ม็อบ 63 เสียงกระหึ่ม สู่ความเงียบงัน : กว่าครึ่งทศวรรษที่ดูเหมือนเดินถอยหลัง
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาบนหน้าไทม์ไลน์ X (ทวิตเตอร์) มีประเด็นการเมืองหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งคำถามและแชร์ต่อกันอย่างล้นหลาม “เหมือนม็อบปี 63 ไม่เคยเกิดขึ้น”
.
ผู้คนซึ่งเคยเป็นฟันเฟืองของปรากฏการณ์นั้นกำลังตั้งคำถามด้วยความสับสนปนสิ้นหวัง ว่าม็อบที่เคยดันเพดานของสังคมไทยให้สูงขึ้นไปจนถึงขีดสุดในวันนั้น ทำไมในวันนี้ทุกอย่างกลับดูเงียบลง ข้อเรียกร้องถูกเพิกเฉย และในหลายมิติ สังคมกำลังเดินถอยหลังกลับไปสู่จุดเดิม หรือแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ
.
#รอยร้าวก่อตัวและสายลมแห่งอนาคตใหม่
บริบทของม็อบปี 2563 ไม่ได้เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า หากคือผลผลิตของความอัดอั้นที่ถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่การรัฐประหารปี 2557 โดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับเก่าทิ้งเพื่อร่างกติกาใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อสืบทอดอำนาจให้กับตนเอง นำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2562 ที่พรรคพลังประชารัฐและพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นรัฐบาลในคราบพลเรือน
.
แต่ในการเลือกตั้งครั้งเดียวกันนั้นเองสังคมไทยได้ให้กำเนิด พรรคอนาคตใหม่ ภายใต้การนำของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น สถาปนาเป็นพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ นำเสนอวาระที่ท้าทายโครงสร้างเดิม และจุดประกายความหวังให้สังคมเห็นว่า การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงได้ และการกวาดที่นั่ง ส.ส. ได้อย่างมากมายทั้งที่พรรคลงเลือกตั้งเพียงสมัยแรก พิสูจน์ให้เห็นถึงกระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่กำลังก่อตัวขึ้น
.
กระทั่งเกิดเหตุการณ์ยุบพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนการตัดฟางเส้นสุดท้ายที่หล่อเลี้ยงความหวังของคนหนุ่มสาว ความโกรธเกรี้ยวจึงแปรเปลี่ยนเป็นแฟลชม็อบตามสถานศึกษา และลุกลามกลายเป็นการชุมนุมใหญ่ในปี 2563 ในที่สุด
.
#ชูสามนิ้วผูกโบว์ขาวเพดานสังคมถูกดันจนทะลุ
ความน่าสนใจและทรงพลังที่สุดของม็อบ 63 คือการไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการเมืองในสภา แต่คือการเขย่าโครงสร้างเชิงวัฒนธรรมและอำนาจนิยมในทุกระดับ ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย มาตรฐานความงามและเพศวิถี กฎระเบียบล้าหลังและอำนาจนิยมในโรงเรียน ไปจนถึงเรื่องที่ใหญ่ขึ้นอย่างการยกเลิกเกณฑ์ทหาร การกระจายอำนาจรัฐราชการรวมศูนย์ หรือแม้กระทั่งการก้าวข้ามไปแตะถึงประเด็นแหลมคมอย่างการวิพากษ์วิจารณ์ถึงขอบเขตพระราชอำนาจและเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112
.
ภาพของเด็กนักเรียนมัธยมผูกโบว์ขาวต้านเผด็จการ และการชูสามนิ้วหน้าเสาธงขณะร้องเพลงชาติ สัญลักษณ์เหล่านี้ไม่ใช่แค่ความคึกคะนองที่หยิบยืมจากป๊อปคัลเจอร์ แต่เป็นนัยยะของการสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก ซึ่ง รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อธิบายไว้อย่างน่าสนใจในหนังสือ สงครามเย็น (ใน) ระหว่างโบว์ขาว(สำนักพิมพ์มติชน, 2564)
.
