พระสงฆ์ฉันข้าววันละกี่มื้อ แล้วพระอ้วนได้ไหม



ปกติผมเคยตั้งกระทู้แชร์แต่เมนูอาหาร วันนี้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเขียนเรื่องศาสนาดูบ้างครับ

เรื่องที่สงสัยกันบ่อยมากคือ
พระสงฆ์ฉันข้าววันละกี่มื้อ
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ยังไง
แล้วพระสามารถอ้วนได้ไหม

คำถามนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องอาหาร แต่จริง ๆ มันแตะทั้งพระวินัย สุขภาพ และมุมมองของคนทั่วไปที่มีต่อพระสงฆ์ด้วย
ขอเล่าแบบภาษาคนธรรมดานะครับ ไม่ใช่แนวตัดสินพระรูปไหนถูกผิด และไม่ใช่การเหมารวมว่าพระต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ทั้งหมด



พระสงฆ์ฉันข้าววันละกี่มื้อ
ถ้าพูดตามพระวินัยในสายเถรวาทที่เราคุ้นกันในไทย หลักใหญ่คือพระภิกษุไม่ฉันอาหารในเวลาวิกาล
พูดแบบบ้าน ๆ คืออาหารหลักควรอยู่ในช่วงเช้าถึงก่อนเที่ยง หลังเที่ยงไปแล้วไม่ฉันอาหารเป็นมื้อ
เพราะแบบนี้เราจะเห็นบางวัดฉัน 1 มื้อ บางวัดฉัน 2 มื้อ

ตัวอย่างที่เจอบ่อยคือ
ฉันเช้า 1 มื้อ
ฉันเพลก่อนเที่ยงอีก 1 มื้อ
รวมแล้วก็เป็น 2 มื้อ แต่ทั้งหมดอยู่ก่อนเที่ยง

บางสายปฏิบัติหรือบางวัดอาจถือเคร่งกว่านั้น คือฉันมื้อเดียว เพื่อให้ชีวิตเบา ไม่ต้องวุ่นวายกับอาหารหลายรอบ


แล้วพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างไร

ในพระสูตรมีตอนหนึ่งที่น่าสนใจมาก พระพุทธเจ้าตรัสประมาณว่า พระองค์งดฉันในเวลากลางคืน และเมื่อทำอย่างนั้นก็รู้สึกมีอาพาธน้อย เบากาย มีกำลัง และอยู่สบาย

อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่นี่
MN 70 Kīṭāgirisutta จาก SuttaCentral

ในอีกพระสูตรหนึ่งก็มีใจความเกี่ยวกับการฉันมื้อเดียว พระพุทธเจ้าตรัสว่า การฉันมื้อเดียวทำให้มีสุขภาพดี คล่องตัว มีกำลัง และอยู่สบาย
อ่านได้ที่นี่
MN 65 Bhaddālisutta จาก SuttaCentral

ถ้าแปลให้ง่ายสุด คือแนวคิดไม่ได้ใช่แค่ว่า “ห้ามกิน” แต่เป็นเรื่องการลดภาระของร่างกาย ลดความหมกมุ่นเรื่องอาหาร และทำให้ชีวิตนักบวชเบาขึ้น
ลองคิดแบบคนธรรมดาก็พอเข้าใจได้ครับ

ถ้าวันหนึ่งเราต้องคิดเรื่องกินหลายรอบ อยากกินอะไร อร่อยไหม กินอีกดีไหม มันก็ใช้พลังใจไปไม่น้อยเหมือนกัน
สำหรับคนที่ออกบวช เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การกินให้อร่อยที่สุด แต่อยู่ที่การฝึกใจให้เรียบง่ายลง



แล้วตกลงพระกินได้กี่มื้อกันแน่
ถ้าตอบแบบสั้น ๆ คือ
พระไม่ได้จำเป็นต้องฉันแค่ 1 มื้อเสมอไป

แต่โดยหลักที่พบในพระวินัยและธรรมเนียมเถรวาท พระจะฉันอาหารในช่วงเช้าถึงก่อนเที่ยง จะเป็น 1 มื้อหรือ 2 มื้อก็ขึ้นกับวัด ครูบาอาจารย์ ข้อวัตร และสภาพแวดล้อม

