สวัสดีค่ะ กระทู้นี้ขอมาแบ่งปันประสบการณ์ในการไปเรียนต่อที่ประเทศนิวซีแลนด์นะคะ ขอเกริ่นก่อนว่าเราไปเรียนปริญญาโท ระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน ขอไมล่าถึงประบวนการสมัครนะคะ เพราะตอนนั้นก็สมัครเองแบบงงๆเอง 5555 (ใครอยากรู้สามารถหลังไมค์มาได้ค่ะ) กระทู้นี้ขอเล่าไปเรื่อยๆตามใจจขกท.แล้วกันนะคะ บวกกับเรื่องที่ (คิดว่า) คนที่ไปเรียนต่อน่าจะอยากรู้ และเก็บภาพสวยๆจากนิวซีแลนด์มากฝากค่าาา
อันนี้เป็นเมืองที่เราได้ไปอยู่ (สารภาพตามตรงว่าตอนสมัครคือไม่รู้ว่าต้องไปอยู่เมืองนี้ พอได้ใบตอบรับแล้วมาเสิร์ชกูเกิ้ลแมพดูคือช้อกมากกกก ที่นี่ที่ไหนนนนน) เมื่อง Palmerston North อยู่ตอนใต้ของเกาะเหนือ ห่างจากเวลลิงตัน (เมืองหลวง) ประมาณ 3 ชั่วโมง โดดเดี่ยวท่ามกลางสหาสมุทรแปซิฟิก 55555
ไปถึงแล้วเราพักที่ไหน??
ที่พักเท่าที่เราหาข้อมูล จะมีแบบอยู่หอ (หอพักเดี่ยว หอพักแบบแชร์ห้อง มีทั้งของมหาลัยและหอนอก) และอยู่บ้าน (ส่วนใหญ่จะต้องแชร์บ้านกันคนอื่น) ส่วนตัวเราอยู่กับโอสต์ มีโฮสต์เจ้าบ้าน 2 คน ซึ่งบ้านเค้าจะเปิดรับเด็กจากที่อื่นด้วย บางครั้งก็เจอเด็กมาเรียนภาษา หรือเด็กนักเรียนมาแลกเปลี่ยน ได้แวะเวียนทำความรู้จักกันไปเรื่อยๆ เราโชคดีที่ได้ housemate เป็นเด็กป.ตรีคณะเดียวกับเรา เลยได้นางช่วยแนะนำมหาลัย+ตามไปม.ตอนวันแรกๆ คิดว่าถ้าใครเป็นชาว extrovert ก็เลือกบ้านแชร์จะได้อยู่ได้สนุก เม้ามอย บอกตรงๆว่าตั้งแต่เราไปอยู่คือไม่เคยคิดถึงบ้านเลย ^^
เวลาหาที่อยู่แนะนำให้เช็คระยะทางจากป้ายรถเมล์หรือขนส่งด้วยนะคะ เช่นบ้านเราห่างจากป้ายรถเมล์ 15 นาที จะมีปัญหาตอนกลางคืนแล้วดูเปลี่ยวๆมาก (แต่ไม่อันตรายเลย)
เมืองที่อยู่เป็นยังไงบ้าง??
ต้องบอกก่อนว่าเมืองที่เราอยู่เป็นเมืองเล็กๆ เงียบๆประมาณนึง ทั้งเมืองก็น่าจะมีแค่คนเมืองนิดหน่อยกับนศ.เนี่ยแหละ 555 ก็จะค่อนข้างเงียบ ห้างเริ่มปิด 5-6 โมง ไม่ค่อยมีสีสันอะไรเท่าไหร่ (แต่ก็มีผับมีบาร์อยู่เด้อว่าไป) และมีพวกสวนสาธารณะประมาณ 4-5 แห่ง กับทางเดินริมแม่น้ำที่เราชอบไปเดินในวันหยุด ถือว่าเป็นเมืองที่ออกแบบมาให้คนสุขภาพดีแหละ เรากลับมาก็โดนทักว่าดูสุขภาพดี (อยู๋ไทยไม่เคยเดิน กลับมาคือเดินได้เป็นกิโลชิวๆมากกกกก)
อันนี้ภาพแม่น้ำหลักที่ผ่านเมือง กับจตุรัสกลางเมืองที่เงียบสงบ เราชอบไปเดินริมแม่น้ำมากๆ บางวันคือเดินจากมหาลัยผ่านริมแม่น้ำกลับบ้าน ประมาณ 1.5 ชั่วโมง
การเดินทางในเมืองถือว่าค่อนข้างสะดวก มีรถบัสวิ่งเกือบทุกเส้นทาง เราเองก็นั่งระบัสไปเรียนค่ะ ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษา จะได้ใช้บริการฟรีโดยผูกบัตรแตะรถบัสกับรหัสนักศึกษา แต่ถ้าบุคคลทั่ไปจะคิดเที่ยวละ 3 เหรียญ (ถ้าจำไม่ผิด) รถกว้าง สบาย มีที่ชาร์จโทรศัพท์ด้วย แต่ถ้าขึ้นเวลาเข้าโรงเรียนกับเลิกเรียนคือแน่นมากกกกกกก
เราขึ้นรถช่วงคริสต์มาสต์ บางคันก็จะเอาตุ๊กตาใดๆมาตกแต่งให้เข้ากับเทศกาลค่ะ

เมืองที่เราอยู่มีแค่ป้ายจุดขึ้นรถไม่มีบอกเวลา แต่ถ้าเมืองใหญ่ๆก็จะบอกว่ารถคันถัดไปมาเมื่อไหร่ (ส่วนตัวเราใช้แอป เริ่ดมากกก แอปตรง รถตรงเวลามากๆ)
เรื่องของสภาพอากาศ??
