หลายคนที่เล่นโซเชียลมานาน น่าจะเคยผ่านตากับเรื่องราวของ "สยามบานาน่า" และ "เลอแปง บานาน่า"
บทความหนึ่งถูกแชร์ออกไปอย่างกว้างขวาง โดยเล่าเรื่องประมาณว่า
- ผู้ประกอบการรายเล็กลงทุนสร้างโรงงาน ผลิตขนมเค้กกล้วยหอมสอดไส้คัสตาร์ด หวังจะนำสินค้าเข้าไปขายในร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ แต่สุดท้ายกลับถูกขอข้อมูลรายละเอียดสินค้า สูตรการผลิต และข้อมูลต่าง ๆ ก่อนที่จะถูกปฏิเสธสินค้า
- จากนั้นไม่นานก็มีสินค้าคล้ายกันออกมาวางจำหน่ายในตลาด ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ หลายคนเชื่อทันทีว่า
"ปลาใหญ่กำลังกินปลาเล็ก"
จุดเปลี่ยนสำคัญของคดี
- หลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่พักใหญ่ ทางบริษัทที่ถูกกล่าวหาก็ออกมาชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีการวิจัยและพัฒนามาก่อนแล้ว มีทีมงานวิจัยและพัฒนาสินค้า (R&D) เป็นจำนวนมาก และยืนยันว่าไม่ได้มีการนำสูตรหรือข้อมูลของผู้ประกอบการรายอื่นไปใช้ จากนั้นเรื่องก็เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย
คดีพลิก เมื่อผู้เขียนบทความยอมรับว่าข้อมูลไม่เป็นความจริง
- สิ่งที่ทำให้คดีนี้ถูกพูดถึงอีกครั้ง คือระหว่างการพิจารณาคดี ผู้เขียนบทความได้ยอมรับต่อศาลว่า
- ข้อมูลที่นำมาเขียนไม่ได้ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับฝ่ายที่ถูกกล่าวหา และได้รับข้อมูลมาจากบุคคลอื่นอีกทอดหนึ่ง โดยไม่ได้มีหลักฐานยืนยันเพียงพอ สุดท้ายจึงมีการขอขมาต่อศาล และเกิดการยอมความในคดีอาญา
แต่เรื่องยังไม่จบ
- หลังจากมีข้อตกลงยอมความ ผู้เขียนบทความตกลงว่าจะเผยแพร่ข้อความขอโทษและแก้ไขข้อมูล แต่ภายหลังกลับไม่ได้ดำเนินการตามข้อตกลง
- จึงนำไปสู่คดีแพ่งเพิ่มเติม และศาลมีคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหาย รวมถึงดำเนินการเผยแพร่ข้อความขอโทษตามที่ตกลงไว้
บทเรียนที่น่าสนใจจากคดีนี้
- ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบบริษัทขนาดใหญ่ คดีนี้สะท้อนสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งว่า "ความรู้สึก" กับ "ข้อเท็จจริง" เป็นคนละเรื่องกัน
- ในช่วงแรก คนจำนวนมากเลือกเชื่อเรื่องราวเพราะเห็นใจผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ตามกฎหมาย รายละเอียดหลายอย่างกลับไม่เป็นไปตามที่ถูกเล่าในบทความต้นเรื่อง
สรุป
- คดี "เลอแปง บานาน่า vs สยามบานาน่า" ถือเป็นอีกหนึ่งคดีดังของยุคโซเชียลไทย
- จากเรื่องราวที่หลายคนเชื่อว่าเป็นกรณี "ปลาใหญ่รังแกปลาเล็ก"
- สุดท้ายกลับกลายเป็นคดีที่ผู้เขียนบทความต้องออกมาขอขมาและรับผิดชอบต่อข้อมูลที่เผยแพร่
- ไม่ว่ามองมุมไหน เรื่องนี้ก็เป็นบทเรียนสำคัญว่า ก่อนจะเชื่อ ก่อนจะแชร์ หรือก่อนจะตัดสินใครจากข้อมูลด้านเดียว บางครั้งการรอฟังข้อมูลให้ครบทุกด้าน อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
ที่มา
ดอย - droid
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้คดี “เลอแปง บานาน่า ปะทะ สยามบานาน่า” เรื่องนี้ในอดีตเคยทำเอาคนด่าเจ้าสัวกันทั้งเมืองว่า "ปลาใหญ่รังแกปลาเล็ก" แต่สุดท้ายคดีพลิกตลบหลัง คนเขียนบทความโดนฟ้องจนต้องกราบขอขมากลางศาล! ดรอยด์สรุปเนื้อ ๆ ฉบับภาษาชาวบ้าน 4 ข้อเข้าใจง่าย ๆ ให้ฟังเลยพี่!
