีเท้าเฮือกสุดท้ายเข้าเส้นชัยอย่างยิ่งใหญ่ รั้ง อันดับที่ 14 ของโลก และคว้าตำแหน่ง รองแชมป์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อันดับ 2 ของอาเซียน) อย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยสถิติตัวเลขที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ 2 ชั่วโมง 40 นาที 48 วินาที โดยทำเวลาตามหลัง Gusti Asem จากอินโดนีเซียเพียงแค่ 1 นาที 25 วินาทีเท่านั้น!
ภาพชายไทย 3 คนที่ยืนยิ้มหน้าป้าย Venture Africa จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพถ่ายการเดินทางธรรมดา แต่มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่บันทึกไว้ว่า ครั้งหนึ่ง... วงการกรีฑาไทยเคยส่งปอดเหล็กไทยไปฝากรอยเท้าและประกาศศักดาให้โลกยอมรับ ณ ดินแดนที่เป็นที่สุดแห่งมาราธอนโลกมาแล้วอย่างสง่างาม