ส่วนตัวเราชอบมากกกก มากกกกที่สุดดดดด เมืองนี้ไม่หนาวเท่าเกาะใต้ หน้าร้อนประมาณ 25-29C ส่วนหน้าหนาวประมาณ 8-12C ถ้าเช้าๆอาจจะเจอ frosty ได้บ้าง หรืออาจจะลงไปถึง 1C ในตอนหัวรุ่ง แต่เรา!ชอบ!มาก! เพราะส่วนตัวเป็นคนขี้ร้อน แต่ข้อเสียคือหน้าหนาวมืดเร็ว คนไม่ค่อยออกจากบ้าน เราเลิกคลาส 5 โมงก็เริ่มมืด เดินขาสับกลับบ้าน 555
ผู้คนเป็นยังไงบ้าง??
เอาจริงคือเฟรนลี่มากกก ถ้าเมืองไทยเป็น land of smile ที่นู่นก็คงเป็น land of การทักทายอ่ะค่ะ ทักหมดไม่สนลูกใคร เวลาขึ้นลงรถบัสก็จะ hi, morning, thank you กันตลอด เวลาเราไปเดินออกกำลังกายละสวนทางกันก็จะทักทายหรือถามกันตลอด เดินไปไหนคือได้ hi ทุกที่ แม้ว่าจะไม่เคยเจอหน้ากัน (แล้วเค้าจะทักแบบ ไฮยา Hya ใดๆเนี่ยแหละ จนแรกๆคือเราต้องฝึกพูดตาม จะได้เป็นสำเนียงเดียวกัน 55555) ละรู้สึกว่าคนที่นี่ small talk เก่งมาก แบบดินฟ้าอากาศ ชมสีชุดการแต่งกายตลอดเวลา จนกลายเป็นว่าเราเองก็ติดกลับไทยมาละ
เรื่องเรียนเป็นยังไง เครียดมั้ย??
