เคยไหม? ลืมปิดไฟแล้วต้องวนรถกลับ! หมดปัญหานั้นด้วย Smart Lighting ครับ!

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิปที่น่ารักทุกคน

วันนี้ผมมีเรื่องเด็ดๆ ที่จะมาเล่าให้ฟังครับ เรื่องที่ว่านี้รับรองว่าโดนใจใครหลายคนแน่นอน โดยเฉพาะคนขี้ลืมอย่างผมเนี่ย! เคยไหมครับที่ขับรถออกมาจากบ้านได้สักพัก กำลังจะถึงที่ทำงานอยู่แล้วเชียว จู่ๆ ภาพหลอนก็แวบเข้ามาในหัว "เฮ้ยยยย... ลืมปิดไฟห้องนอนรึเปล่าวะเนี่ย?"



เท่านั้นแหละครับ! จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย ทั้งๆ ที่บางทีมันก็ไม่ได้เปิดหรอกนะ แต่ความไม่แน่ใจนี่แหละตัวดีเลย สุดท้ายก็ต้องยอมเสียเวลาวนรถกลับไปดูให้ชัวร์ครับ พอถึงบ้านเห็นไฟปิดสนิท ก็แอบถอนหายใจโล่งอกพร้อมบ่นพึมพำกับตัวเองว่า "รู้งี้ไม่ต้องกลับมาดูก็ได้" แต่ในใจก็แอบคิด "ถ้าไม่กลับมาดูแล้วมันเปิดอยู่ล่ะ จะรู้สึกผิดไปทั้งวันไหมเนี่ย!"

เนี่ยแหละครับ วงจรชีวิตของคนขี้ลืมที่ต้องเผชิญหน้ากับความไม่มั่นใจในทุกๆ วัน แต่ทุกวันนี้ปัญหาเหล่านี้มันจะหมดไปแล้วครับ! เพราะเรามีตัวช่วยสุดอัจฉริยะที่ชื่อว่า "Smart Lighting" ที่ไม่ได้แค่เปิดปิดไฟผ่านมือถือได้นะครับ แต่มันฉลาดกว่านั้นเยอะเลยครับพี่น้อง!

หลายคนอาจจะรู้จัก Smart Lighting ในแง่ของการสั่งงานด้วยเสียงหรือปรับสีไฟได้ ซึ่งมันก็ดีอยู่แล้วครับ แต่ฟังก์ชันที่ผมจะพูดถึงวันนี้คือการ "ปิดไฟเองเมื่อเราออกจากห้อง" ครับ ฟังดูแล้วเหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวมาคอยดูแลให้เลยใช่ไหมครับ?



หลักการทำงานของมันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลยครับ หัวใจสำคัญคือ "เซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหว" (Motion Sensor) หรือ "เซ็นเซอร์ตรวจจับการมีอยู่" (Occupancy Sensor) ครับ เจ้าเซ็นเซอร์ตัวนี้จะคอยจับตาดูว่ามีใครอยู่ในห้องไหม ถ้ามีคนอยู่ ไฟก็จะติดปกติครับ แต่ถ้าเซ็นเซอร์ตรวจไม่พบความเคลื่อนไหวเป็นระยะเวลานึง... นั่นแหละครับ สัญญาณไฟดับจะเริ่มทำงานทันที!

ส่วนประกอบหลักๆ ที่คุณต้องมีนะครับ ก็คือ
1.  หลอดไฟอัจฉริยะ (Smart Bulbs) หรือ สวิตช์ไฟอัจฉริยะ (Smart Switches) ครับ พวกนี้จะเชื่อมต่อกับระบบสมาร์ทโฮมของเราได้
2.  ฮับ (Smart Home Hub) หรือเกตเวย์ตัวกลางที่คอยเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น Philips Hue Bridge, Samsung SmartThings Hub หรือลำโพงอัจฉริยะบางตัวที่มี Hub ในตัวอย่าง Google Nest Hub หรือ Amazon Echo รุ่นใหม่ๆ ครับ
3.  เซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหว (Motion Sensor) นี่แหละครับพระเอกของเรา!
4.  แอปพลิเคชัน (Smartphone App) สำหรับตั้งค่าและควบคุมระบบครับ

แล้วมันตั้งค่ายังไงให้ปิดไฟเองได้ล่ะครับ?

ง่ายนิดเดียวครับ! สมมติว่าเราใช้ระบบ Smart Lighting ของแบรนด์ A นะครับ
   ขั้นตอนแรก ติดตั้งหลอดไฟอัจฉริยะหรือสวิตช์ไฟอัจฉริยะในห้องที่เราต้องการครับ
   ขั้นตอนที่สอง ติดตั้งฮับและเชื่อมต่อหลอดไฟเข้ากับฮับให้เรียบร้อยครับ
   ขั้นตอนที่สาม ติดตั้งเซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหวในตำแหน่งที่เหมาะสมในห้องครับ เช่น บนผนังที่สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของคนได้ทั่วถึง
   ขั้นตอนที่สี่ เปิดแอปพลิเคชันของระบบ Smart Lighting ครับ เข้าไปที่ส่วนของการตั้งค่า "Automation" หรือ "Routine" ครับ
   ขั้นตอนที่ห้า สร้างเงื่อนไข (Condition) ครับ โดยเราจะกำหนดว่า "ถ้าเซ็นเซอร์ตรวจไม่พบความเคลื่อนไหวเป็นระยะเวลา 5 นาที" (หรือกี่นาทีก็ได้ที่เราต้องการครับ แต่ระวังอย่าตั้งสั้นไปนะครับ เดี๋ยวไฟดับตอนเรากำลังนั่งชิลอยู่!)
   ขั้นตอนสุดท้าย กำหนดการกระทำ (Action) ครับ โดยให้ระบบ "ปิดไฟในห้องนั้น" ครับ



แค่นี้เองครับ! ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากเลยทีนี้ เวลาเราเดินออกจากห้องไปนานๆ ไม่ว่าจะเป็นไปเข้าห้องน้ำ ไปหยิบของข้างนอก หรือออกจากบ้านไปทำงาน เจ้า Smart Lighting ของเราก็จะทำหน้าที่ปิดไฟให้เองโดยอัตโนมัติครับ ไม่ต้องมานั่งคิดให้ปวดหัวว่าลืมปิดไฟรึเปล่าอีกต่อไปครับ

ประโยชน์ที่ได้จากการตั้งค่าแบบนี้มีเยอะมากครับ นอกจากจะช่วยให้เราลืมเรื่องกังวลเรื่องการลืมปิดไฟไปได้เลยแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าไฟได้อีกด้วยครับ เพราะไฟจะไม่เปิดทิ้งไว้โดยไม่จำเป็น ที่สำคัญคือมันเพิ่มความสะดวกสบายให้ชีวิตเราอย่างมากครับ บางทีกลับมาถึงบ้านมือพะรุงพะรัง ก็ไม่ต้องคลำหาสวิตช์ไฟเลยครับ แค่เดินเข้าไป ไฟก็ติดเอง เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวคอยบริการตลอดเวลาครับ

บอกเลยว่า Smart Lighting ไม่ได้เป็นแค่ของเล่นนะครับ แต่มันคือการยกระดับคุณภาพชีวิตจริงๆ ครับ สำหรับใครที่ยังไม่เคยลอง ผมแนะนำให้ลองศึกษาดูนะครับ รับรองว่าติดใจแน่นอนครับ ชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะเลยครับ แล้วเจอกันใหม่กระทู้หน้าครับ!

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่