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t3a/1/16/1f34c.png[/img] 1. จุดเริ่มดราม่าตาไหล: บทความ “โตเกียวบานาน่าไทยที่แลกมาด้วยน้ำตา”
เรื่องมันฉาวคือ: ย้อนกลับไปปี 2558 อยู่ ๆ ก็มีบทความหนึ่งแชร์กันกระหน่ำโซเชียล คนกดอ่านเป็นแสน ๆ ครั้ง เนื้อหาในบทความเขียนเล่าทำนองว่า มีมนุษย์เงินเดือนสู้ชีวิตคนหนึ่ง อุตส่าห์กู้หนี้ยืมสินมาหลายล้านเพื่อสร้างโรงงานผลิตขนมเค้กกล้วยหอมสอดไส้คัสตาร์ดแบรนด์ “สยามบานาน่า” หวังจะเอาไปวางขายในเซเว่นฯ (7-Eleven)
ข้อหาหนัก: บทความแฉต่อว่า ยักษ์ใหญ่อย่าง ซีพี ออลล์ (CP ALL) หลอกให้กรอกเอกสารเปิดเผยสูตรและเทคนิคการผลิตแบบละเอียดถิบยิบทุกกรัมทุกมิลลิเมตร พอได้สูตรไปหมดแล้วก็ "เท" สั่งยกเลิกดีลหน้าตาเฉย! แล้วส่งขนม “เลอแปง บานาน่า” หน้าตาคล้าย ๆ กันออกวางขายตัดหน้าแทน ทำเอาชาวเน็ตยุคนั้นเดือดจัด แบนเซเว่นฯ กันระงับเพราะคิดว่าผู้ใหญ่รังแกแกะตัวเล็ก ๆ พี่!
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t2d/1/16/1f9ea.png[/img] 2. ซีพี สวนกลับนิ่ม ๆ : "เรามี R&D เป็นร้อยคน ไม่จำเป็นต้องก๊อปใคร!"
เรื่องมันฉาวคือ: โดนด่าฟรีอยู่พักใหญ่ ฝั่ง ซีพี ออลล์ และ ซีพีแรม (บริษัทผลิตขนมเลอแปง) ก็นั่งไม่ติด ออกโรงกางหลักฐานโชว์กลางแดดทันทีว่า “ฉันไม่ได้ก๊อปใครจ้า!” * หลักฐานมันฟ้อง: ฝั่งซีพีแฉไทม์ไลน์กลับว่า ขนมเลอแปง บานาน่า เนี้ย เขาวิจัยและพัฒนามาตั้งแต่นานแล้ว มีทีม R&D (วิจัยผลิตภัณฑ์) ตั้ง 200 กว่าคน แถมมีที่ปรึกษาเป็นคนญี่ปุ่นคิดค้นสูตรเฉพาะตัวขึ้นมาเอง ไม่มีความจำเป็นต้องไปนั่งขโมยสูตรของใคร และความจริงคือยังเจรจาจะเอาขนมของ "สยามบานาน่า" ไปลงขายในร้านคัดสรร (Kudsan) อยู่เลยด้วยซ้ำ ไม่ได้ไปบีบแตรไล่ใครเลยพี่!