ช่วงเดือนแรกๆคือค่อยข้างเครียดแหละ เพราะมันเป็นเรื่องใหม่ (สถิติที่หนูเคยเกลียดดดด) ร่วมกับอ.ก็ถูดภาษาอังกฤษ ทุกอย่างเป็นอังกฤษหมด และเรียนออนไลน์ด้วย แต่พอเรียนได้สักพักจนเริ่มทำได้ ก็รู้สึกสนุกมากๆๆๆ เพราะอ.เค้าก็ไม่ได้กดดันด้วย
ส่วนเรื่องวิจัยตอนแรกมีความงงๆ เพราะว่าอ.ประจำหลักสูตรจะเป็นคนจับคู่เรา+เรื่องที่เราอยากทำ+อ.ที่ปรึกษาให้ เราไม่สามารถตามหาอ.เองได้ แล้วกว่าจะได้เรื่องวิจัยก็ผ่านไป 1 เดือนของเทอมวิจัยเทอมแรกแล้ว แต่ดีที่ของเราเน้นวิเคราะห์ข้อมูล ทำเสร็จก็คือเสร็จ ไม่ต้องรอข้อมูลใหม่ๆอื่นๆเลย เสร็จเร็วก็ได้ไปเที่ยวเร็ว 5555555
สิ่งนึงที่ชอบเกี่ยวกับการเรียนที่นี่เลยก็คือ
VERY VERY VERY WORK LIFE BALANCE จนแบบหัวหน้าคะ ได้โปรดมาดูงานที่ประเทศนี้บ้าง มีช่วงนึงที่เราคงแก้งานวนไปวนมาแล้วไปต่อไม่ถูก จนอ.ไล่ให้ไปเที่ยวก่อนแล้วค่อยมานี่งเขียน discussion ทีหลัง ส่วนเวลาคอมเม้นงานก็จะคอมเม้นแบบรวมๆมากกว่า + แก้แกรมมาเป็นหลักตามสไตล์แกรมม่าไทยๆที่อิชั้นเขียนไป สิ่งที่ได้จากการเรียนคือได้การวิเคราะห์ขึ้นเยอะมากๆ อ่านเปเปอร์แบบมีเหตุผลขึ้น
ถ้าถามว่าอ.ซัพพอร์ตมั้ย อาจจะตอบยากเพราะแต่องน่าจะสไตล์ต่างกัน แต่อ.เราคือปล่อยจอยมาก เราต้องเป็นคนนัดวันอาจารย์เอง (เพราะกลัวจะไม่จบ 555) แล้วก็ส่งงานให้อ.ตรวจก่อนวันนัด เพื่อจะได้มานั่งดิสคัสกันอีกทีนึงค่ะ จนอ.เคยทักว่าไม่ต้องรีบ เอาให้ชัวร์ๆ อ่านให้ดีๆ เพราะนี่รีบเกิ้นนน
ปล. ที่ม.เรามีโซนปลูกกีวี่กับแอปเปิลด้วย (น่าจะเป็นของคณะเกษตร) เค้าจะเปิดให้นศเข้าไปเก็บเป็นบางช่วง เราเลยติดเพื่อนที่เป็นเด็กเกษตรเข้าไปตอนเลิกเรียน หลักๆคือช่วยเค้าเก็บแล้วเค้าน่าจะส่งต่อไปบริจาค เราก็พกกลับบ้านประมาณ 4-5 ลูกค่ะ เริ่ดมากกก ครั้งแรกที่เห็นต้นกีวี่และแอปเปิ้ลแบบเป็นๆ
มีเพื่อนบ้างมั้ย??
คือเราก็มีเพื่อนจากการเรียนไม่เยอะ 555 เพราะหลักสูตรเราเรียนออนไลน์เป็นหลัก มีออนไซต์วิชาเดียวที่เค้าจะรวมเด็กเกษตรมาอยู่ด้วยกัน แต่นางก็มีสังคมของนางแหละ บวกกับเราเข้ามาหลังเปิดเทอมด้วย เลยเพื่อนน้อยไปใหญ่ แต่เพื่อนที่ได้ก็คือดีมากกกก เพราะเป็นคนกีวี่ที่เข้าใจอังกฤษสำเนียงไทยอยู่ 5555 แล้วก็เคยส่งงานให้นางเช็คแกรมม่าให้ คือเลิศมากกกกก ประเด็นคือนางเลี้ยงม้าหลังม. (ที่ม.จะมีคอกม้า ให้คนเอาม้าไปฝากได้) เลยได้ตามไปเยี่ยมม้า+เอาแอปเปิ้ลให้ม้าด้วย (ทั้งๆที่ตอนอยู่ไทยคือนี่กลัวม้ามากกกก) ส่วนอีกคนคือคนไต้หวัน (เพื่อนของน้องคนไทยอีกที) ก็พอได้ชวนกันไปเดินสวน ไปเที่ยว northland ไปเที่ยวช่วงปิดเทอมด้วยกันบ้าง
พอดีที่บ้านมีเด็กจีนมาพักด้วย เลยทำเกี๊ยวด้วยกันไป 1 รอบ

ส่วนอีกภาพมีแสงใต้พอดี housemate เลยชวนไปดูที่หลังบ้านค่ะ
การใช้ชีวิต??
