UNCLOS ไม่ควรมี JDA กับเขมร หรือเปล่า?

นั่งฟังข่าวเรื่อง UNCLOS ดู รู้สึกสงสัยกับประเด็นที่ไทยต้องการให้มีความชัดเจนเรื่องเส้นเขตทางทะเล ในขณะที่กัมพูชามุ่งไปที่เรื่องทรัพยากร และ JDA หรือพื้นที่พัฒนาร่วม ตามที่รัฐมนตรีสีหศักดิ์ให้ข่าว

ก็ไม่ค่อยเห็นมีสื่อ นักวิชาการ หรือใครมาลองเปรียบเทียบ โดยใช้สิ่งที่ไทยมี มุมมองทางธุรกิจ มุมมองทางภูมิศาสตร์ มุมมองทางความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม

ค้นดูเรื่อง JDA เท่าที่พอจะรู้ ก็มีไทย-มาเลเซีย, ออสเตรเลีย-ติมอร์เลสเต ซึ่งแต่ละกรณีก็มีเหตุผลต่างกันไป




1. มุมมองในด้านการแบ่งเขตทางทะเล
ถ้าไปดูประเทศตะวันตก เช่น
●United Kingdom - Norway
●Norway - Denmark
●United States - Mexico
●Netherlands - United Kingdom

ในประเทศแถบทะเลเหนือ หรือ North Sea Model ส่วนใหญ่จะเป็น Boundary First → Licensing → Unitization (ถ้ามีความจำเป็น)

คือแบ่งเส้นก่อน ออกสัมปทานก่อน แล้วถ้ามี reservoir อยู่คร่อมเส้นจริง ค่อยทำ Unitization
●เจ้าของทรัพยากรเป็นใครชัดเจน
●ระบบภาษีชัดเจน
●หน่วยงานกำกับชัดเจน
●ไม่มีพื้นที่สีเทา

JDA ไทย-มาเลเซีย ถือเป็นกรณีที่หาได้ยากที่สองประเทศตกลงกันได้ เพราะทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพใกล้เคียงกัน
●มีบริษัทน้ำมันของตัวเอง
●มีระบบท่อ
●มีโรงแยกก๊าซ
●มีเงินทุน
●มีตลาดรองรับ

แหล่งทรัพยากรก็เป็นลักษณะหลายหลุม เช่น
●Cakerawala
●Bumi
●Suriya
●Bulan

ส่วนกรณีออสเตรเลีย-ติมอร์เลสเต เป็นเรื่องของ Greater Sunrise Gas Field ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ มีการสำรวจมานาน มีข้อมูลสำรองชัดเจน และทุกฝ่ายอยากให้ทรัพยากรถูกนำขึ้นมาใช้

แต่ JDA ไทย-กัมพูชา คงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ด้วยเรื่อง
●ระบบเศรษฐกิจ
●เงินทุน
●Good Governance
●ความน่าเชื่อถือ
●โครงสร้างอุตสาหกรรมรองรับ

JDA ต้องอาศัย
●Trust
●Revenue Sharing
●Taxation
●Regulation
●Licensing
●Environmental Rules
●Dispute Resolution

ซึ่งถ้าไม่มีความเชื่อใจกัน ระบบทั้งหมดจะกลายเป็นภาระมากกว่าประโยชน์

สำหรับไทยแล้ว เรื่องสำคัญคือเส้นแบ่งต้องชัดเจนก่อน

ถ้ามี reservoir อยู่บนเส้นจริง ก็ค่อยใช้ Unitization

แบ่งตามปริมาณจริงของ reservoir ฝั่งไหนเป็น operator ก็ว่ากันไปตามข้อตกลง


2. มุมมองในเรื่องภูมิศาสตร์ และธรณีวิทยา

คนมักพูดถึงทรัพยากรในพื้นที่ทับซ้อนเหมือนเป็นขุมทรัพย์ขนาดมหาศาลที่รอขุดขึ้นมา
แต่ความจริงไม่มีใครรู้ จนกว่าจะมีการสำรวจเพิ่มเติม

บริเวณอ่าวไทยตอนบนและตอนกลางมีลักษณะธรณีวิทยาที่ซับซ้อน โดยเฉพาะแอ่งปัตตานี หรือ Pattani Basin

ซึ่ง PTTEP เองก็เคยกล่าวถึงความยากในการสำรวจ ลักษณะของอ่าวไทยไม่ได้เป็นเหมือนตะวันออกกลางที่มี reservoir ขนาดมหึมาอยู่ก้อนเดียว แต่เป็นระบบที่มี
●Fault จำนวนมาก
●ชั้นหินซับซ้อน
●Reservoir ขนาดเล็กถึงกลางจำนวนมาก
●ต้องอาศัยการเจาะหลายหลุม
●ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานรองรับ
●ต้องใช้ความรู้ทางธรณีวิทยาเฉพาะทาง

จึงจะคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

ในด้านภูมิศาสตร์เอง ฝั่งไทยมี
●ชลบุรี
●ระยอง
●มาบตาพุด
●โรงแยกก๊าซ
●โรงไฟฟ้า
●ท่าเรือน้ำลึก
●โรงกลั่น