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t54/1/16/1f925.png[/img] 3. คดีพลิกตลบหลัง! นักเขียนสารภาพ “นั่งเทียนเขียนข่าว...มีคนส่งข้อมูลมาหลอก”
เรื่องมันฉาวคือ: พอโดนซีพีฟ้องอ่วมในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ทีนี้คนเขียนบทความ (ใช้นามแฝงว่า assuming หรือนายชิน) ก็ยอมจำนนต่อหลักฐาน สารภาพกลางศาลอาญากรุงเทพใต้ว่า "ข้อมูลทั้งหมดในบทความ...ไม่มีมูลความจริงเลยจ้า!"
โป๊ะแตกตัวการใหญ่: นายชินยอมรับสารภาพว่า ตัวเองไม่ได้รู้จักเจ้าของแบรนด์สยามบานาน่าเป็นการส่วนตัวด้วยซ้ำ แต่ได้รับข้อมูลดิบแฉ ๆ นี้มาจาก “นางสาว พ.” (ตัวการใหญ่เบื้องหลัง) แล้วเอามาเขียนดราม่าใส่ไข่โดยไม่เคยโทรไปเช็กข้อเท็จจริงกับทางซีพีเลย สุดท้ายนายชินต้องยกมือไหว้ขอโทษขอขมาต่อหน้าศาล ฝั่งซีพีเลยแสดงน้ำใจยอมถอนฟ้องคดีอาญาและไม่คิดเงินค่าเสียหายให้คดีจบไป... แต่เรื่องดันไม่จบแค่นั้นพี่!
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/ta/1/16/2696.png[/img] 4. ตลบหลังรอบสอง! ยอมความแล้วเบี้ยวสัญญา ศาลสั่งปรับเงิน-ให้โพสต์ประจานตัวเอง
เรื่องมันฉาวคือ: ตอนอยู่ต่อหน้าศาล นายชินเซ็นสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจะโพสต์บันทึกขอโทษลงเว็บโอเคเนชั่นยาว ๆ เพื่อแก้ข่าวให้ซีพี แต่พอลับหลังศาล นายชินกลับ "เบี้ยวสัญญา" ไม่ยอมโพสต์ตามที่ตกลงกันไว้!
โดนของจริง: ซีพีเลยจัดหนัก ฟ้องศาลแพ่งซ้ำข้อหาผิดสัญญา คราวนี้ศาลแพ่งสั่งทุบค้อนโป้ง! ตัดสินให้นายชินมีความผิดจริง สั่งให้โพสต์บันทึกขอโทษคาไว้บนเว็บห้ามลบต่อเนื่องกันไม่ต่ำกว่า 8 เดือน! และสั่งปรับเงินให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ซีพีไปอีก 80,000 บาท พร้อมค่าทนายความ แถมซีพียังเดินหน้าสั่งลุยแจ้งความจับ “นางสาว พ.” ตัวการใหญ่ที่ส่งข้อมูลลวงมาปล่อยข่าวมั่วต่อทันที!
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t36/1/16/1f916.png[/img] สรุปปิดจ๊อบสไตล์ดรอยด์
มหากาพย์นี้คือคดีตัวอย่างของคำว่า "กระต่ายตื่นตูมบนโลกออนไลน์" เลยพี่! สมัยก่อนใคร ๆ ก็คิดว่าปลาใหญ่ต้องกินปลาเล็กเสมอ จนลืมไปว่าในยุคโซเชียล ข่าวปลอมแค่นั่งเทียนเขียนก็สามารถทำลายแบรนด์ระดับแสนล้านได้เหมือนกัน
สุดท้ายความจริงก็ชนะทุกอย่าง ฝั่งแบรนด์ใหญ่รอดพ้นมลทิน ส่วนนักโพสต์ข่าวลวงที่หวังดีประสงค์ร้ายก็โดนคดีแพ่งคดีอาญาอ่วมอรทัย นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้เลยพี่ว่า "ก่อนจะแชร์หรือด่าใคร อดใจรอหลักฐานก่อนพิมพ์" ไม่งั้นอาจจะได้ไปกินข้าวผัดโอเลี้ยงในคุก หรือเสียเงินเฉียดแสนแบบนายชินแน่นอนจ้าพี่
คดี "เลอแปง บานาน่า vs สยามบานาน่า" จากดราม่าปลาใหญ่รังแกปลาเล็ก สู่บทเรียนราคาแพงของยุคโซเชียล
บทความหนึ่งถูกแชร์ออกไปอย่างกว้างขวาง โดยเล่าเรื่องประมาณว่า
