มัทฉะ เป็นเครื่องดื่มที่นิยมตอนนี้ รู้ไหม คนญี่ปุ่นดื่ม เซนฉะ ในชีวิตประจำวันเท่านั้น
ส่วนมัทฉะ ใช้ในพิธีสำคัญ อย่าง พิธีชงชา เพราะอะไร แตกต่างกันไง มาชมกัน ครับ
เซนฉะ (Sencha – 煎茶) เซนฉะคือ ชาเขียวที่คนญี่ปุ่นนิยมดื่มที่สุด จะปลูกท่ามกลางแสงแดด
จะเก็บเกี่ยวในช่วงแรก หรือช่วงที่ 2 ของปี ซึ่งจะเป็นช่วงที่ต้นชาผลิใบอ่อน
เมื่อเก็บยอดอ่อนใบชามาแล้วภายใน 12-20 ชั่วโมงต้องนำยอดอ่อนใบชานี้มาผ่านความร้อน
ประมาณ 15-20 วินาทีเพื่อป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชัน
ซึ่งทำให้ให้ได้ใบชาสีสวยและยังคงสารอาหารที่มีประโยชน์ไว้
สิ่งสำคัญในการปลูกเซนฉะ คือ
การได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ ดังนั้น เซนฉะจึงมีปริมาณวิตามินซีมาก
และยังมีสารคาเทชิน (Catechin) ค่อนข้างสูง ซึ่งสารนี้เองช่วยในการต่อต้านสารอนุมูลอิสระ
เพิ่มความจำและดักจับไขมัน จึงเป็นชาเขียวที่คนญี่ปุ่นดื่มในประจำวันมาโดยตลอด
และด้วยสารคาเทชินนี้เอง จึงทำให้ชาเซนฉะมีรสชาติค่อนข้างฝาดกว่าชนิดอื่นอย่างชามัทฉะ โฮจิฉะ หรือเกียวคุโระ
ส่วน มัทฉะ (Matcha – 抹茶) คือ ชาเขียวญี่ปุ่นประเภทหนึ่ง ลักษณะเป็นผงละเอียด
ละลายน้ำได้ดี สีเขียวเข้ม มีกลิ่นหอม สามารถชงกับน้ำร้อน หรือนมเป็นเครื่องดื่ม และใช้ทำขนมได้ด้วย
มัทฉะได้จากการนำใบชาที่เรียกว่า เทนฉะ มาผ่านกระบวนการพิถีพิถัน ตั้งแต่การปลูก
ใบชาที่จะนำมาทำ
มัทฉะจะต้องไม่โดนแสงแดดมากเกินไป จึงต้องคลุมตาข่ายกันแสง
เพื่อทำให้ใบชาเร่งผลิตคลอโรฟิลล์ ทำให้สีเขียวเข้ม ยิ่งสีเข้มมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีกลิ่นหอม
ตอนเก็บใบชา
จะต้องเก็บยอดอ่อนเท่านั้น นำใบชาไปนึ่ง หยุดปฏิกริยา oxidation ตากให้แห้ง
แล้วบดให้เป็นผง
มัทฉะนิยมใช้ในพิธีชงชา ซึ่งมีวิธีชงและดื่มที่ละเอียดอ่อน
รสขมมากๆ ของชา
เข้ากันได้ดีกับขนมญี่ปุ่นที่มีรสหวาน นอกจากนี้ มัทฉะส่วนมากนิยมนำไปใช้ในพิธีชงชาแบบญี่ปุ่น
ดังนั้น คนญี่ปุ่นจะไม่ได้นำมาเป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวันเพราะ
มีราคาแพงด้วย
ยังมีชาประเภทอื่นอีกดังนี้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ชาเขียวญี่ปุ่นประเภทต่างๆ
1.เกียวคุโระ (Gyukuro – 玉露) เกียวคุโระ คือเซนฉะชั้นสูง น้ำชาจะมีสีเขียวอ่อน
ใช้ยอดใบชาชั้นดี ปลูกโดยคลุมผ้ากันแสงให้อยู่ในสภาวะเหมาะสมจนเป็นสีเขียวเข้ม