ทั้งหมดเชื่อมต่อกันเป็นระบบส่วนฝั่งกัมพูชายังไม่มีโครงสร้างแบบนี้

ดังนั้นต่อให้มีการค้นพบทรัพยากรจริง คำถามต่อมาคือ
●จะเอาขึ้นมาอย่างไร
●จะส่งไปไหน
●จะใช้โครงสร้างพื้นฐานของใคร

ซึ่งเป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์มากกว่าการเมือง


3. มุมมองในเรื่องธุรกิจ และการสำรวจทรัพยากร

ลองศึกษาโครงการ Apsara ของกัมพูชา

ข่าวจากรอยเตอร์
https://www.reuters.com/business/energy/cambodias-oil-export-ambitions-sink-with-stolen-tanker-standoff-2021-08-27/






ข่าวจากไทยรัฐ
https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/104287

Chevron ค้นพบแหล่งนี้ตั้งแต่ปี 2004 แต่ไม่ได้พัฒนา ต่อมา KrisEnergy ซื้อสิทธิจาก Chevron ในปี 2014 และเพิ่มสัดส่วนจนถือประมาณ 95%

รัฐบาลกัมพูชาคาดหวังว่าจะมีรายได้จากภาษีและค่าภาคหลวงรวมกันประมาณ 500 ล้านดอลลาร์ตลอดอายุโครงการ
มีการคาดการณ์กำลังผลิตประมาณ 7,500 barrels per day
แต่ผลิตได้จริงประมาณ 2,500 barrels per day หรือประมาณ 397,500 ลิตรต่อวัน (เรามักนึกภาพไม่ออก เวลาได้ยินข่าวน้ำมันหาย ... ลิตร)
ถ้าเทียบกับรถบรรทุกน้ำมันขนาดประมาณ 30,000 ลิตร ก็ประมาณรถบรรทุกน้ำมันราว 13 คันต่อวัน ซึ่งยังต้องหัก
●ค่าขุดเจาะ
●ค่าบำรุงรักษา
●ค่าขนส่ง
●ค่าเรือ
●ค่าแรง
●ค่าประกัน
●ค่าเงินกู้
... อีกจำนวนมาก

สุดท้ายโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย KrisEnergy ล้มละลาย กัมพูชาก็ไม่ได้รายได้ตามที่ฝันไว้

ยังมีข่าวเรื่องน้ำมันในเรือ MT Strovolos ที่กลายเป็นข้อพิพาทตามมาอีก

สิ่งที่น่าสนใจคือ กัมพูชาแทบไม่มีระบบรองรับอุตสาหกรรมนี้ OSRL (Oil Spill Response Limited) ซึ่งเป็นองค์กรด้านการรับมือเหตุการณ์น้ำมันรั่วระดับสากล ต้องเข้ามาช่วยจัดทำมาตรฐาน และกัมพูชายังต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ รวมถึงมีการวางแผนใช้ผู้รับเหมาจากฝั่งไทยด้วย


4. มุมมองด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคง

ลองไล่เรียงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาดู

●ยุคเขมรแดง ไทยเปิดพื้นที่หนองจานเป็นศูนย์ผู้ลี้ภัย แต่สุดท้ายก็มีข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ชายแดน
●ยุคน้าชาติ “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” การค้าชายแดนเติบโต (บ่อนเขมรตามชายแดน) แต่ความขัดแย้งชายแดนก็ยังกลับมาอีกในปี 2011
●ยุคอาเซียนหลังปี 2014 จนถึงยุคหลังโควิด เกิดปัญหาศูนย์สแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ การฟอกเงิน และความตึงเครียดตามแนวชายแดน
●ช่วงปี 2025 เกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดน 2 ครั้ง

ขณะที่ความไว้วางใจระหว่างสองประเทศลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมองย้อนกลับไปหลายสิบปี

'เราจะพบว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจไม่ได้แปลว่าจะนำไปสู่ความไว้วางใจทางยุทธศาสตร์เสมอไป'

คำถามจึงไม่ใช่ว่า
“JDA จะสร้างรายได้เท่าไร” แต่คือ “ประเทศที่ยังมีปัญหาความไว้วางใจต่อกัน จะสามารถบริหารทรัพยากรร่วมกันได้จริงหรือ?”

หากวันหนึ่งความสัมพันธ์เข้าสู่สภาวะ Cold Border (ทุกวันนี้ก็เป็นอยู่)

ประเทศไทยจำเป็นต้องผูกโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานระยะยาวเข้ากับกัมพูชาหรือไม่?