บอกเลยว่านิวซีแลนด์เป็นประเทศที่เหมาะกับคำว่า "
ออกไปใช้ชีวิต อย่าให้ชีวิตใช้เรา" ได้ดีที่สุดแล้ว ด้วยความที่อากาศดี เราเลยชอบออกไปเดินมากๆ คนเดียวบ้าง ไปกับเพื่อนบ้าง หลักๆก็เดินที่ทางเดินหลังบ้าน ใกล้ๆบ้ายเรามีสนามม้า ก็เดินวนรอบสนามม้าได้ประมาณ 50 นาที
ภาพทางเดินหลังบ้าน ทางดีมาก รถไฟฟ้าคนพิการก็มาขับสูดอากาศกันค่ะ (ที่นี่จะเป็น share ทั้งจักรยาน+คน คนต้องหลบให้จักรยานนะคะ) วันไหนกลับบ้านเร็วสักสี่ห้าโมงก็ได้ออกไปเดิน เสาร์อาทิตย์ถ้าไม่ได้ไปไหนก็เดินรอบๆเนี่ยแหละ บางวันก็แค่ออกไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ตก แฮปปี้!!!
ส่วนช่วงฤดูใบไม้ผลิเราก็มีซากุระให้ดูเหมือนกัน มีทั้งที่ทางเข้ามหาลัยกับสวนสาธารณะประจำเมืองเลยค่ะ เราเดินกลับบ้านบ่อยมากเพราะจะแวะดูซากุระ 555
และแน่นอนว่า กีฬาแห่งชาติของนิวซีแลนด์ = รักบี้ เพราะฉะนั้นเราเลยทำการจองตั๋วนั่งรถไปดูรักบี้แบบสดๆติดขอบสนามที่เวลลิงตันค่าา น่าจะเป็นทีมออลแบล็คของนิวแข่งกับทีมออส ชิงถ้วย brisdlelow cup
เรื่องเที่ยวก็อย่าให้น้อยหน้าเรื่องเรียน 55555 เรามีวันว่างที่ได้จัดทริปใหญ่ๆอยู่ประมาณนึง (โดยเฉพาะช่วงปิดเทอม หรือช่วงที่ทำงานแต่ละพาร์ทเสร็จ เราไปเกาะใต้ 2 ครั้ง, aukland + northland 1 ครั้ง, napier + gisborne 1 ครั้ง, rotorua + taupo 1 ครั้ง, tongariro 1 รอบ) ขอแนบภาพเล่าเรื่องนะคะ
เรื่องที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะทำได้และได้ทำ คือการเดินแบบ one day tongariro crossing (ประมาณ 20km) สวยแบบโอ้โหมากกกกกก ถ้าเลือกให้กลับไปอีกรอบ ขอไปนั่งมองยอดเขาจากไกลๆเพราะเหนื่อยมากกกกกก
สระมรกต ที่ต้องนั่งใช้เวลาให้คุ้มกับค่าเดิน และแวะกินมื้อเที่ยงทั้งน้ำตา (เหงื่อที่ไหลเข้าตา)

ส่วนฝรั่งคือเดินกันชิวมากกก ใครไหวเชิญนำไปก่อนเลย

เห็นทางเดินแล้วท้อ แต่ต้องไปต่อเพราะกลัวตกรถกลับโรงแรมค่ะ 555
เก็บภาพจากทริปเกาะใต้ทั้ง 2 รอบมาฝากค่ะ
Church of good shepherd ที่คนไทย (เกือบ) ทุกคนต้องไป
wanaka tree ที่มีต้นไม้ 1 ต้น และนักท่องเที่ยว 1000 คน
Roys Peak แบบจุดสูงสุดจริงๆๆๆๆๆๆ แต่เหนื่อยมากแม่ขา ช่วยหนูด้วยยยยย
Milford Sound สถานที่ที่ฝนตกมากที่สุดในโลก และใช่ค่ะ หนูไปวันที่ฝนไม่ตก 5555 เพลียแดดมาก
เจอหิมะที่ Lindiss pass รอบนึง กรีดร้องงงงงงงงงงงง
Mt.cook ในวันที่ฝนตกและวันที่อากาศดี พี่ผ่านมาหมดแล้วค่ะ

ขอแปะภาพ hole in the rock จาก Northland (จองเรือออกจากฝั่งที่ Pahia)
โดยรวมคือชอบนิวซีแลนด์มากๆค่ะ เวลา 1 ปีครึ่งคือเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบ work-life balance จริงๆแหละ ธรรมชาติก็สวย ท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้า พอกลับมาไทยเลยรู้สึกว่าท้องฟ้าโง่ๆก็สวย แค่ก่อนหน้านี้คือไม่มีเวลานั่งมองท้องฟ้าโง่ๆเลย 5555 แล้วท้องฟ้าก็ใสมากกกก บางคืนเราเปิดหน้าต่างดูดาวจากห้องนอนได้เลย
สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิต อย่าปล่อยให้ชีวิตใช้เราเหมือนจขกท.นะคะ ว่างๆก็นั่งโง่ๆมองท้องฟ้าปลดปล่อยความเครียดได้เลยย และขอฝากรูปทางช้างเผือกที่ไปถ่ายมาจาก tekapo ค่ะ
"My New Zealand Story" เรื่องเล่าและภาพถ่าย เมื่อฉันได้ไปเรียนต่อปริญญาโทที่นิวซีแลนด์
อันนี้เป็นเมืองที่เราได้ไปอยู่ (สารภาพตามตรงว่าตอนสมัครคือไม่รู้ว่าต้องไปอยู่เมืองนี้ พอได้ใบตอบรับแล้วมาเสิร์ชกูเกิ้ลแมพดูคือช้อกมากกกก ที่นี่ที่ไหนนนนน) เมื่อง Palmerston North อยู่ตอนใต้ของเกาะเหนือ ห่างจากเวลลิงตัน (เมืองหลวง) ประมาณ 3 ชั่วโมง โดดเดี่ยวท่ามกลางสหาสมุทรแปซิฟิก 55555
ไปถึงแล้วเราพักที่ไหน??
