กฎที่แน่นอนที่สุดทางพุทธศาสนาก็คือ “ไตรลักษณ์” เป็นกฎ Easter egg ที่พระสมณะโคดมทิ้งไว้ให้เรา ถกเถียง ขัดค้านไม่ได้เลย
เพราะแม้จะมีคัดค้านว่าไม่จริง ทุกอย่างเที่ยง คงทนถาวร และเป็นตัวตน!!
แต่เพราะไตรลักษณ์เป็นสภาวะธรรมที่แย้งย้อนในตัวเอง แต่ก็ไปในทางเดียวกันทั้ง 3 ข้อ ที่บอกคนแย้งว่า “ถูกแล้ว เที่ยงด้วยไม่เที่ยงด้วย คงทนถาวรด้วยไม่คงทนถาวรด้วย เป็นตัวตนด้วยไม่ใช่ตัวตนด้วย” — ยังไง?!
อนิจจัง สรรพสิ่งย่อมไม่เที่ยง
ทุกขัง สรรพสิ่งย่อมคงทนอยู่สภาวะเดิมไม่ได้
อนัตตา ไม่มีสิ่งใดเลยที่สามารถยึดถือเป็นตัวตนถาวรได้
ขัดแย้ง แย้งย้อนยังไง
ความไม่เที่ยง VS ความเที่ยง
ก็อะไรจะเที่ยงแท้ไม่เปลี่ยนแปลงมากไปกว่าสภาวะธรรมนี้เล่า “สรรพสิ่งย่อมไม่เที่ยง”
เปลี่ยนแปลง->เปลี่ยนแปลง->เปลี่ยนแปลง…
ไม่เที่ยง->ไม่เที่ยง->ไม่เที่ยง…
นี่แหละเที่ยงแท้ที่สุด แต่ก็ไม่เที่ยงแท้ด้วย
เพราะอย่าลืมความไม่เที่ยงก็มีหลายแบบ ^_^
ไม่เที่ยงแบบ A -> ไม่เที่ยงแบบ B….
จนกว่าจะเก็บมุมมองความไม่เที่ยงจนครบแล้ว ละจนหมดจดจากทุกมุมมองที่ได้เรียนรู้ จนเข้าถึงำระนิพพาน
ไม่คงทนถาวร VS คงทนถาวร
เหมือนกัน อะไรจะคงทนถาวรไม่แตกดับมากไปกว่าสภาวะธรรมที่ว่า “สรรพสิ่งไม่คงทนถาวรแตกดับ แล้วเกิดสภาวะใหม่ แตกดับแล้วเกิดสภาวะใหม่ สืบต่อเป็นเหตุปัจจัยต่อเนื่องไปเรื่อยๆ”
เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป->เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป->….
สภาวะนี้แหละที่คงทนถาวรที่สุด เพราะมันไม่เปลี่ยนเป็นของมันแบบนั้นไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่คงทนถาวรด้วยในตัวเอง
เพราะสภาวะเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ไม่คงทนนี้ มันก็มีหลายแบบ หลายสภาวะ เก็บได้ทุกมุมมองแล้วละเสียให้หมดจด ก็เป็นทางสู่พระนิพพาน
มีตัวตนถาวร VS ทุกอย่างไม่ใช่ตัวตนถาวร
ก็อะไรจะเหมาะกับการยึดให้เป็นตัวตนถาวรมากไปกว่าสภาวะธรรม “ไม่มีสิ่งใดเป็นตัวตนถาวรเลย” ล่ะ!
อนัตตา (ดับ) -> อนัตตา (ดับ) -> อนัตตา (ดับ)…
ถ้าจะยึดอะไรว่าเป็นตัวตนถาวร อนัตตาก็ท้าว่า ยึดฉันเถอะ อนัตตา->อนัตตา->อนัตตา-> … ถาวรพอไหม?
แต่อย่าลืมว่า อนัตตามีแบบ A , B , C … เก็บการพิจารณาทุกมุมมองว่าไม่ใช่ตัวตนให้ครบ แล้วละเสียให้สิ้น คือทางสู่มรรคผลนิพพาน
นี่คือความอัจฉริยภาพของตรรกะที่แม้จะมีผู้เห็นแย้ง ก็โอบรับ - ขอบูชาพระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น
ไตรลักษณ์ขัดแย้งในตัวเองหรือไม่ นี่คืออิจฉริยภาพของพระสมณะโคดม พระศาสดาของเราโดยแท้
เพราะแม้จะมีคัดค้านว่าไม่จริง ทุกอย่างเที่ยง คงทนถาวร และเป็นตัวตน!!
