เปิดเบื้องลึก! ข้าราชการมาเฟีย – เครือข่ายอิทธิพลภูเก็ต รีดส่วยป่าตอง – บุกรุกหาดฟรีดอม

ภูเก็ตวันนี้ไม่ได้ขาดนักท่องเที่ยว ไม่ได้ขาดเม็ดเงิน และไม่ได้ขาดโครงการพัฒนา
 
แต่สิ่งที่กำลังขาดอย่างหนัก คือ “ความเชื่อมั่น” ของประชาชนต่อระบบการจัดการบ้านเมือง
 
แรงสั่นสะเทือนระลอกใหม่เกิดขึ้นทันที หลังมีกระแสข้อร้องเรียนจำนวนมากเกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐ การจัดสรรผลประโยชน์ และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะ จนกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง
 
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ข้อร้องเรียนจะเกิดขึ้นคนละพื้นที่ คนละช่วงเวลา แต่กลับมีชื่อของข้าราชการมาเฟียระดับสูง “ท.” และเสี่ย “ว.” ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า
 

จนทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความบังเอิญ หรือมีความเชื่อมโยงบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลัง
 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกกล่าวอ้าง เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 2566–2567 เกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์จากสถานบันเทิงในพื้นที่ป่าตอง
 

ผู้ร้องเรียนบางส่วนระบุว่า มีการจัดเก็บเงินจากผู้ประกอบการในลักษณะรายเดือน เดือนละประมาณ 1 ล้านบาท ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี จนสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ประกอบการจำนวนหนึ่ง และนำไปสู่การรวมตัวแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
 

ขณะเดียวกัน ข้อร้องเรียนอีกชุดหนึ่งซึ่งลากยาวมาจนถึงปี 2569 พุ่งเป้าไปยังการใช้ประโยชน์พื้นที่ชายหาดบางเทา หรือที่คนในพื้นที่รู้จักกันในชื่อ “หาดฟรีดอม”
 

มีการกล่าวอ้างว่ามีการบุกรุกพื้นที่หลายแปลงรวมประมาณ 6 ไร่ ก่อนพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์กว่า 51 ร้านค้า เปิดให้ชาวต่างชาติเช่าในอัตราประมาณเดือนละ 1 ถึง 1.5 แสนบาทต่อร้าน รวมมีเงินส่วยสะพัดว่า 5 ล้านบาทในแต่ละเดือน พร้อมเรียกเก็บค่าเซ้งในระดับ 10-20 ล้าน อีกด้วย
 

โดยมีชื่อของ “เสี่ย ว.” นักธุรกิจผู้เป็นที่รู้จักในพื้นที่ ถูกกล่าวถึงว่าเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการดำเนินการดังกล่าว
 

ข้อร้องเรียนบางส่วนยังระบุถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างเสี่ย ว. กับข้าราชการมาเฟียระดับสูง “ท.” ของจังหวัด จนเกิดข้อสงสัยในหมู่ประชาชนว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีส่วนเอื้อประโยชน์ต่อกิจกรรมต่าง ๆ หรือไม่
 

ข้าราชการมาเฟีย “ท.” และเสี่ย “ว.” คือใคร และมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร
 

แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวโพสต์ทูเดย์ว่า ข้าราชการมาเฟีย “ท.” เป็นข้าราชการในพื้นที่ระดับหัวจ่าย ซึ่งใช้เวลาเพียง 3 ปี ไต่ระดับจาก “เบี้ยเรือ” ขึ้นสู่ตำแหน่ง “รองขุน” อย่างรวดเร็ว
 

ส่วนความสัมพันธ์กับเสี่ย ว. นั้น แหล่งข่าวระบุว่า เจ้าตัวมักพูดคุยโอ้อวดกับคนใกล้ชิดอยู่เสมอว่า เสี่ย ว. เป็นญาติทางฝ่ายภรรยา เป็นนักธุรกิจรายใหญ่ของจังหวัด และเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินในการซื้อตำแหน่งเรื่อยมา จนก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งรองขุนในปัจจุบัน
 