รสไม่ฝาด หวานเล็กน้อย ผลิตได้ไม่มาก เก็บเกี่ยวได้ทีละน้อย
ราคาจึงค่อนข้างแพง ถือเป็นชาคุณภาพดีที่สุด ผลิตจากใบชาที่เก็บเกี่ยวในครั้งแรกของปี
ราวเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ก่อนที่จะเก็บชาเกียวคุโระ 3 อาทิตย์
จะมีการคลุมต้นชาไม่ให้โดนแสงอาทิตย์มากไป โดยจะให้โดนแสงเพียงประมาณ 70%
เพื่อให้ใบชาลดการสังเคราะห์แสง เป็นเทคนิคเพิ่มสารคลอโรฟิลล์และจะทำให้ได้ใบชาที่มีสีเขียวสวย
นอกจากขั้นตอนการเก็บเกี่ยวที่ต่างกับชาชนิดอื่น ๆ ชาเกียวคุโระนี้จึงมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์
โดยจะมีรสละมุนและฝาดน้อยกว่าชาเซนฉะ เนื่องจากโดนแสงน้อยกว่าจึงมี
สารคาเทชิน (ที่ทำให้เกิดรสฝาด) น้อยกว่าชาเขียวประเภทอื่นๆ
นอกจากนี้เกียวคุโระยังเต็มไปด้วยกรดอะมิโน โปแทสเซียม วิตามินซี และคาเฟอีนที่มากกว่าชาเขียวชนิดอื่น
2.บังฉะ (Bancha – 番茶) คุณภาพรองลงมาจากชาเซนฉะ เป็นใบชาเขียบที่เก็บเกี่ยวในรอบหลังๆ
โดยจะเก็บเกี่ยวในช่วงที่ 3 หรือ 4 ของปีจึงเป็นใบชาที่โตแล้ว รสชาติอ่อน สีออกไปทางเหลืองอมเขียว
รสฝาดกว่า กลิ่นไม่หอมเท่าประเภทอื่น ทำให้มีราคาไม่สูงมาก วิธีการปลูกบังฉะก็เหมือนเซนฉะ
เพียงแต่บังฉะจะเป็นใบชาที่อยู่ในส่วนล่างลงมา ไม่ใช่ยอดอ่อนใบชาด้านบนสุดเหมือนกับเซนฉะ
ชาเขียวบังฉะจึงเป็นชาที่นิยมดื่มในชีวิตประจำวันเพราะราคาไม่แพงและวิธีชงก็ง่ายไม่ต้องคุมอุณหภูมิความร้อนให้ยุ่งยาก
3.โฮจิฉะ (Hochicha – ほうじ茶) โฮจิฉะคือชาเขียวที่ผ่านการคั่ว จึงเป็นสีน้ำตาล
มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ นิยมดื่มหลังอาหาร โดยใบชาที่นิยมนำมาคั่วเป็นโฮจิฉะมี 3 ชนิด ได้แก่
เซนฉะ (煎茶) บังฉะ (番茶) และคุคิฉะก้านชา (茎茶)
ด้วยวิธีการคั่วนี้เองจึงทำให้สารคาเทชินซึ่งเป็นสารที่ทำให้มีรสฝาดและคาเฟอีนน้อยลง
ชานี้จึงอ่อนโยนต่อร่างกาย สามารถดื่มได้ทั้งเด็ก คนท้อง และผู้ใหญ่ทั่วไป
4.เก็นไมฉะ (Genmaicha) หรือที่รู้จักกันในชื่อชาข้าวคั่ว คือชาเขียวที่ผสมกับข้าวคั่ว
หรือข้าวบาร์เลย์ น้ำสีทอง จุดเด่นของชานี้คือความหอมของข้าวคั่วและอัตราส่วนของใบชาที่น้อยกว่าจึงมีคาเฟอีนน้อย
วิธีชง เซนฉะ แบบชาวญี่ปุ่น
ถ้าชงผิดวิธี จะได้แต่รสขมฝาดๆ ไม่หอมหวานอร่อยครับ
1. ตวงใบชา 2 กรัม ใส่ตะแกรงในกา คิวซุญี่ปุ่น ( 1-2 คน)
2. ต้มน้ำเดือด เทลงในแก้ว ที่จะเสริฟดื่ม ทั้งคู่ เพื่อลดความร้อน
ความร้อนสำหรับเซนฉะ 70-80 องศา ในการชงครั้งแรก
