แม่รักลูกไม่เท่ากันมีอยู่จริง ฉันเพิ่งเคยสัมผัส

คือจริงๆในชีวิตนี้ไม่คิดเลยว่าแม่จะรักลูกไม่เท่ากันจนได้มาเจอกับตัว นึกว่าเรื่องแบบนี้จะมีแค่ในซีรีย์สั้นแนวตั้งของจีนเท่านั้นมันบรรยายความรู้สึกไม่ได้อ่ะ จนมาถึงจุดนึงที่เรารู้สึกว่าเราทนไม่ไหวแล้วกับการกระทำของแม่ เลยอยากมาระบายนิดหน่อย เรื่องที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่สามารถที่จะเก็บไว้คนเดียวได้แล้วก็คือเงิน10 บาทของน้องสาวซึ่งเป็นลูกแท้ๆหายแล้วเขาหาเหรียญ 10 บาทของเขาไม่เจอเลยมาถามเราคิดว่าเราเอาหรือเปล่า ก็เลยทำให้เกิดการทะเลาะภายในครอบครัวเพียงเพราะเหรียญ10 หายซึ่งโดยปกติแม่ไม่เคยเข้าข้างเราอยู่แล้วคือเราผิดเสมอในสายตาเขา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่พูดอะไรออกมาตอนที่เราทะเลาะกัน แต่การกระทำและคำพูดของแม่เรารับรู้ได้ว่าเขาหาว่าเราเป็นคนทำ ซึ่งจุดสิ้นสุดจริงๆที่เรารู้สึกว่าคนเป็นแม่ไม่น่าทำกับลูกอย่างนี้คือเขาเอาเรื่อง เหรียญ10 บาทที่หายไปของน้องสาวไปพูดกับคนอื่นลับหลังว่าเราเป็นคนเอาไป และเราบังเอิญได้ยินเขาคุยกระซิบกระซาบ จนเราคิดกับตัวเองว่าโหขนาดนี้เลยหรอเขาเอาเรื่องเงินหายไปพูดขนาดนี้เลยหรอ ว่าเราเป็นคนเอาเงิน 10บ ของลูกสาวเขาไป จริงๆมันมีเหตุการณ์หลายๆอย่างเลย เขาจะดีกับเราก็ต่อเมื่อเราให้ตังค์กับเขา (เราทำงานทั่วๆไปไม่ได้มีงานประจำแต่ก็มีเงินเก็บบ้างนิดหน่อยเพราะเราเป็นคนประหยัด) เขาก็จะพูดดีด้วยจะทำดีด้วยกับเราแค่แป๊บเดียวเท่านั้น ตอนเราให้เงินเขาใช้ เราไม่ได้ให้เงินเขาตลอด ตอนเรามีเงินเราก็ให้เขาบ้างนิดหน่อย เวลาแม่หมุนเงินภายในบ้านไม่ทันเขาก็จะมาขอยืมเงินเราเราก็ให้นะ ส่วนที่ให้ไปเฉยๆคือให้ ส่วนที่ยืมก็คือยืม เราก็โอเคให้ยืมได้เพราะถือว่าช่วยๆกัน มีเรื่องหลายๆเรื่องเลย เช่นแม่เอาที่ดินที่ปลูกยางไปจำนอง และมาขอเราให้ช่วยครึ่งนึงเพื่อให้สวนยางหลุดจำนอง เราก็ช่วยโดยการเอาสร้อยข้อมือ 2 สลึงเอาไปขายแล้วก็เอาเงินไปไถ่คืน แล้วก็ส่วนลูกสาวของเขาที่เป็นน้องสาวของเราไม่มีเงินที่จะใช้ก็จะมาขอยืมเงินเราเหมือนกัน (ตอนเรียนมัธยมน้องจะมีทุนการศึกษาได้เดือนละ 1,000 บาทใช้ แล้วก็ได้ทุนจากอื่นๆอีกได้เป็นก้อนตอนนั้นได้ประมาณ 12,000 บาท ก็เอาเงินนี้ไปซื้อโทรศัพท์หมด ต้องเป็นโทรศัพท์ iPhone เท่านั้นที่เขาจะใช้ ไม่รู้จักเก็บเลย) ซึ่งเราก็ให้ยืม ส่วนที่ให้ไปเราก็คือให้นานๆที ส่วนที่ยืมมันก็ต้องจ่ายใช่ไหม (น้องเป็นคนที่แบบไปเที่ยวกับโรงเรียนฉันต้องพาเงินอย่างต่ำ 2,000 บาทขึ้นไปถึงจะพอกับการที่ฉันไปเที่ยว 3 วัน ใช้เงินแบบไม่ดูฐานะของตัวเอง) ซื้ออะไรก็ไม่คิดที่จะเก็บเงิน แต่ว่าตอนที่เขาขอยืมเงินเราเนี่ยก็คือจะพูดดีมากจะทำดีมากแต่พอแบบเรามาขอคืนเงินในส่วนที่เขายืมไปเขาก็จะแบบจะทำเป็นโกรธจะอารมณ์รุนแรงฉุนเฉียวไม่จ่ายอะไรอย่างเงี้ยแล้วแม่ก็จะเข้าข้างน้องตลอดไม่เคยโกรธอะไรน้องนะไม่ว่าน้องทำผิดหรืออะไรเขาก็ไม่เคยโกรธ คนที่ผิดกลับเป็นเราแทน ส่วนเรื่องการกินก็เหมือนกัน มีของกินอะไรดีๆ ก็จะเก็บไว้เฉพาะให้ลูกสาวเขากิน พอเขาเห็นหน้าลูกสาวปุ๊บก็จะพูดเลยว่า มีของกินซื้อมาให้ แม่ซื้อโน่นซื้อนี่มาให้กิน อยู่โน่นเอาไปกินเลย ส่วนเราคือถ้าไม่ได้ยินว่าเขา ซื้อของกินก็จะไม่รู้ว่ามีของกินจนเราต้องไปเห็นเองว่ามีของกินนี้นะ เขาก็จะพูดกับเราว่าเอาไปกินสิก็ซื้อมากินด้วยกันนี่แหละ ถ้าเราไม่ได้ไปเห็นของกินแล้วเราก็จะไม่ได้กินเลย แต่ในส่วนของเราถ้าเรากินอะไรเราซื้ออะไรเราก็จะแบ่งให้เขาอาจจะไม่ได้ตลอด แต่พอเรากินไปแล้วเราก็นึกถึงว่าเฮ้ยต้องแบ่งให้แม่เหมือนกันนะ อย่างเช่นเราซื้อทุเรียนมาแล้วก็ปอกมากินนี่แหละก็เลยถามแม่ว่าเอาไหมแม่ก็บอกว่าแม่ไม่เอา เก็บไว้ให้น้องบ้างสิ ถ้าไม่แบ่งก็ไม่ต้องมาอยู่บ้านนี้ แล้วเวลาน้องซื้ออะไรกินก็ไม่เคยนึกถึงอะไรเราเลย
การเรียนก็เหมือนกัน เวลาลูกสาวของเขาเรียนแล้วก็ติด ร ติด 0 เยอะเป็นสิบๆ ตัว แม่ก็ไม่ได้โกรธอะไรมาก แค่บอกว่าลูกไปแก้ให้เสร็จแค่นั้น น้องสาวเราก็คือเอาเงินไปแก้วิชาที่ติด แต่จริงๆคือไม่ได้แก้ จนตอนจบม. 6 แล้วก็ยังแก้ไม่หมด หลังจากได้ใบประกาศนียบัตรจบม 6 ก็ยังแก้ไม่หมดเหมือนกันค่ะ (ต้องบอกไว้ก่อนว่าฐานะของบ้านไม่ค่อยดีเท่าไหร่) เรื่องเรียนต่อจบม 6 คือต้องอาศัยกยศ แต่ว่าน้องเราไม่ได้ทำ ก็เลยทำให้ไม่สามารถเรียนต่อปริญญาตรีได้ เพราะว่าครูที่โรงเรียนบอกว่าคนที่ติดร ติด0ไม่สามารถทำกยศได้ น้องเลยจะไปทำงานที่กทมสัก 1 ปีแล้วค่อยกลับมาเรียนต่อ จริงๆอยากให้เขาเรียนต่อ วชช แต่เขาไม่อยากเรียนวชช (แต่เราก็ผิดส่วนที่ว่าเราไม่ได้มีงานประจำทำทั้งๆที่เราก็อายุเยอะพอสมควรต้องบอกก่อนเราว่าเราพิการทางการเดินนิดหน่อยก็เลยทำให้เราไปสมัครงานที่ไหนเขาก็ไม่ค่อยรับก็เลยต้องหางานเสริมทำแต่พอมีเก็บ) เราเรียนจบปตรีเสาร์อาทิตย์เนื่องจากโอนหน่วยกิจจาก วชช. เรียนระดับปริญญาตรีเฉพาะแค่วันเสาร์กับอาทิตย์เท่านั้น แต่เงินค่าเทอมทั้งหมดค่ากินทั้งหมดช่วงเรียนมหาลัยเราใช้เงินเราโดยไม่ได้ขอตังค์แม่สักบาท เราเป็นคนที่เก็บเงินเก่งมาก จะใช้เงินแต่ละอย่างเพื่อต้องคิดแล้วคิดอีก เงินที่ได้จากโครงการประชารัฐคือเราจะเก็บเข้ากระเป๋าเท่านั้น ส่วนเงินที่เราทำงานนิดๆหน่อยๆเราก็จะเอาไว้กิน เวลาเราสั่งของในช้อปปี้พอของมาถึง น้องก็จะพูดแบบว่าเงินเยอะจังนะสั่งนู่นสั่งนี้  ทั้งๆที่น้องสาวเนี่ยสั่งของมาส่งถึงหน้าบ้านตลอดเกือบทุกวัน แม่ก็จะถามน้องว่าสั่งอะไรมา พอน้องตอบแม่ก็แค่รับรู้
แล้วก็ยังมีเรื่องที่น้องชอบไปดูบอลในตัวจังหวัด เขาก็จะไปประมาณบ่ายโมงถึงกลับบ้านตอนเที่ยงคืนหรือตี 1 แม่ก็จะไม่ว่าอะไรน้อง (และเรื่องที่ลูกสาวสุดที่รักของเขาไปเปิดห้องกับแฟนเก่า แม่รับรู้แต่ไม่ได้โกรธอะไรเลย แถมปิดเป็นความลับอีกกลัวคนอื่นรู้ว่าลูกสาวสุดที่รักทำตัวไม่ดี) ที่เรารู้เพราะว่าเราแอบแชทไปถามผู้ชายที่เขาไปเปิดห้องด้วย เราถามฝ่ายชายว่าไปทำอะไรที่ห้องเขาก็บอกว่าแค่ไปเปิดเฉยๆไม่ได้ทำอะไร ต่างจากเหรียญ 10 บาทของลูกสาวสุดที่รักหายกลับไปประจานไปบอกคนอื่นว่าเราเอา
พูดง่ายๆสั้นน้องหนูจะทำอะไรก็ไม่มีวันทำผิด เหมือนกับแม่ให้ท้ายลูกสาวที่ตัวเองรักอยู่เสมอ ต่างจากเราทำอะไรก็ผิดตลอดถ้าอยู่บ้านก็คือจะเกะกะสำหรับเขา บางทีแบบทะเลาะกันเรื่องเงินหรือทะเลาะกันเรื่องอื่นๆเขาก็จะไล่เราออกจากบ้านเกือบทุกครั้ง ซึ่งเราก็อยากออกไปนะแต่เราไม่รู้ว่าจะออกไปอยู่ที่ไหนเราไม่เคยไปที่ไหนไม่เคยอยู่ที่อื่นคนเดียว (เราเป็นแค่บุตรบุญธรรมที่เขาเก็บมาเลี้ยง เพราะว่าครอบครัวนี้เป็นคนที่มีลูกยาก ตั้งความหวังไว้สูงว่าคนโตอย่างเราต้องมีงานทำ บรรจุข้าราชการและเลี้ยงดูเขาได้เพื่อตอบแทนบุญคุณ แต่สามีเขาตายประมาณ 10 กว่าปีแล้ว) จริงๆมีเรื่องจุกจิกอีกเยอะแยะ แต่ช่างเถอะแค่อยากระบายค่ะ ให้กำลังใจหนูด้วยนะคะหนูอยากย้ายออกจากบ้านนี้ไป หางานทำอยู่คนเดียว รู้สึกสบายใจมากกว่าค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่