สวัสดีครับเพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่าน กระทู้นี้ผมตั้งใจเปิดพื้นที่เพื่อชวนแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงวิเคราะห์ครับ โดยไม่ได้มีเจตนาจะพาดพิงถึงตัวบุคคลหรือสร้างความขัดแย้งแต่อย่างใด จุดเริ่มต้นของคำถามในวันนี้มาจากการที่ผมมักจะใช้เวลาในการศึกษาและวิเคราะห์เปรียบเทียบตัวบทในพระไตรปิฎก รวมถึงอรรถกถาต่าง ๆ เวลาเราเจาะลึกเข้าไปในรายละเอียดของพระสูตร เราจะเห็นถึงความละเอียดอ่อนในพระธรรมคำสั่งสอนและการแก้ปัญหาชีวิตด้วยธรรม ซึ่งทำให้ผมเกิดข้อสังเกตถึงบทบาทของพระภิกษุสงฆ์ในยุคปัจจุบัน
หากเราพิจารณาตามหลักฐานทางตัวบทดั้งเดิม พบว่า บทบาทที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวกคือ การเป็นบรมครูผู้ชี้ทางสว่าง เมื่อเราย้อนไปดูเจตนารมณ์แรกเริ่มของการประกาศพระศาสนา ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค พระพุทธองค์ได้ประทานโอวาทแก่พระอรหันต์ ๖๐ รูปแรกเพื่อส่งไปประกาศศาสนาว่า
"ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไป เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์" (
มจร. เรื่องยสกุลบุตร บิดาตามหายสกุลบุตร เป็นต้น : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๔) หลักฐานนี้ชี้ชัดว่า หน้าที่หลักของพระสงฆ์คือการออกไปช่วยเหลือ อนุเคราะห์ และให้ปัญญาแก่ชาวโลก
เมื่อผู้คนในสมัยพุทธกาลเผชิญกับปัญหาชีวิต พระพุทธองค์และพระสาวกไม่ได้ประทานปาฏิหาริย์เพื่อแก้ไขปัญหาชีวิตแก่ผู้คนที่ประสบทุกข์ กลับกันพระพุทธองค์ทรงห้ามไม่ให้ภิกษุแสดงฤทธิ์ (
อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พุทธวรรคที่ ๑๔ หน้าต่างที่ ๒ ใน ๙) แต่ทรงใช้วิธีตั้งคำถาม ชวนคิด และมอบหลักธรรมเพื่อดับทุกข์ แต่ทรงใช้
"อุปายโกศล" หรือความฉลาดในวิธีการ (
มจร. ๑. เอกกนิทเทส เป็นต้น : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๕) ดังนี้
(๑) พระพุทธองค์ทรงย้อนถาม เพื่อให้ผู้ฟังค่อยๆ ทลายกรอบความเชื่อเดิมของตนเองลงทีละชั้น ดังอนัตตลักขณสูตร
(๒) พระพุทธองค์ทรงให้ผู้ประสบเผชิญกับความจริงของความทุกข์ด้วยตนเอง ดังเรื่องนางกีสาโคตมี
(๓) พระพุทธองค์ทรงใช้การอุปมาอุปไมย ดังจูฬมาลุงกยสูตร
(๕) พระพุทธองค์ทรงสอนตามวิถีชีวิตของผู้ฟัง ดังกสิภารทวาชสูตร
ทั้งนี้ หน้าที่ในการเป็นที่พึ่งทางปัญญานี้ถูกกำหนดไว้อย่างเป็นรูปธรรมในสิงคาลกสูตร ซึ่งระบุถึงหน้าที่ของพระสงฆ์ ที่พึงปฏิบัติต่อฆราวาสไว้ชัดเจน ๖ ประการ ได้แก่ ๑ ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว ๒ ให้ตั้งอยู่ในความดี ๓ อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันดีงาม ๔ ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ๕ อธิบายสิ่งที่เคยฟังแล้วให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ๖ บอกทางสวรรค์ให้
ทว่าเมื่อหันกลับมามองสถานการณ์ในสังคมปัจจุบัน สภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของผู้คนเต็มไปด้วยความกดดัน ความเครียด ปัญหาเศรษฐกิจ และความซับซ้อนทางอารมณ์ แต่ภาพจำและบทบาทของพระสงฆ์ที่เราเห็นจนชินตากลับโน้มเอียงไปทางการประกอบพิธีกรรม การสวดมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล หรือการบริหารจัดการวัดเสียเป็นส่วนใหญ่ เมื่อฆราวาสเผชิญกับวิกฤตทางจิตใจ ผู้คนในยุคนี้กลับเลือกที่จะเดินเข้าหาจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือที่ปรึกษาปัญหาชีวิต (Life Coach) ภาพของพระสงฆ์ในฐานะผู้บำบัดทุกข์ทางใจตามแนวทางในสิงคาลกสูตร ดูเหมือนจะค่อยๆ เลือนหายไป
จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ผมจึงอยากเปิดพื้นที่ชวนเพื่อนๆ สมาชิกมาร่วมวิเคราะห์ แลกเปลี่ยนมุมมอง หรือแชร์ประสบการณ์ว่า แต่ละท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับความเปลี่ยนแปลงนี้ ปัจจัยใดที่ทำให้ภาพลักษณ์และบทบาทของพระภิกษุสงฆ์เปลี่ยนไปตามยุคสมัย หรือหากมีวัดใด พระอาจารย์ท่านใดที่เพื่อนๆ เคยมีโอกาสสนทนาธรรมด้วย แล้วรู้สึกว่าท่านยังคงดำรงบทบาทในการเป็นที่พึ่งทางใจและให้วิธีคิดแก้ปัญหาชีวิตได้จริง ก็สามารถนำมาแบ่งปันกันได้ครับ