นอกจากประเด็นเรื่องที่ดินแล้ว ยังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการนำระบบสาธารณูปโภคเข้าไปสนับสนุนพื้นที่ที่มีข้อพิพาทในอำเภอถลาง โดยเฉพาะเรื่องไฟฟ้า
 

ผู้ร้องเรียนตั้งคำถามถึงกระบวนการอนุญาต ความชอบด้วยกฎหมาย และรายได้ที่เกิดขึ้นจากการจัดเก็บค่าใช้ไฟฟ้าภายหลังการดำเนินการดังกล่าว

[img]https://image.posttoday.com/uploads/images/contents/w1024/2026/06/IKGQ90SOJOrvwhjUsFLK.webp?x-image-process=style/lg-webp[/img]

หาดฟรีดอม ภาพจาก Google Earth
 

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง คือการเข้าถือครองและพัฒนาที่ดินมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท บริเวณแหลมหงา เกาะสิเหร่ ของข้าราชการมาเฟีย “ท.”
 

หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตถึงแหล่งที่มาของเงินลงทุนที่มีมูลค่าสูงผิดสังเกต ขณะที่มีการกล่าวอ้างว่าเจ้าตัวมักอ้างความใกล้ชิดกับบุคคลทางการเมืองระดับรัฐมนตรี และมีพฤติกรรมกดดันหรือสร้างความหวาดวิตกต่อผู้ที่ออกมาคัดค้านโครงการ
 

จนกลายเป็นข้อพิพาทระหว่างผู้พัฒนาโครงการกับชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
 

ข้อกังวลเหล่านี้ยิ่งถูกพูดถึงมากขึ้น หลังเกิดเหตุดินสไลด์จากฝนตกหนักเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ส่งผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบ และจุดกระแสคำถามจากชุมชนถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความเหมาะสมของการใช้ประโยชน์ที่ดิน
 

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีข้อร้องเรียนอีกหลายประเด็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการรายได้จากกิจกรรมสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นงานกาชาด การจัดกิจกรรมภายในงานประจำปีของจังหวัด รวมถึงการใช้ทรัพย์สินหรือสิ่งของที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ
 

โดยผู้ร้องเรียนจำนวนหนึ่งเห็นว่าประเด็นเหล่านี้สมควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดและโปร่งใส
 

เมื่อพิจารณาข้อร้องเรียนทั้งหมดร่วมกัน จะพบลักษณะร่วมที่น่าสนใจอยู่ประการหนึ่ง
 

นั่นคือ การตั้งข้อสงสัยถึงความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐ ผลประโยชน์ทางธุรกิจ และเครือข่ายบุคคลกลุ่มเดิม ๆ ที่ถูกกล่าวถึงซ้ำในหลายเหตุการณ์
 

แน่นอนว่า ข้อร้องเรียนยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์ และทุกฝ่ายที่ถูกกล่าวถึงย่อมมีสิทธิได้รับความเป็นธรรม
 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่มีมูล หน่วยงานรัฐก็ควรเร่งตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงให้ชัดเจน เพื่อยุติข้อครหาที่เกิดขึ้น
 

เพราะวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนป่าตอง คนบางเทา หรือคนเกาะสิเหร่ ต่างกำลังรอคำตอบเดียวกัน
 

ว่าข้อร้องเรียนจำนวนมากที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ หลายช่วงเวลา และมีชื่อบุคคลกลุ่มเดิมปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะได้รับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่
 

และท้ายที่สุดแล้ว ความจริงจะสามารถคลี่คลายข้อกังขาของสังคมได้มากเพียงใด
 

คงเป็นคำตอบที่หน่วยงานรัฐต้องชี้แจงต่อสาธารณะ มากกว่าปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้ตั้งคำถามอยู่เพียงฝ่ายเดียว

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่