อาจารย์กนกรัตน์ได้ลงพื้นที่ศึกษาและชี้ให้เห็นว่า ม็อบปี 63 คือจุดสูงสุดของ ความขัดแย้งระหว่างวัย (Generation Clash) คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้เติบโตมาในยุคแห่งความกดดัน พวกเขาต้องเผชิญกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่บีบรัด การแข่งขันที่สูงลิ่ว และมองเห็นอนาคตที่ไม่มั่นคง พวกเขาจึงมองว่า “รัฐ” คือผู้ให้บริการที่ต้องตรวจสอบได้และต้องรับผิดชอบต่ออนาคตของพวกเขา ในขณะที่คนรุ่นก่อนยังคงติดอยู่ในกรอบวิธีคิดแบบอำนาจนิยมและมองรัฐแบบพ่อปกครองลูก การปะทะกันครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนคนสองรุ่นที่อยู่ในโลกคนละใบ และเมื่อคนรุ่นใหม่มองเห็นถึงต้นตอของความบิดเบี้ยวนี้ เพดานการตั้งคำถามจึงถูกดันขึ้นไปอยู่ในจุดที่สูงที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
#ตื่นจากฝันความเหนื่อยล้าจากเกมระยะยาว
ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน คนหนุ่มสาวที่เคยชูสามนิ้วในวันนั้น เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ วัยทำงานที่ต้องดิ้นรนในโลกแห่งความเป็นจริง ด้วยภาระของยุคสมัยที่กดทับ พลังงานที่เคยใช้ขับเคลื่อนสังคมบนท้องถนน ถูกโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ผุกร่อนบีบบังคับให้ต้องแปรเปลี่ยนไปเป็นการต่อสู้แบบปากกัดตีนถีบ ดำเนินชีวิตไปวันต่อวัน และเมื่อพวกเขามองไปยังสังคมกับภาพที่เคยฝันถึง กลับพบความจริงที่ปวดใจ ข้อเรียกร้องหลายอย่างจางหาย บรรทัดฐานทางสังคมที่เคยถูกมองว่าบิดเบี้ยวกลับมามีบทบาท แนวคิดและวาทกรรมขวาจัดกลับมามีพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามตัวใหญ่ว่า เรากำลังเดินถอยหลังหรือไม่?
.
ความรู้สึกแพ้พ่ายเหมือนเดินถอยหลังนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนรุ่นใหม่หมดไฟเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากกลุ่มอำนาจเก่าที่ทำงานอย่างเป็นระบบ เมื่อเครือข่ายอำนาจเก่าตระหนักว่าพวกเขาไม่สามารถเอาชนะคนรุ่นใหม่ในสงครามความคิดได้ จึงหันมาใช้กลไกที่ถูกออกแบบอย่างแยบยลของรัฐธรรมนูญและระบบราชการ ผ่านองค์กรอิสระ วุฒิสภาและเทคนิคทางนิติบัญญัติ เพื่อเตะถ่วงวาระก้าวหน้าทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะกฎหมายปฏิรูปกองทัพ การทลายทุนผูกขาด หรือการกระจายอำนาจ ทุกอย่างถูกดอง ถูกปัดตก หรือถูกทำให้ล่าช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยหวังให้ความเหนื่อยล้ากัดกินหัวใจของคนอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงไปเอง และใช้เกมนิติสงคราม ที่เอากฎหมายเป็นเครื่องมือในการปราบปราม คดีความจำนวนนับไม่ถ้วนทำให้แกนนำและผู้ชุมนุมต้องใช้เวลาและทรัพย์สินไปกับการขึ้นศาล การเคลื่อนไหวจึงมีต้นทุนที่สูงลิ่วจนคนทั่วไปจ่ายไม่ไหว และการจับกุมคุมขังถูกใช้เพื่อสร้างความหวาดกลัว
.