ที่พักเท่าที่เราหาข้อมูล จะมีแบบอยู่หอ (หอพักเดี่ยว หอพักแบบแชร์ห้อง มีทั้งของมหาลัยและหอนอก) และอยู่บ้าน (ส่วนใหญ่จะต้องแชร์บ้านกันคนอื่น) ส่วนตัวเราอยู่กับโอสต์ มีโฮสต์เจ้าบ้าน 2 คน ซึ่งบ้านเค้าจะเปิดรับเด็กจากที่อื่นด้วย บางครั้งก็เจอเด็กมาเรียนภาษา หรือเด็กนักเรียนมาแลกเปลี่ยน ได้แวะเวียนทำความรู้จักกันไปเรื่อยๆ เราโชคดีที่ได้ housemate เป็นเด็กป.ตรีคณะเดียวกับเรา เลยได้นางช่วยแนะนำมหาลัย+ตามไปม.ตอนวันแรกๆ คิดว่าถ้าใครเป็นชาว extrovert ก็เลือกบ้านแชร์จะได้อยู่ได้สนุก เม้ามอย บอกตรงๆว่าตั้งแต่เราไปอยู่คือไม่เคยคิดถึงบ้านเลย ^^
เวลาหาที่อยู่แนะนำให้เช็คระยะทางจากป้ายรถเมล์หรือขนส่งด้วยนะคะ เช่นบ้านเราห่างจากป้ายรถเมล์ 15 นาที จะมีปัญหาตอนกลางคืนแล้วดูเปลี่ยวๆมาก (แต่ไม่อันตรายเลย)
เมืองที่อยู่เป็นยังไงบ้าง??
ต้องบอกก่อนว่าเมืองที่เราอยู่เป็นเมืองเล็กๆ เงียบๆประมาณนึง ทั้งเมืองก็น่าจะมีแค่คนเมืองนิดหน่อยกับนศ.เนี่ยแหละ 555 ก็จะค่อนข้างเงียบ ห้างเริ่มปิด 5-6 โมง ไม่ค่อยมีสีสันอะไรเท่าไหร่ (แต่ก็มีผับมีบาร์อยู่เด้อว่าไป) และมีพวกสวนสาธารณะประมาณ 4-5 แห่ง กับทางเดินริมแม่น้ำที่เราชอบไปเดินในวันหยุด ถือว่าเป็นเมืองที่ออกแบบมาให้คนสุขภาพดีแหละ เรากลับมาก็โดนทักว่าดูสุขภาพดี (อยู๋ไทยไม่เคยเดิน กลับมาคือเดินได้เป็นกิโลชิวๆมากกกกก)
อันนี้ภาพแม่น้ำหลักที่ผ่านเมือง กับจตุรัสกลางเมืองที่เงียบสงบ เราชอบไปเดินริมแม่น้ำมากๆ บางวันคือเดินจากมหาลัยผ่านริมแม่น้ำกลับบ้าน ประมาณ 1.5 ชั่วโมง
การเดินทางในเมืองถือว่าค่อนข้างสะดวก มีรถบัสวิ่งเกือบทุกเส้นทาง เราเองก็นั่งระบัสไปเรียนค่ะ ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษา จะได้ใช้บริการฟรีโดยผูกบัตรแตะรถบัสกับรหัสนักศึกษา แต่ถ้าบุคคลทั่ไปจะคิดเที่ยวละ 3 เหรียญ (ถ้าจำไม่ผิด) รถกว้าง สบาย มีที่ชาร์จโทรศัพท์ด้วย แต่ถ้าขึ้นเวลาเข้าโรงเรียนกับเลิกเรียนคือแน่นมากกกกกกก
เราขึ้นรถช่วงคริสต์มาสต์ บางคันก็จะเอาตุ๊กตาใดๆมาตกแต่งให้เข้ากับเทศกาลค่ะ
เมืองที่เราอยู่มีแค่ป้ายจุดขึ้นรถไม่มีบอกเวลา แต่ถ้าเมืองใหญ่ๆก็จะบอกว่ารถคันถัดไปมาเมื่อไหร่ (ส่วนตัวเราใช้แอป เริ่ดมากกก แอปตรง รถตรงเวลามากๆ)
เรื่องของสภาพอากาศ??