ที่สำคัญคือไม่ใช่กินได้ทั้งวันเหมือนฆราวาส

คำว่า “มื้อ” เลยต้องดูคู่กับ “เวลา” ด้วย
พระฉัน 2 มื้อก่อนเที่ยง อาจไม่ผิดธรรมเนียม

แต่พระฉันอาหารเป็นมื้อหลังเที่ยง อันนี้จะเข้าเรื่องวิกาลโภชนา ซึ่งเป็นเรื่องของพระวินัย


พระสามารถอ้วนได้ไหม

ตอบแบบตรง ๆ คือ ได้ครับ

พระก็ยังเป็นมนุษย์ มีร่างกาย มีระบบเผาผลาญ มีฮอร์โมน มีโรคประจำตัวได้เหมือนคนทั่วไป
ถ้ารับพลังงานมากกว่าที่ร่างกายใช้ น้ำหนักก็ขึ้นได้

ต่อให้ฉันแค่ก่อนเที่ยง แต่ถ้าอาหารที่ได้รับมีแป้ง น้ำตาล ไขมันสูง หรือมีน้ำปานะหวาน ๆ บ่อย ๆ น้ำหนักก็ขึ้นได้เหมือนกัน
อันนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก

เพราะความอ้วนไม่ได้ขึ้นกับจำนวนมื้ออย่างเดียว แต่มันขึ้นกับปริมาณอาหาร ชนิดอาหาร การเคลื่อนไหวร่างกาย อายุ สุขภาพ ยา โรคประจำตัว และพันธุกรรมด้วย

บางรูปอาจอ้วนเพราะโรค
บางรูปอาจอ้วนเพราะอายุ
บางรูปอาจอ้วนเพราะอาหารที่ญาติโยมนำมาถวายมีแต่ของมันของหวาน
บางรูปอาจอ้วนเพราะกิจวัตรไม่ได้ใช้แรงมาก
เราเลยไม่ควรมองแค่รูปร่างแล้วรีบตัดสินทันทีว่า “พระรูปนี้ไม่สำรวมแน่ ๆ”
มันง่ายเกินไป และอาจไม่ยุติธรรม


แต่พระควรระวังเรื่องอาหารไหม

ควรครับ

ไม่ใช่เพราะสังคมอยากให้พระผอม แต่เพราะในพระธรรมวินัยมีแนวคิดเรื่องความพอดี ความไม่ติดรส และการดูแลร่างกายเพื่อให้เหมาะกับการปฏิบัติ
ร่างกายที่หนักเกินไป เจ็บป่วยง่าย เหนื่อยง่าย ง่วงง่าย ก็อาจเป็นอุปสรรคต่อการภาวนาได้

พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้สอนให้ทรมานร่างกายจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนการตามใจปาก
ทางสายกลางมันอยู่ตรงนี้แหละครับ

กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน

ประโยคนี้เราพูดกันบ่อย แต่พอเอามาดูในชีวิตนักบวช มันชัดมาก


แล้วญาติโยมควรถวายอาหารแบบไหนดี

ผมว่าเรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะบางทีเราตั้งใจทำบุญ แต่ของที่ถวายอาจไม่ค่อยดีต่อสุขภาพพระเท่าไร
ของทอด ของมัน ของหวาน น้ำหวาน ขนมหวาน ถวายบ้างได้ไหม

ได้ครับ ไม่ได้แปลว่าห้ามหมด

แต่ถ้าทุกคนถวายแต่ของหวาน ของมัน ของเค็ม พระก็แทบไม่มีตัวเลือก
อาหารที่น่าถวายบ่อย ๆ อาจเป็น

ข้าวกับกับข้าวที่ไม่มันเกินไป

ผักต้ม ผักลวก แกงจืด
ปลา ไข่ เต้าหู้ หรือโปรตีนที่ย่อยง่าย

ผลไม้ไม่หวานจัด
น้ำเปล่า หรือน้ำที่ไม่หวานจัด
บางทีการถวายอาหารสุขภาพดี อาจเป็นบุญที่ช่วยดูแลพระได้จริงกว่าการถวายของแพง ๆ อีกครับ


แหล่งอ่านเพิ่มเติม
MN 70 Kīṭāgirisutta จาก SuttaCentral
MN 65 Bhaddālisutta จาก SuttaCentral
DN 3 Ambaṭṭhasutta จาก SuttaCentral ตอนกล่าวถึงการเว้นอาหารในเวลาวิกาล
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่