#สังคมกำลังเดินถอยหลังหรือไม่คำตอบอาจไม่ได้เป็นดำหรือขาว
ในแง่ของกลไกอำนาจรัฐ สังคมอาจดูเหมือนถูกเตะถ่วงให้ย่ำอยู่กับที่ หรือล้าหลังลงไปผ่านกลเกมของกลุ่มอนุรักษนิยม แต่ในแง่ของความคิดและอุดมการณ์ สังคมไทยไม่ได้กลับไปอยู่จุดเดิมอีกต่อไปแล้ว ดังงานศึกษาของ รศ.ดร.กนกรัตน์ ที่ย้ำให้เห็นว่า โลกทัศน์ของคนรุ่นใหม่ได้ขาดสะบั้นจากค่านิยมแบบเดิมอย่างถาวร
.
ม็อบปี 63 ไม่ได้หายไปไหน และไม่ได้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น เพียงแค่เปลี่ยนรูปทรงจากการชุมนุมบนท้องถนน ไปสู่การตั้งคำถามบนโต๊ะอาหาร การแทรกซึมในบทสนทนา การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และการพยายามเจาะกำแพงโครงสร้างอำนาจผ่านเครื่องมืออื่นๆ ที่เหลืออยู่
.
การเผชิญหน้ากับกำแพงความจริงของกลุ่มอำนาจเก่าที่สูงและหนากว่าที่จินตนาการไว้ การต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ในยุคที่เต็มไปด้วยการสกัดกั้นนี้ อาจไม่ใช่การวิ่งระยะสั้นที่รู้ผลในพริบตา แต่คือการวิ่งมาราธอนที่ต้องอาศัยทั้งลมหายใจ ความมุ่งมั่น และความทรหดเหนือสิ่งอื่นใด
https://www.facebook.com/share/p/1DeqVQXvRz/
#MatichonTV
ม็อบ 63 เสียงกระหึ่ม สู่ความเงียบงัน : กว่าครึ่งทศวรรษที่ดูเหมือนเดินถอยหลัง
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาบนหน้าไทม์ไลน์ X (ทวิตเตอร์) มีประเด็นการเมืองหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งคำถามและแชร์ต่อกันอย่างล้นหลาม “เหมือนม็อบปี 63 ไม่เคยเกิดขึ้น”
.
ผู้คนซึ่งเคยเป็นฟันเฟืองของปรากฏการณ์นั้นกำลังตั้งคำถามด้วยความสับสนปนสิ้นหวัง ว่าม็อบที่เคยดันเพดานของสังคมไทยให้สูงขึ้นไปจนถึงขีดสุดในวันนั้น ทำไมในวันนี้ทุกอย่างกลับดูเงียบลง ข้อเรียกร้องถูกเพิกเฉย และในหลายมิติ สังคมกำลังเดินถอยหลังกลับไปสู่จุดเดิม หรือแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ
.
#รอยร้าวก่อตัวและสายลมแห่งอนาคตใหม่
บริบทของม็อบปี 2563 ไม่ได้เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า หากคือผลผลิตของความอัดอั้นที่ถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่การรัฐประหารปี 2557 โดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับเก่าทิ้งเพื่อร่างกติกาใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อสืบทอดอำนาจให้กับตนเอง นำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2562 ที่พรรคพลังประชารัฐและพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นรัฐบาลในคราบพลเรือน
.
แต่ในการเลือกตั้งครั้งเดียวกันนั้นเองสังคมไทยได้ให้กำเนิด พรรคอนาคตใหม่ ภายใต้การนำของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น สถาปนาเป็นพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ นำเสนอวาระที่ท้าทายโครงสร้างเดิม และจุดประกายความหวังให้สังคมเห็นว่า การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงได้ และการกวาดที่นั่ง ส.ส. ได้อย่างมากมายทั้งที่พรรคลงเลือกตั้งเพียงสมัยแรก พิสูจน์ให้เห็นถึงกระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่กำลังก่อตัวขึ้น
.