แต่เพราะไตรลักษณ์เป็นสภาวะธรรมที่แย้งย้อนในตัวเอง แต่ก็ไปในทางเดียวกันทั้ง 3 ข้อ ที่บอกคนแย้งว่า “ถูกแล้ว เที่ยงด้วยไม่เที่ยงด้วย คงทนถาวรด้วยไม่คงทนถาวรด้วย เป็นตัวตนด้วยไม่ใช่ตัวตนด้วย” — ยังไง?!
อนิจจัง สรรพสิ่งย่อมไม่เที่ยง
ทุกขัง สรรพสิ่งย่อมคงทนอยู่สภาวะเดิมไม่ได้
อนัตตา ไม่มีสิ่งใดเลยที่สามารถยึดถือเป็นตัวตนถาวรได้
ขัดแย้ง แย้งย้อนยังไง
ความไม่เที่ยง VS ความเที่ยง
ก็อะไรจะเที่ยงแท้ไม่เปลี่ยนแปลงมากไปกว่าสภาวะธรรมนี้เล่า “สรรพสิ่งย่อมไม่เที่ยง”
เปลี่ยนแปลง->เปลี่ยนแปลง->เปลี่ยนแปลง…
ไม่เที่ยง->ไม่เที่ยง->ไม่เที่ยง…
นี่แหละเที่ยงแท้ที่สุด แต่ก็ไม่เที่ยงแท้ด้วย
เพราะอย่าลืมความไม่เที่ยงก็มีหลายแบบ ^_^
ไม่เที่ยงแบบ A -> ไม่เที่ยงแบบ B….
จนกว่าจะเก็บมุมมองความไม่เที่ยงจนครบแล้ว ละจนหมดจดจากทุกมุมมองที่ได้เรียนรู้ จนเข้าถึงำระนิพพาน
ไม่คงทนถาวร VS คงทนถาวร
เหมือนกัน อะไรจะคงทนถาวรไม่แตกดับมากไปกว่าสภาวะธรรมที่ว่า “สรรพสิ่งไม่คงทนถาวรแตกดับ แล้วเกิดสภาวะใหม่ แตกดับแล้วเกิดสภาวะใหม่ สืบต่อเป็นเหตุปัจจัยต่อเนื่องไปเรื่อยๆ”
เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป->เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป->….
สภาวะนี้แหละที่คงทนถาวรที่สุด เพราะมันไม่เปลี่ยนเป็นของมันแบบนั้นไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่คงทนถาวรด้วยในตัวเอง
เพราะสภาวะเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ไม่คงทนนี้ มันก็มีหลายแบบ หลายสภาวะ เก็บได้ทุกมุมมองแล้วละเสียให้หมดจด ก็เป็นทางสู่พระนิพพาน
มีตัวตนถาวร VS ทุกอย่างไม่ใช่ตัวตนถาวร
ก็อะไรจะเหมาะกับการยึดให้เป็นตัวตนถาวรมากไปกว่าสภาวะธรรม “ไม่มีสิ่งใดเป็นตัวตนถาวรเลย” ล่ะ!
อนัตตา (ดับ) -> อนัตตา (ดับ) -> อนัตตา (ดับ)…
ถ้าจะยึดอะไรว่าเป็นตัวตนถาวร อนัตตาก็ท้าว่า ยึดฉันเถอะ อนัตตา->อนัตตา->อนัตตา-> … ถาวรพอไหม?
แต่อย่าลืมว่า อนัตตามีแบบ A , B , C … เก็บการพิจารณาทุกมุมมองว่าไม่ใช่ตัวตนให้ครบ แล้วละเสียให้สิ้น คือทางสู่มรรคผลนิพพาน
นี่คือความอัจฉริยภาพของตรรกะที่แม้จะมีผู้เห็นแย้ง ก็โอบรับ - ขอบูชาพระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น