ส่งเงินให้พ่อแม่เท่าไหร่ถึงจะพอดี? บาลานซ์อย่างไรไม่ให้กระทบเงินออมเพื่ออนาคตของตัวเอง

หนึ่งในค่านิยมที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานคือเรื่อง "ความกตัญญู" และการส่งเสียเลี้ยงดูพ่อแม่เมื่อเราเริ่มมีรายได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีงามและช่วยจรรโลงใจครับ แต่ในโลกปัจจุบันที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และโครงสร้างระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่จำนวนมากที่เพิ่งเริ่มสตาร์ทชีวิตการทำงานกำลังเผชิญหน้ากับความกดดันเงียบๆ ในใจ

หลายคนรายได้เฉลี่ย 20,000 - 30,000 บาท แต่ต้องแบ่งส่งกลับบ้าน 5,000 - 10,000 บาท เมื่อหักค่ากิน ค่าเดินทาง และค่าที่พักในเมืองใหญ่แล้ว ปรากฏว่าเหลือเงินออมและเงินที่จะนำไปลงทุนปั้นพอร์ตติดบัญชีอยู่เพียงหลักร้อยหลักพัน

คำถามคือ เราจะบาลานซ์เรื่องนี้อย่างไรให้ทำหน้าที่ลูกที่ดีได้ โดยที่อนาคตทางการเงินของเราไม่พังพินาศไปเสียก่อน?


"การสร้างตัว" คือการป้องกันไม่ให้ปัญหาสะสม
ถ้าเราส่งเงินให้พ่อแม่จนตัวเองไม่มีเงินเก็บเลย วันหนึ่งที่เราอายุ 40-50 ปี แล้วเราไม่มีสินทรัพย์หรือพอร์ตลงทุนที่จะดูแลตัวเองได้ เราก็จะต้องไปคาดหวังให้ "ลูกของเรา" ส่งเงินมาเลี้ยงเราต่อ เกิดเป็นวงจรอุบาทว์ทางการเงินที่ส่งต่อความลำบากไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้น


- การที่เราตั้งใจประหยัดเพื่อเอาเงินไปลงทุนออมในหุ้นปันผล กองทุนรวม หรือสินทรัพย์ที่เติบโตในวันนี้ ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวครับ แต่มันคือการ "ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม" เพื่อให้มั่นใจว่าในอนาคตเราจะมีกินมีใช้ และจะไม่กลับไปเป็นภาระให้ลูกหลานหรือใครก็ตาม ต้องมาแบกรับรายจ่ายของเรา






เปลี่ยนรูปแบบการให้ จาก "เงินสด" เป็น "ความมั่นคง"
บ่อยครั้งที่การให้เงินสดรายเดือน พ่อแม่อาจจะนำไปใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น หรือนำไปจุนเจือญาติพี่น้องคนอื่นต่อจนเงินหมด ลองเปลี่ยนมาสร้าง "ระบบล็อกความเสี่ยง" แทน


- ซื้อประกันสุขภาพ/อุบัติเหตุให้ท่าน: สิ่งที่จะทำลายเงินเก็บของทั้งบ้านได้เร็วที่สุดคือ "ค่ารักษาพยาบาล" เวลาผู้ใหญ่เจ็บป่วย การเจียดเงินก้อนที่จะส่งให้รายเดือน ไปจ่ายเป็นเบี้ยประกันสุขภาพที่ครอบคลุมให้พ่อแม่ คือการโอนย้ายความเสี่ยงที่ฉลาดที่สุดในโลกการเงิน


- จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายคงที่โดยตรง: เช่น การจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ หรือซื้อข้าวสารอาหารแห้งส่งไปให้ที่บ้านโดยตรง วิธีนี้จะช่วยควบคุมงบประมาณในแต่ละเดือนของเราได้นิ่งขึ้น และมั่นใจได้ว่าเงินที่เราหามาด้วยหยาดเหงื่อได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ของท่านจริงๆ





พูดคุยด้วยความจริงใจ"
ผู้ใหญ่หลายคนอาจจะคิดว่าการทำงานในเมืองใหญ่ได้เงินเดือนเยอะ คงมีเงินเหลือเฟือ การเงียบและยอมแบกรับไว้คนเดียวจะยิ่งทำให้ปัญหาบานปลาย


- ลองหาโอกาสนั่งคุยกับที่บ้านแบบตรงไปตรงมา กางตัวเลขรายรับ-รายจ่ายให้ท่านเห็นว่าเรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และเรากำลังตั้งเป้าหมายเก็บเงินเพื่อสร้างอนาคตอย่างไร (เช่น ดาวน์บ้าน หรือปั้นพอร์ตลงทุนระยะยาว) แล้วตกลงตัวเลขการส่งเสียที่ "เราจ่ายไหวโดยไม่เดือดร้อน" และ "ท่านสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้" เชื่อเถอะครับว่าพ่อแม่ที่รักลูกจริง เมื่อเห็นความตั้งใจและแผนการเงินที่ชัดเจนของลูก จะไม่มีใครอยากเข้ามาเบียดบังอนาคตของลูกแน่นอน








การดูแลบุพการีเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่การดูแลตัวเองให้รอดและมีความมั่นคงทางการเงินก็เป็นหน้าที่ที่สำคัญไม่แพ้กัน ต้นทุนชีวิตที่ดีที่สุดที่เราจะมอบให้ครอบครัวได้ในระยะยาว คือการเป็น "ประชากรที่มีคุณภาพและดูแลตัวเองได้ 100%" จนวันสุดท้ายของชีวิต เลิกกดดันตัวเองด้วยตัวเลขเงินส่งบ้านของคนอื่นในโซเชียล แล้วหันมาจัดโครงสร้างการเงินในบ้านให้เดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืนและนอนหลับฝันดีกันทั้งสองฝ่ายดีกว่าครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่