3. นำน้ำในแก้ว เทลงกา คิวซุ ทิ้งแช่ไว้เพียง 60-80 วินาที
แล้วเทเสริฟลงแก้ว ทำแบบนี้ชาจะหอมและหวาน ไม่ค่อยมีรสขมเลย
ถ้าใช้ความร้อนสูง แช่นาน จะได้รสขม และฝาด เท่านั้น
เราสามารถชงเซนฉะ เดิมได้อีกที แต่จะใช้อุณภูมิน้ำ 90-100 องศา แช่เพียง 30 วินาที
จะได้ชารสขมเข้มขึ้นเล็กน้อย หากแช่นานกว่านี้จะฝาด ขมคอเลยครับ

สาเหตุคือ สารคาเทชินใน ใบชาจะละลายออกมามากในอุณหภูมิสูงเท่านั้น
หรือแช่ไว้นาน ก็จะละลายออกมามาก ทำให้ฝาดคอเลย
สารกรดอะมิโน จะละลายได้ดีที่ 80 องศา มากกว่านี้ไม่แตกต่างกัน
ตอนนี้ใบชาราคาพุ่งสูง เพราะ นทท.ต่างชาติ ดื่ม มัทฉะจนหมดประเทศแล้ว
แถมต่างประเทศแย่งกันนำเข้า จนหมดสต๊อก สวนทางกับโรงงานใบชาที่ล้มละลาย
ปิดตัวไปก่อนหน้านี้ เพราะ โควิด กำแพงภาษีทรัมป์ จนสงครามยูเครน
ตอนนี้ ผลสงครามตะวันออกกลางทำให้ ราคาน้ำมันแพง แถมค่าปุ๋ยแพง จึงทำให้ราคาเพิ่มไป 40กว่า%
แนะนำแบบพร้อมดื่ม รสชาติที่คนญี่ปุ่นรับประกันความอร่อย
โอย โอ ฉะ ครับ อันนี้รสแท้ดั้งเดิม แถมสีสดสวย
ที่มา
https://www.personnelconsultant.co.th/jobseeker/knowledge/2025/02/2541/
ชาเขียว มัทฉะ กับ เซนฉะ ต่างกันยังไง .. แนะวิธีชง เซนฉะ แบบชาวญี่ปุ่น
มัทฉะ เป็นเครื่องดื่มที่นิยมตอนนี้ รู้ไหม คนญี่ปุ่นดื่ม เซนฉะ ในชีวิตประจำวันเท่านั้น
ส่วนมัทฉะ ใช้ในพิธีสำคัญ อย่าง พิธีชงชา เพราะอะไร แตกต่างกันไง มาชมกัน ครับ
เซนฉะ (Sencha – 煎茶) เซนฉะคือ ชาเขียวที่คนญี่ปุ่นนิยมดื่มที่สุด จะปลูกท่ามกลางแสงแดด
จะเก็บเกี่ยวในช่วงแรก หรือช่วงที่ 2 ของปี ซึ่งจะเป็นช่วงที่ต้นชาผลิใบอ่อน
เมื่อเก็บยอดอ่อนใบชามาแล้วภายใน 12-20 ชั่วโมงต้องนำยอดอ่อนใบชานี้มาผ่านความร้อน
ประมาณ 15-20 วินาทีเพื่อป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชัน
ซึ่งทำให้ให้ได้ใบชาสีสวยและยังคงสารอาหารที่มีประโยชน์ไว้
สิ่งสำคัญในการปลูกเซนฉะ คือ การได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ ดังนั้น เซนฉะจึงมีปริมาณวิตามินซีมาก
และยังมีสารคาเทชิน (Catechin) ค่อนข้างสูง ซึ่งสารนี้เองช่วยในการต่อต้านสารอนุมูลอิสระ
เพิ่มความจำและดักจับไขมัน จึงเป็นชาเขียวที่คนญี่ปุ่นดื่มในประจำวันมาโดยตลอด
และด้วยสารคาเทชินนี้เอง จึงทำให้ชาเซนฉะมีรสชาติค่อนข้างฝาดกว่าชนิดอื่นอย่างชามัทฉะ โฮจิฉะ หรือเกียวคุโระ
ส่วน มัทฉะ (Matcha – 抹茶) คือ ชาเขียวญี่ปุ่นประเภทหนึ่ง ลักษณะเป็นผงละเอียด