กระทั่งเกิดเหตุการณ์ยุบพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนการตัดฟางเส้นสุดท้ายที่หล่อเลี้ยงความหวังของคนหนุ่มสาว ความโกรธเกรี้ยวจึงแปรเปลี่ยนเป็นแฟลชม็อบตามสถานศึกษา และลุกลามกลายเป็นการชุมนุมใหญ่ในปี 2563 ในที่สุด
.
#ชูสามนิ้วผูกโบว์ขาวเพดานสังคมถูกดันจนทะลุ
ความน่าสนใจและทรงพลังที่สุดของม็อบ 63 คือการไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการเมืองในสภา แต่คือการเขย่าโครงสร้างเชิงวัฒนธรรมและอำนาจนิยมในทุกระดับ ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย มาตรฐานความงามและเพศวิถี กฎระเบียบล้าหลังและอำนาจนิยมในโรงเรียน ไปจนถึงเรื่องที่ใหญ่ขึ้นอย่างการยกเลิกเกณฑ์ทหาร การกระจายอำนาจรัฐราชการรวมศูนย์ หรือแม้กระทั่งการก้าวข้ามไปแตะถึงประเด็นแหลมคมอย่างการวิพากษ์วิจารณ์ถึงขอบเขตพระราชอำนาจและเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112
.
ภาพของเด็กนักเรียนมัธยมผูกโบว์ขาวต้านเผด็จการ และการชูสามนิ้วหน้าเสาธงขณะร้องเพลงชาติ สัญลักษณ์เหล่านี้ไม่ใช่แค่ความคึกคะนองที่หยิบยืมจากป๊อปคัลเจอร์ แต่เป็นนัยยะของการสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก ซึ่ง รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อธิบายไว้อย่างน่าสนใจในหนังสือ สงครามเย็น (ใน) ระหว่างโบว์ขาว(สำนักพิมพ์มติชน, 2564)
.
อาจารย์กนกรัตน์ได้ลงพื้นที่ศึกษาและชี้ให้เห็นว่า ม็อบปี 63 คือจุดสูงสุดของ ความขัดแย้งระหว่างวัย (Generation Clash) คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้เติบโตมาในยุคแห่งความกดดัน พวกเขาต้องเผชิญกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่บีบรัด การแข่งขันที่สูงลิ่ว และมองเห็นอนาคตที่ไม่มั่นคง พวกเขาจึงมองว่า “รัฐ” คือผู้ให้บริการที่ต้องตรวจสอบได้และต้องรับผิดชอบต่ออนาคตของพวกเขา ในขณะที่คนรุ่นก่อนยังคงติดอยู่ในกรอบวิธีคิดแบบอำนาจนิยมและมองรัฐแบบพ่อปกครองลูก การปะทะกันครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนคนสองรุ่นที่อยู่ในโลกคนละใบ และเมื่อคนรุ่นใหม่มองเห็นถึงต้นตอของความบิดเบี้ยวนี้ เพดานการตั้งคำถามจึงถูกดันขึ้นไปอยู่ในจุดที่สูงที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
#ตื่นจากฝันความเหนื่อยล้าจากเกมระยะยาว
ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน คนหนุ่มสาวที่เคยชูสามนิ้วในวันนั้น เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ วัยทำงานที่ต้องดิ้นรนในโลกแห่งความเป็นจริง ด้วยภาระของยุคสมัยที่กดทับ พลังงานที่เคยใช้ขับเคลื่อนสังคมบนท้องถนน ถูกโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ผุกร่อนบีบบังคับให้ต้องแปรเปลี่ยนไปเป็นการต่อสู้แบบปากกัดตีนถีบ ดำเนินชีวิตไปวันต่อวัน และเมื่อพวกเขามองไปยังสังคมกับภาพที่เคยฝันถึง กลับพบความจริงที่ปวดใจ ข้อเรียกร้องหลายอย่างจางหาย บรรทัดฐานทางสังคมที่เคยถูกมองว่าบิดเบี้ยวกลับมามีบทบาท แนวคิดและวาทกรรมขวาจัดกลับมามีพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามตัวใหญ่ว่า เรากำลังเดินถอยหลังหรือไม่?