หรือควรแบ่งเขตให้ชัด แล้วใช้ Unitization เฉพาะกรณีที่มี Reservoir คร่อมเส้นจริง
เพื่อลดพื้นที่สีเทา ลดข้อพิพาท และลดการเมือง


5. มุมมองด้านสิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล

อุตสาหกรรมปิโตรเลียมไม่ใช่แค่เรื่องขุดน้ำมัน แต่เกี่ยวข้องกับ
●มาตรฐานความปลอดภัย
●การป้องกันน้ำมันรั่ว
●การตรวจสอบ
●การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
●การกำกับดูแล

ประเทศไทยมีระบบเหล่านี้พัฒนามาหลายสิบปี

ในขณะที่กัมพูชาเพิ่งเริ่มต้นจากโครงการ Apsara
https://www.osrl.com/knowledge-hub/resource-library/contingency-planning/case-study-krisenergy-cambodia/






หากเกิดอุบัติเหตุทางทะเล ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ในน่านน้ำของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่กระทบต่อทะเลอ่าวไทยทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ถูกวิจารณ์ในระดับภูมิภาค เช่น
●โครงการคลองฟูนันเตโช (ปัญหากับฝั่งเวียดนาม)
●ปัญหาหมอกควันและไฟป่า (ปัญหากับฝั่งไทย เขมรเผาป่า แนวพนมดงรัก)
●การเวนคืนที่ดินและข้อพิพาทด้านสิทธิชุมชน, พนมเปญ-การไล่ที่ กรณีการถมทะเลสาบเบิงตะม็อกเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ดังนั้นประเด็นจึงไม่ใช่แค่เรื่องทรัพยากร แต่เป็นเรื่องความพร้อมในการกำกับดูแลด้วย

ดังนั้นถ้ามองจากทั้ง 5 มิติ
1.การแบ่งเขตทางทะเล
2.ภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา
3.ธุรกิจและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
4.ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
5.สิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาล

คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า “จะแบ่งผลประโยชน์กันอย่างไร”

แต่เป็น “เส้นเขตทางทะเลที่ชัดเจนควรมาก่อนหรือไม่?”

และหากวันหนึ่งพบ reservoir ที่คร่อมเส้นจริง

แนวทางแบบ North Sea Model คือ Boundary First → Unitization จะเหมาะสมกว่า JDA หรือไม่?

พอดูรายชื่อผู้ประนอมแล้ว มีท่านหนึ่งมาจาก Denmark ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไม Denmark ถึงเลือกแบ่งเส้นเขตทางทะเลกับ Norway ให้ชัดเจนก่อน แล้วค่อยออก License และใช้ Unitization ในกรณีที่ Reservoir อยู่คร่อมเส้น?

ในประเทศไทย สื่อมีความหลากหลาย นักวิชาการก็มีมาก อยากเห็นนักวิชาการด้านพลังงาน หรือกลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านพลังงานออกมาพูดบ้าง 

รสนา-หม่อมกร-ปานเทพ ที่เคยพูดเรื่องโครงสร้างพลังงาน เรื่องสัมปทาน เรื่อง PSC กันอย่างจริงจัง

ส่ิงที่ไทยจะได้จากการเข้าประนอม UNCLOS คืออะไร? มีแนวทางอย่างไรหลังจากนี้? JDA ไทย-กัมพูชา จำเป็นต้องมีจริงหรือไม่?

สิ่งที่อยากเห็นจากสื่อคือการอธิบายให้ประชาชนเห็นภาพว่า

●ถ้าเป็น Unitization ไทยได้อะไร?
●ถ้าเป็น JDA ไทยได้อะไร?
●ค่าภาคหลวงจะเป็นอย่างไร?
●ค่าผ่านท่อจะเป็นอย่างไร?
●ค่าการแปรรูปก๊าซจะเป็นอย่างไร?
●ก๊าซที่จะเข้าสู่โรงไฟฟ้าของไทยจะมีผลอย่างไร?

‘ทุกอย่างอยู่บนหลักธุรกิจที่ตรวจสอบได้‘

ไม่ต้องเอานักการเมือง ไม่ต้องเอาข้าราชการ ไม่ต้องเอาคนที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องโดยตรง (หรือแอบแฝง)

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็มีทั้งนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต ข้าราชการที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต ระบบอุปถัมภ์ ผลประโยชน์ทับซ้อน และการใช้ทรัพยากรสาธารณะเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอยู่เป็นระยะ

เพราะเวลาเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง บางครั้งเราจะพบปรากฏการณ์แปลกประหลาด คือ คนสามารถแสดงให้เห็นได้พร้อมกันทั้งสองอย่าง คือทั้งไม่ซื่อสัตย์ต่อสาธารณะ และไม่เข้าใจเรื่องที่ตัวเองกำลังพูดอยู่

เพราะในโลกความจริง บางประเทศไม่ได้ร่ำรวยจากการมีทรัพยากร แต่ร่ำรวยจากการเป็นศูนย์กลางของระบบ สิงคโปร์ไม่มีแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ แต่มี
●ท่าเรือ
●โรงกลั่น
●ระบบโลจิสติกส์
●ตลาดซื้อขาย
●บริการทางการเงิน
และกลายเป็นศูนย์กลางพลังงานของภูมิภาค

ดังนั้นก่อนจะพูดถึงการแบ่งเค้ก บางทีเราอาจต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า
●ใครเป็นคนอบเค้ก
●ใครเป็นคนมีเตาอบ
●ใครเป็นคนมีจาน
●ใครเป็นคนมีร้าน

และใครเป็นคนเพิ่งเดินเข้ามาถามว่า
“แบ่งให้หน่อยได้ไหม?”
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่