ส่วนตัวเราชอบมากกกก มากกกกที่สุดดดดด เมืองนี้ไม่หนาวเท่าเกาะใต้ หน้าร้อนประมาณ 25-29C ส่วนหน้าหนาวประมาณ 8-12C ถ้าเช้าๆอาจจะเจอ frosty ได้บ้าง หรืออาจจะลงไปถึง 1C ในตอนหัวรุ่ง แต่เรา!ชอบ!มาก! เพราะส่วนตัวเป็นคนขี้ร้อน แต่ข้อเสียคือหน้าหนาวมืดเร็ว คนไม่ค่อยออกจากบ้าน เราเลิกคลาส 5 โมงก็เริ่มมืด เดินขาสับกลับบ้าน 555
ผู้คนเป็นยังไงบ้าง??
เอาจริงคือเฟรนลี่มากกก ถ้าเมืองไทยเป็น land of smile ที่นู่นก็คงเป็น land of การทักทายอ่ะค่ะ ทักหมดไม่สนลูกใคร เวลาขึ้นลงรถบัสก็จะ hi, morning, thank you กันตลอด เวลาเราไปเดินออกกำลังกายละสวนทางกันก็จะทักทายหรือถามกันตลอด เดินไปไหนคือได้ hi ทุกที่ แม้ว่าจะไม่เคยเจอหน้ากัน (แล้วเค้าจะทักแบบ ไฮยา Hya ใดๆเนี่ยแหละ จนแรกๆคือเราต้องฝึกพูดตาม จะได้เป็นสำเนียงเดียวกัน 55555) ละรู้สึกว่าคนที่นี่ small talk เก่งมาก แบบดินฟ้าอากาศ ชมสีชุดการแต่งกายตลอดเวลา จนกลายเป็นว่าเราเองก็ติดกลับไทยมาละ
เรื่องเรียนเป็นยังไง เครียดมั้ย??
ช่วงเดือนแรกๆคือค่อยข้างเครียดแหละ เพราะมันเป็นเรื่องใหม่ (สถิติที่หนูเคยเกลียดดดด) ร่วมกับอ.ก็ถูดภาษาอังกฤษ ทุกอย่างเป็นอังกฤษหมด และเรียนออนไลน์ด้วย แต่พอเรียนได้สักพักจนเริ่มทำได้ ก็รู้สึกสนุกมากๆๆๆ เพราะอ.เค้าก็ไม่ได้กดดันด้วย
ส่วนเรื่องวิจัยตอนแรกมีความงงๆ เพราะว่าอ.ประจำหลักสูตรจะเป็นคนจับคู่เรา+เรื่องที่เราอยากทำ+อ.ที่ปรึกษาให้ เราไม่สามารถตามหาอ.เองได้ แล้วกว่าจะได้เรื่องวิจัยก็ผ่านไป 1 เดือนของเทอมวิจัยเทอมแรกแล้ว แต่ดีที่ของเราเน้นวิเคราะห์ข้อมูล ทำเสร็จก็คือเสร็จ ไม่ต้องรอข้อมูลใหม่ๆอื่นๆเลย เสร็จเร็วก็ได้ไปเที่ยวเร็ว 5555555
สิ่งนึงที่ชอบเกี่ยวกับการเรียนที่นี่เลยก็คือ VERY VERY VERY WORK LIFE BALANCE จนแบบหัวหน้าคะ ได้โปรดมาดูงานที่ประเทศนี้บ้าง มีช่วงนึงที่เราคงแก้งานวนไปวนมาแล้วไปต่อไม่ถูก จนอ.ไล่ให้ไปเที่ยวก่อนแล้วค่อยมานี่งเขียน discussion ทีหลัง ส่วนเวลาคอมเม้นงานก็จะคอมเม้นแบบรวมๆมากกว่า + แก้แกรมมาเป็นหลักตามสไตล์แกรมม่าไทยๆที่อิชั้นเขียนไป สิ่งที่ได้จากการเรียนคือได้การวิเคราะห์ขึ้นเยอะมากๆ อ่านเปเปอร์แบบมีเหตุผลขึ้น