.
ความรู้สึกแพ้พ่ายเหมือนเดินถอยหลังนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนรุ่นใหม่หมดไฟเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากกลุ่มอำนาจเก่าที่ทำงานอย่างเป็นระบบ เมื่อเครือข่ายอำนาจเก่าตระหนักว่าพวกเขาไม่สามารถเอาชนะคนรุ่นใหม่ในสงครามความคิดได้ จึงหันมาใช้กลไกที่ถูกออกแบบอย่างแยบยลของรัฐธรรมนูญและระบบราชการ ผ่านองค์กรอิสระ วุฒิสภาและเทคนิคทางนิติบัญญัติ เพื่อเตะถ่วงวาระก้าวหน้าทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะกฎหมายปฏิรูปกองทัพ การทลายทุนผูกขาด หรือการกระจายอำนาจ ทุกอย่างถูกดอง ถูกปัดตก หรือถูกทำให้ล่าช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยหวังให้ความเหนื่อยล้ากัดกินหัวใจของคนอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงไปเอง และใช้เกมนิติสงคราม ที่เอากฎหมายเป็นเครื่องมือในการปราบปราม คดีความจำนวนนับไม่ถ้วนทำให้แกนนำและผู้ชุมนุมต้องใช้เวลาและทรัพย์สินไปกับการขึ้นศาล การเคลื่อนไหวจึงมีต้นทุนที่สูงลิ่วจนคนทั่วไปจ่ายไม่ไหว และการจับกุมคุมขังถูกใช้เพื่อสร้างความหวาดกลัว
.
#สังคมกำลังเดินถอยหลังหรือไม่คำตอบอาจไม่ได้เป็นดำหรือขาว
ในแง่ของกลไกอำนาจรัฐ สังคมอาจดูเหมือนถูกเตะถ่วงให้ย่ำอยู่กับที่ หรือล้าหลังลงไปผ่านกลเกมของกลุ่มอนุรักษนิยม แต่ในแง่ของความคิดและอุดมการณ์ สังคมไทยไม่ได้กลับไปอยู่จุดเดิมอีกต่อไปแล้ว ดังงานศึกษาของ รศ.ดร.กนกรัตน์ ที่ย้ำให้เห็นว่า โลกทัศน์ของคนรุ่นใหม่ได้ขาดสะบั้นจากค่านิยมแบบเดิมอย่างถาวร
.
ม็อบปี 63 ไม่ได้หายไปไหน และไม่ได้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น เพียงแค่เปลี่ยนรูปทรงจากการชุมนุมบนท้องถนน ไปสู่การตั้งคำถามบนโต๊ะอาหาร การแทรกซึมในบทสนทนา การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และการพยายามเจาะกำแพงโครงสร้างอำนาจผ่านเครื่องมืออื่นๆ ที่เหลืออยู่
.
การเผชิญหน้ากับกำแพงความจริงของกลุ่มอำนาจเก่าที่สูงและหนากว่าที่จินตนาการไว้ การต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ในยุคที่เต็มไปด้วยการสกัดกั้นนี้ อาจไม่ใช่การวิ่งระยะสั้นที่รู้ผลในพริบตา แต่คือการวิ่งมาราธอนที่ต้องอาศัยทั้งลมหายใจ ความมุ่งมั่น และความทรหดเหนือสิ่งอื่นใด
https://www.facebook.com/share/p/1DeqVQXvRz/
#MatichonTV