ผมเชื่อว่าการถกเถียงในประเด็นนี้อย่างสร้างสรรค์และมีเหตุผล จะช่วยให้เรามองเห็นภาพสะท้อนของพุทธศาสนาในสังคมไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกมุมมองและทุกความเห็นที่นำมาแบ่งปันกันเป็นวิทยาทานครับ
บทบาทของพระสงฆ์ในการให้สติและดับทุกข์ในสังคมปัจจุบัน
หากเราพิจารณาตามหลักฐานทางตัวบทดั้งเดิม พบว่า บทบาทที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวกคือ การเป็นบรมครูผู้ชี้ทางสว่าง เมื่อเราย้อนไปดูเจตนารมณ์แรกเริ่มของการประกาศพระศาสนา ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค พระพุทธองค์ได้ประทานโอวาทแก่พระอรหันต์ ๖๐ รูปแรกเพื่อส่งไปประกาศศาสนาว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไป เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์" (มจร. เรื่องยสกุลบุตร บิดาตามหายสกุลบุตร เป็นต้น : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๔) หลักฐานนี้ชี้ชัดว่า หน้าที่หลักของพระสงฆ์คือการออกไปช่วยเหลือ อนุเคราะห์ และให้ปัญญาแก่ชาวโลก
เมื่อผู้คนในสมัยพุทธกาลเผชิญกับปัญหาชีวิต พระพุทธองค์และพระสาวกไม่ได้ประทานปาฏิหาริย์เพื่อแก้ไขปัญหาชีวิตแก่ผู้คนที่ประสบทุกข์ กลับกันพระพุทธองค์ทรงห้ามไม่ให้ภิกษุแสดงฤทธิ์ (อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พุทธวรรคที่ ๑๔ หน้าต่างที่ ๒ ใน ๙) แต่ทรงใช้วิธีตั้งคำถาม ชวนคิด และมอบหลักธรรมเพื่อดับทุกข์ แต่ทรงใช้ "อุปายโกศล" หรือความฉลาดในวิธีการ (มจร. ๑. เอกกนิทเทส เป็นต้น : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๕) ดังนี้
(๑) พระพุทธองค์ทรงย้อนถาม เพื่อให้ผู้ฟังค่อยๆ ทลายกรอบความเชื่อเดิมของตนเองลงทีละชั้น ดังอนัตตลักขณสูตร
(๒) พระพุทธองค์ทรงให้ผู้ประสบเผชิญกับความจริงของความทุกข์ด้วยตนเอง ดังเรื่องนางกีสาโคตมี
(๓) พระพุทธองค์ทรงใช้การอุปมาอุปไมย ดังจูฬมาลุงกยสูตร
(๕) พระพุทธองค์ทรงสอนตามวิถีชีวิตของผู้ฟัง ดังกสิภารทวาชสูตร
ทั้งนี้ หน้าที่ในการเป็นที่พึ่งทางปัญญานี้ถูกกำหนดไว้อย่างเป็นรูปธรรมในสิงคาลกสูตร ซึ่งระบุถึงหน้าที่ของพระสงฆ์ ที่พึงปฏิบัติต่อฆราวาสไว้ชัดเจน ๖ ประการ ได้แก่ ๑ ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว ๒ ให้ตั้งอยู่ในความดี ๓ อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันดีงาม ๔ ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ๕ อธิบายสิ่งที่เคยฟังแล้วให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ๖ บอกทางสวรรค์ให้
ทว่าเมื่อหันกลับมามองสถานการณ์ในสังคมปัจจุบัน สภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของผู้คนเต็มไปด้วยความกดดัน ความเครียด ปัญหาเศรษฐกิจ และความซับซ้อนทางอารมณ์ แต่ภาพจำและบทบาทของพระสงฆ์ที่เราเห็นจนชินตากลับโน้มเอียงไปทางการประกอบพิธีกรรม การสวดมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล หรือการบริหารจัดการวัดเสียเป็นส่วนใหญ่ เมื่อฆราวาสเผชิญกับวิกฤตทางจิตใจ ผู้คนในยุคนี้กลับเลือกที่จะเดินเข้าหาจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือที่ปรึกษาปัญหาชีวิต (Life Coach) ภาพของพระสงฆ์ในฐานะผู้บำบัดทุกข์ทางใจตามแนวทางในสิงคาลกสูตร ดูเหมือนจะค่อยๆ เลือนหายไป
จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ผมจึงอยากเปิดพื้นที่ชวนเพื่อนๆ สมาชิกมาร่วมวิเคราะห์ แลกเปลี่ยนมุมมอง หรือแชร์ประสบการณ์ว่า แต่ละท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับความเปลี่ยนแปลงนี้ ปัจจัยใดที่ทำให้ภาพลักษณ์และบทบาทของพระภิกษุสงฆ์เปลี่ยนไปตามยุคสมัย หรือหากมีวัดใด พระอาจารย์ท่านใดที่เพื่อนๆ เคยมีโอกาสสนทนาธรรมด้วย แล้วรู้สึกว่าท่านยังคงดำรงบทบาทในการเป็นที่พึ่งทางใจและให้วิธีคิดแก้ปัญหาชีวิตได้จริง ก็สามารถนำมาแบ่งปันกันได้ครับ
ผมเชื่อว่าการถกเถียงในประเด็นนี้อย่างสร้างสรรค์และมีเหตุผล จะช่วยให้เรามองเห็นภาพสะท้อนของพุทธศาสนาในสังคมไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกมุมมองและทุกความเห็นที่นำมาแบ่งปันกันเป็นวิทยาทานครับ