ถ้าถามว่าอ.ซัพพอร์ตมั้ย อาจจะตอบยากเพราะแต่องน่าจะสไตล์ต่างกัน แต่อ.เราคือปล่อยจอยมาก เราต้องเป็นคนนัดวันอาจารย์เอง (เพราะกลัวจะไม่จบ 555) แล้วก็ส่งงานให้อ.ตรวจก่อนวันนัด เพื่อจะได้มานั่งดิสคัสกันอีกทีนึงค่ะ จนอ.เคยทักว่าไม่ต้องรีบ เอาให้ชัวร์ๆ อ่านให้ดีๆ เพราะนี่รีบเกิ้นนน
ปล. ที่ม.เรามีโซนปลูกกีวี่กับแอปเปิลด้วย (น่าจะเป็นของคณะเกษตร) เค้าจะเปิดให้นศเข้าไปเก็บเป็นบางช่วง เราเลยติดเพื่อนที่เป็นเด็กเกษตรเข้าไปตอนเลิกเรียน หลักๆคือช่วยเค้าเก็บแล้วเค้าน่าจะส่งต่อไปบริจาค เราก็พกกลับบ้านประมาณ 4-5 ลูกค่ะ เริ่ดมากกก ครั้งแรกที่เห็นต้นกีวี่และแอปเปิ้ลแบบเป็นๆ
มีเพื่อนบ้างมั้ย??
คือเราก็มีเพื่อนจากการเรียนไม่เยอะ 555 เพราะหลักสูตรเราเรียนออนไลน์เป็นหลัก มีออนไซต์วิชาเดียวที่เค้าจะรวมเด็กเกษตรมาอยู่ด้วยกัน แต่นางก็มีสังคมของนางแหละ บวกกับเราเข้ามาหลังเปิดเทอมด้วย เลยเพื่อนน้อยไปใหญ่ แต่เพื่อนที่ได้ก็คือดีมากกกก เพราะเป็นคนกีวี่ที่เข้าใจอังกฤษสำเนียงไทยอยู่ 5555 แล้วก็เคยส่งงานให้นางเช็คแกรมม่าให้ คือเลิศมากกกกก ประเด็นคือนางเลี้ยงม้าหลังม. (ที่ม.จะมีคอกม้า ให้คนเอาม้าไปฝากได้) เลยได้ตามไปเยี่ยมม้า+เอาแอปเปิ้ลให้ม้าด้วย (ทั้งๆที่ตอนอยู่ไทยคือนี่กลัวม้ามากกกก) ส่วนอีกคนคือคนไต้หวัน (เพื่อนของน้องคนไทยอีกที) ก็พอได้ชวนกันไปเดินสวน ไปเที่ยว northland ไปเที่ยวช่วงปิดเทอมด้วยกันบ้าง
พอดีที่บ้านมีเด็กจีนมาพักด้วย เลยทำเกี๊ยวด้วยกันไป 1 รอบ
ส่วนอีกภาพมีแสงใต้พอดี housemate เลยชวนไปดูที่หลังบ้านค่ะ
การใช้ชีวิต??
บอกเลยว่านิวซีแลนด์เป็นประเทศที่เหมาะกับคำว่า "ออกไปใช้ชีวิต อย่าให้ชีวิตใช้เรา" ได้ดีที่สุดแล้ว ด้วยความที่อากาศดี เราเลยชอบออกไปเดินมากๆ คนเดียวบ้าง ไปกับเพื่อนบ้าง หลักๆก็เดินที่ทางเดินหลังบ้าน ใกล้ๆบ้ายเรามีสนามม้า ก็เดินวนรอบสนามม้าได้ประมาณ 50 นาที
ภาพทางเดินหลังบ้าน ทางดีมาก รถไฟฟ้าคนพิการก็มาขับสูดอากาศกันค่ะ (ที่นี่จะเป็น share ทั้งจักรยาน+คน คนต้องหลบให้จักรยานนะคะ) วันไหนกลับบ้านเร็วสักสี่ห้าโมงก็ได้ออกไปเดิน เสาร์อาทิตย์ถ้าไม่ได้ไปไหนก็เดินรอบๆเนี่ยแหละ บางวันก็แค่ออกไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ตก แฮปปี้!!!