ละลายน้ำได้ดี สีเขียวเข้ม มีกลิ่นหอม สามารถชงกับน้ำร้อน หรือนมเป็นเครื่องดื่ม และใช้ทำขนมได้ด้วย
มัทฉะได้จากการนำใบชาที่เรียกว่า เทนฉะ มาผ่านกระบวนการพิถีพิถัน ตั้งแต่การปลูก
ใบชาที่จะนำมาทำ มัทฉะจะต้องไม่โดนแสงแดดมากเกินไป จึงต้องคลุมตาข่ายกันแสง
เพื่อทำให้ใบชาเร่งผลิตคลอโรฟิลล์ ทำให้สีเขียวเข้ม ยิ่งสีเข้มมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีกลิ่นหอม
ตอนเก็บใบชา จะต้องเก็บยอดอ่อนเท่านั้น นำใบชาไปนึ่ง หยุดปฏิกริยา oxidation ตากให้แห้ง
แล้วบดให้เป็นผง มัทฉะนิยมใช้ในพิธีชงชา ซึ่งมีวิธีชงและดื่มที่ละเอียดอ่อน รสขมมากๆ ของชา
เข้ากันได้ดีกับขนมญี่ปุ่นที่มีรสหวาน นอกจากนี้ มัทฉะส่วนมากนิยมนำไปใช้ในพิธีชงชาแบบญี่ปุ่น
ดังนั้น คนญี่ปุ่นจะไม่ได้นำมาเป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวันเพราะ มีราคาแพงด้วย
ยังมีชาประเภทอื่นอีกดังนี้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
วิธีชง เซนฉะ แบบชาวญี่ปุ่น
ถ้าชงผิดวิธี จะได้แต่รสขมฝาดๆ ไม่หอมหวานอร่อยครับ
1. ตวงใบชา 2 กรัม ใส่ตะแกรงในกา คิวซุญี่ปุ่น ( 1-2 คน)
2. ต้มน้ำเดือด เทลงในแก้ว ที่จะเสริฟดื่ม ทั้งคู่ เพื่อลดความร้อน
ความร้อนสำหรับเซนฉะ 70-80 องศา ในการชงครั้งแรก
3. นำน้ำในแก้ว เทลงกา คิวซุ ทิ้งแช่ไว้เพียง 60-80 วินาที
แล้วเทเสริฟลงแก้ว ทำแบบนี้ชาจะหอมและหวาน ไม่ค่อยมีรสขมเลย
ถ้าใช้ความร้อนสูง แช่นาน จะได้รสขม และฝาด เท่านั้น
เราสามารถชงเซนฉะ เดิมได้อีกที แต่จะใช้อุณภูมิน้ำ 90-100 องศา แช่เพียง 30 วินาที
จะได้ชารสขมเข้มขึ้นเล็กน้อย หากแช่นานกว่านี้จะฝาด ขมคอเลยครับ
สาเหตุคือ สารคาเทชินใน ใบชาจะละลายออกมามากในอุณหภูมิสูงเท่านั้น
หรือแช่ไว้นาน ก็จะละลายออกมามาก ทำให้ฝาดคอเลย
สารกรดอะมิโน จะละลายได้ดีที่ 80 องศา มากกว่านี้ไม่แตกต่างกัน
ตอนนี้ใบชาราคาพุ่งสูง เพราะ นทท.ต่างชาติ ดื่ม มัทฉะจนหมดประเทศแล้ว
แถมต่างประเทศแย่งกันนำเข้า จนหมดสต๊อก สวนทางกับโรงงานใบชาที่ล้มละลาย
ปิดตัวไปก่อนหน้านี้ เพราะ โควิด กำแพงภาษีทรัมป์ จนสงครามยูเครน
ตอนนี้ ผลสงครามตะวันออกกลางทำให้ ราคาน้ำมันแพง แถมค่าปุ๋ยแพง จึงทำให้ราคาเพิ่มไป 40กว่า%
แนะนำแบบพร้อมดื่ม รสชาติที่คนญี่ปุ่นรับประกันความอร่อย
โอย โอ ฉะ ครับ อันนี้รสแท้ดั้งเดิม แถมสีสดสวย
ที่มา https://www.personnelconsultant.co.th/jobseeker/knowledge/2025/02/2541/