- ผู้ประกอบการรายเล็กลงทุนสร้างโรงงาน ผลิตขนมเค้กกล้วยหอมสอดไส้คัสตาร์ด หวังจะนำสินค้าเข้าไปขายในร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ แต่สุดท้ายกลับถูกขอข้อมูลรายละเอียดสินค้า สูตรการผลิต และข้อมูลต่าง ๆ ก่อนที่จะถูกปฏิเสธสินค้า
- จากนั้นไม่นานก็มีสินค้าคล้ายกันออกมาวางจำหน่ายในตลาด ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ หลายคนเชื่อทันทีว่า
"ปลาใหญ่กำลังกินปลาเล็ก"
จุดเปลี่ยนสำคัญของคดี
- หลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่พักใหญ่ ทางบริษัทที่ถูกกล่าวหาก็ออกมาชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีการวิจัยและพัฒนามาก่อนแล้ว มีทีมงานวิจัยและพัฒนาสินค้า (R&D) เป็นจำนวนมาก และยืนยันว่าไม่ได้มีการนำสูตรหรือข้อมูลของผู้ประกอบการรายอื่นไปใช้ จากนั้นเรื่องก็เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย
คดีพลิก เมื่อผู้เขียนบทความยอมรับว่าข้อมูลไม่เป็นความจริง
- สิ่งที่ทำให้คดีนี้ถูกพูดถึงอีกครั้ง คือระหว่างการพิจารณาคดี ผู้เขียนบทความได้ยอมรับต่อศาลว่า
- ข้อมูลที่นำมาเขียนไม่ได้ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับฝ่ายที่ถูกกล่าวหา และได้รับข้อมูลมาจากบุคคลอื่นอีกทอดหนึ่ง โดยไม่ได้มีหลักฐานยืนยันเพียงพอ สุดท้ายจึงมีการขอขมาต่อศาล และเกิดการยอมความในคดีอาญา
แต่เรื่องยังไม่จบ
- หลังจากมีข้อตกลงยอมความ ผู้เขียนบทความตกลงว่าจะเผยแพร่ข้อความขอโทษและแก้ไขข้อมูล แต่ภายหลังกลับไม่ได้ดำเนินการตามข้อตกลง
- จึงนำไปสู่คดีแพ่งเพิ่มเติม และศาลมีคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหาย รวมถึงดำเนินการเผยแพร่ข้อความขอโทษตามที่ตกลงไว้
บทเรียนที่น่าสนใจจากคดีนี้
- ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบบริษัทขนาดใหญ่ คดีนี้สะท้อนสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งว่า "ความรู้สึก" กับ "ข้อเท็จจริง" เป็นคนละเรื่องกัน
- ในช่วงแรก คนจำนวนมากเลือกเชื่อเรื่องราวเพราะเห็นใจผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ตามกฎหมาย รายละเอียดหลายอย่างกลับไม่เป็นไปตามที่ถูกเล่าในบทความต้นเรื่อง
สรุป
- คดี "เลอแปง บานาน่า vs สยามบานาน่า" ถือเป็นอีกหนึ่งคดีดังของยุคโซเชียลไทย
- จากเรื่องราวที่หลายคนเชื่อว่าเป็นกรณี "ปลาใหญ่รังแกปลาเล็ก"
- สุดท้ายกลับกลายเป็นคดีที่ผู้เขียนบทความต้องออกมาขอขมาและรับผิดชอบต่อข้อมูลที่เผยแพร่
- ไม่ว่ามองมุมไหน เรื่องนี้ก็เป็นบทเรียนสำคัญว่า ก่อนจะเชื่อ ก่อนจะแชร์ หรือก่อนจะตัดสินใครจากข้อมูลด้านเดียว บางครั้งการรอฟังข้อมูลให้ครบทุกด้าน อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
ที่มา ดอย - droid
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้