ส่วนช่วงฤดูใบไม้ผลิเราก็มีซากุระให้ดูเหมือนกัน มีทั้งที่ทางเข้ามหาลัยกับสวนสาธารณะประจำเมืองเลยค่ะ เราเดินกลับบ้านบ่อยมากเพราะจะแวะดูซากุระ 555
และแน่นอนว่า กีฬาแห่งชาติของนิวซีแลนด์ = รักบี้ เพราะฉะนั้นเราเลยทำการจองตั๋วนั่งรถไปดูรักบี้แบบสดๆติดขอบสนามที่เวลลิงตันค่าา น่าจะเป็นทีมออลแบล็คของนิวแข่งกับทีมออส ชิงถ้วย brisdlelow cup
เรื่องเที่ยวก็อย่าให้น้อยหน้าเรื่องเรียน 55555 เรามีวันว่างที่ได้จัดทริปใหญ่ๆอยู่ประมาณนึง (โดยเฉพาะช่วงปิดเทอม หรือช่วงที่ทำงานแต่ละพาร์ทเสร็จ เราไปเกาะใต้ 2 ครั้ง, aukland + northland 1 ครั้ง, napier + gisborne 1 ครั้ง, rotorua + taupo 1 ครั้ง, tongariro 1 รอบ) ขอแนบภาพเล่าเรื่องนะคะ
เรื่องที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะทำได้และได้ทำ คือการเดินแบบ one day tongariro crossing (ประมาณ 20km) สวยแบบโอ้โหมากกกกกก ถ้าเลือกให้กลับไปอีกรอบ ขอไปนั่งมองยอดเขาจากไกลๆเพราะเหนื่อยมากกกกกก
สระมรกต ที่ต้องนั่งใช้เวลาให้คุ้มกับค่าเดิน และแวะกินมื้อเที่ยงทั้งน้ำตา (เหงื่อที่ไหลเข้าตา)
ส่วนฝรั่งคือเดินกันชิวมากกก ใครไหวเชิญนำไปก่อนเลย
เห็นทางเดินแล้วท้อ แต่ต้องไปต่อเพราะกลัวตกรถกลับโรงแรมค่ะ 555
เก็บภาพจากทริปเกาะใต้ทั้ง 2 รอบมาฝากค่ะ
Church of good shepherd ที่คนไทย (เกือบ) ทุกคนต้องไป
wanaka tree ที่มีต้นไม้ 1 ต้น และนักท่องเที่ยว 1000 คน
Roys Peak แบบจุดสูงสุดจริงๆๆๆๆๆๆ แต่เหนื่อยมากแม่ขา ช่วยหนูด้วยยยยย
Milford Sound สถานที่ที่ฝนตกมากที่สุดในโลก และใช่ค่ะ หนูไปวันที่ฝนไม่ตก 5555 เพลียแดดมาก
เจอหิมะที่ Lindiss pass รอบนึง กรีดร้องงงงงงงงงงงง
Mt.cook ในวันที่ฝนตกและวันที่อากาศดี พี่ผ่านมาหมดแล้วค่ะ
ขอแปะภาพ hole in the rock จาก Northland (จองเรือออกจากฝั่งที่ Pahia)
โดยรวมคือชอบนิวซีแลนด์มากๆค่ะ เวลา 1 ปีครึ่งคือเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบ work-life balance จริงๆแหละ ธรรมชาติก็สวย ท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้า พอกลับมาไทยเลยรู้สึกว่าท้องฟ้าโง่ๆก็สวย แค่ก่อนหน้านี้คือไม่มีเวลานั่งมองท้องฟ้าโง่ๆเลย 5555 แล้วท้องฟ้าก็ใสมากกกก บางคืนเราเปิดหน้าต่างดูดาวจากห้องนอนได้เลย
สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิต อย่าปล่อยให้ชีวิตใช้เราเหมือนจขกท.นะคะ ว่างๆก็นั่งโง่ๆมองท้องฟ้าปลดปล่อยความเครียดได้เลยย และขอฝากรูปทางช้างเผือกที่ไปถ่ายมาจาก tekapo ค่ะ