จตุตถฌาน วิปัสสนา และการน้อมจิตสู่อมตธาตุ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า การสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย มิได้อาศัยเพียงความสงบของสมาธิเท่านั้น หากแต่อาศัยสมาธิเป็นฐานให้เกิดปัญญาเห็นความจริง จนสามารถถอนกิเลสออกจากจิตได้โดยสิ้นเชิง
ภิกษุผู้บรรลุจตุตถฌานแล้ว ย่อมมีจิตตั้งมั่น สงบ และบริสุทธิ์ด้วยอุเบกขา ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสทั้งหลายได้แล้ว จิตในขณะนั้นมีความละเอียด ประณีต และพร้อมอย่างยิ่งต่อการเจริญวิปัสสนา
เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในจตุตถฌานแล้ว ภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งปรากฏอยู่ในขณะนั้นตามความเป็นจริง เห็นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ว่างเปล่า และไม่ใช่ตัวตน
เมื่อปัญญาเห็นชัดว่าขันธ์ทั้งห้าล้วนอยู่ภายใต้ความเกิดขึ้นและดับไป ไม่อาจยึดถือเป็นสาระแก่นสารได้ จิตย่อมคลายความกำหนัดยินดีในสังขารทั้งปวง และน้อมไปสู่ธรรมอันสงบยิ่งกว่า
ในขณะนั้นเอง ภิกษุย่อมน้อมจิตไปสู่อมตธาตุ โดยระลึกว่า
“นั่นสงบ นั่นประณีต
คือธรรมอันเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง
ความสละคืนอุปธิทั้งปวง
ความสิ้นตัณหา
ความคลายกำหนัด
ความดับ
คือนิพพาน”
เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในธรรมอันประเสริฐเช่นนี้ หากปัญญาสมบูรณ์เต็มที่ ก็ย่อมบรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เข้าถึงพระอรหัตผลในปัจจุบันนั้นเอง
แต่หากอาสวะยังไม่สิ้นโดยสมบูรณ์ แม้กระนั้น เมื่อโอรัมภาคิยสังโยชน์ทั้งห้าถูกละได้แล้ว ผู้นั้นก็ย่อมเป็นพระอนาคามี เข้าถึงสุทธาวาสพรหมโลก และปรินิพพานในภพนั้น โดยไม่หวนกลับมาเกิดในโลกนี้อีก
จตุตถฌานมิใช่จุดหมายสุดท้ายของการปฏิบัติ แต่เป็นฐานอันมั่นคงสำหรับการเจริญปัญญา เมื่อปัญญาเห็นความจริงของขันธ์ทั้งหลายตามความเป็นจริง จิตจึงคลายจากสังขารทั้งปวง และน้อมเข้าสู่อมตธาตุ อันเป็นธรรมอันสงบ ประณีต และพ้นจากความเกิดดับทั้งสิ้น
จตุตถฌาน วิปัสสนา และการน้อมจิตสู่อมตธาตุ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า การสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย มิได้อาศัยเพียงความสงบของสมาธิเท่านั้น หากแต่อาศัยสมาธิเป็นฐานให้เกิดปัญญาเห็นความจริง จนสามารถถอนกิเลสออกจากจิตได้โดยสิ้นเชิง
ภิกษุผู้บรรลุจตุตถฌานแล้ว ย่อมมีจิตตั้งมั่น สงบ และบริสุทธิ์ด้วยอุเบกขา ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสทั้งหลายได้แล้ว จิตในขณะนั้นมีความละเอียด ประณีต และพร้อมอย่างยิ่งต่อการเจริญวิปัสสนา
เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในจตุตถฌานแล้ว ภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งปรากฏอยู่ในขณะนั้นตามความเป็นจริง เห็นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ว่างเปล่า และไม่ใช่ตัวตน
เมื่อปัญญาเห็นชัดว่าขันธ์ทั้งห้าล้วนอยู่ภายใต้ความเกิดขึ้นและดับไป ไม่อาจยึดถือเป็นสาระแก่นสารได้ จิตย่อมคลายความกำหนัดยินดีในสังขารทั้งปวง และน้อมไปสู่ธรรมอันสงบยิ่งกว่า
ในขณะนั้นเอง ภิกษุย่อมน้อมจิตไปสู่อมตธาตุ โดยระลึกว่า
“นั่นสงบ นั่นประณีต
คือธรรมอันเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง
ความสละคืนอุปธิทั้งปวง
ความสิ้นตัณหา
ความคลายกำหนัด
ความดับ
คือนิพพาน”
เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในธรรมอันประเสริฐเช่นนี้ หากปัญญาสมบูรณ์เต็มที่ ก็ย่อมบรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เข้าถึงพระอรหัตผลในปัจจุบันนั้นเอง
แต่หากอาสวะยังไม่สิ้นโดยสมบูรณ์ แม้กระนั้น เมื่อโอรัมภาคิยสังโยชน์ทั้งห้าถูกละได้แล้ว ผู้นั้นก็ย่อมเป็นพระอนาคามี เข้าถึงสุทธาวาสพรหมโลก และปรินิพพานในภพนั้น โดยไม่หวนกลับมาเกิดในโลกนี้อีก
จตุตถฌานมิใช่จุดหมายสุดท้ายของการปฏิบัติ แต่เป็นฐานอันมั่นคงสำหรับการเจริญปัญญา เมื่อปัญญาเห็นความจริงของขันธ์ทั้งหลายตามความเป็นจริง จิตจึงคลายจากสังขารทั้งปวง และน้อมเข้าสู่อมตธาตุ อันเป็นธรรมอันสงบ ประณีต และพ้นจากความเกิดดับทั้งสิ้น