ช่วงนี้เรามักจะเห็นกระทู้หรือคลิปในโซเชียลมีเดียที่พูดถึงการหาเงินได้เดือนละหลายแสนตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีครับ แต่ในฐานะคนที่เคยเจ็บมาก่อนและได้เห็นเพื่อนๆ ร่วมวงการหลายคนต้องสะดุด ผมอยากมาชวนคุยถึงภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุดอย่างหนึ่งของคนสู้ชีวิต นั่นคือ "Lifestyle Inflation" (การขยายรายจ่ายตามรายได้)
ตอนที่เราเงินเดือน 18,000 บาท เราก็ใช้ชีวิตรอดมาได้แบบประหยัด
พอรายได้ขยับเป็น 50,000 บาท เราเริ่มรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ กินกาแฟแบรนด์ดังทุกวัน
พอรายได้ทะลุ 100,000 บาท ขยับไปออกรถป้ายแดงคันละล้านห้า ย้ายไปอยู่คอนโดหรูใจกลางเมือง
สุดท้ายพอกางบัญชีดูตอนสิ้นปี กลับพบความจริงที่น่าตกใจว่า "สัดส่วนเงินเก็บและพอร์ตลงทุนของเรา แทบจะไม่ต่างจากตอนที่ได้เงินเดือนหมื่นแปดเลย" แถมยังมีภาระหนี้ผูกพันเพิ่มขึ้นมาเพียบ
รางวัลชีวิตที่ไม่มีวันจบสิ้น
คนทำงานหนักมักจะมีกลไกทางจิตวิทยาที่เรียกว่า "การชดเชยความเหนื่อย" เวลาที่เราปิดโปรเจกต์ใหญ่ได้ หรือทำยอดขายทะลุเป้า สมองจะบอกเราว่า "เราเหนื่อยมาขนาดนี้ ต้องให้รางวัลตัวเองหน่อย"
- รางวัลชีวิตเหล่านั้นจะกลายเป็น "มาตรฐานขั้นต่ำ" ของชีวิตเราอย่างรวดเร็ว พอนานไปเราจะไม่รู้สึกฟินกับมันอีก และเราจะต้องขยับไปหาของที่แพงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ความสุขเท่าเดิม สุดท้ายเงินที่ควรจะไปอยู่ในพอร์ตหุ้นปันผลหรือกองทุนรวม กลับไปจมอยู่กับวัตถุที่เสื่อมค่าลงทุกวัน
ความมั่นคงไม่ได้วัดที่ "รายได้" แต่วัดที่ "เงินที่เหลืออยู่"
คนจำนวนมากตกหลุมพรางตรงคำว่า "คนรายได้สูง" แล้วคิดว่าตัวเองปลอดภัย
- คนที่มีรายได้เดือนละ 200,000 บาท แต่มีค่าผ่อนรถ ค่าผ่อนคอนโด และค่าสังคมเดือนละ 190,000 บาท มีความเสี่ยงในการใช้ชีวิตมากกว่าคนที่มีรายได้เดือนละ 40,000 บาท แต่ใช้จริง 20,000 บาทแล้วเอาส่วนต่างไปเก็บออม เพราะถ้าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือธุรกิจสะดุดขึ้นมา คนแรกจะมีเวลายืนระยะได้ไม่เกินหนึ่งเดือนก่อนที่ระบบการเงินจะล้มละลาย
การหาเงินเก่งคือกองหน้าที่ดีครับ แต่การเก็บเงินและบริหารเงินให้อยู่คือการมีกองหลังที่แข็งแกร่ง อนาคตที่มั่นคงไม่ได้เกิดจากรถคันหรูที่เราขับในวันนี้ แต่เกิดจาก "ขนาดของพอร์ตลงทุนและสินทรัพย์" ที่จะคอยจ่ายเงินให้เราในวันที่เราไม่อยากทำงานแล้ว เลิกแข่งกันอวดเปลือกแพงๆ แล้วหันมาแข่งกันอวดความสงบใจที่มีเงินออมอุ่นใจกันดีกว่าครับ
รายได้เดือนละแสน แต่เหลือเงินเก็บศูนย์... เจาะลึกกับดัก "ยิ่งหาได้มาก ยิ่งจ่ายมาก" ที่คนเก่งชอบตกหลุมพราง
ตอนที่เราเงินเดือน 18,000 บาท เราก็ใช้ชีวิตรอดมาได้แบบประหยัด
พอรายได้ขยับเป็น 50,000 บาท เราเริ่มรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ กินกาแฟแบรนด์ดังทุกวัน
พอรายได้ทะลุ 100,000 บาท ขยับไปออกรถป้ายแดงคันละล้านห้า ย้ายไปอยู่คอนโดหรูใจกลางเมือง
สุดท้ายพอกางบัญชีดูตอนสิ้นปี กลับพบความจริงที่น่าตกใจว่า "สัดส่วนเงินเก็บและพอร์ตลงทุนของเรา แทบจะไม่ต่างจากตอนที่ได้เงินเดือนหมื่นแปดเลย" แถมยังมีภาระหนี้ผูกพันเพิ่มขึ้นมาเพียบ
รางวัลชีวิตที่ไม่มีวันจบสิ้น
คนทำงานหนักมักจะมีกลไกทางจิตวิทยาที่เรียกว่า "การชดเชยความเหนื่อย" เวลาที่เราปิดโปรเจกต์ใหญ่ได้ หรือทำยอดขายทะลุเป้า สมองจะบอกเราว่า "เราเหนื่อยมาขนาดนี้ ต้องให้รางวัลตัวเองหน่อย"
- รางวัลชีวิตเหล่านั้นจะกลายเป็น "มาตรฐานขั้นต่ำ" ของชีวิตเราอย่างรวดเร็ว พอนานไปเราจะไม่รู้สึกฟินกับมันอีก และเราจะต้องขยับไปหาของที่แพงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ความสุขเท่าเดิม สุดท้ายเงินที่ควรจะไปอยู่ในพอร์ตหุ้นปันผลหรือกองทุนรวม กลับไปจมอยู่กับวัตถุที่เสื่อมค่าลงทุกวัน
ความมั่นคงไม่ได้วัดที่ "รายได้" แต่วัดที่ "เงินที่เหลืออยู่"
คนจำนวนมากตกหลุมพรางตรงคำว่า "คนรายได้สูง" แล้วคิดว่าตัวเองปลอดภัย
- คนที่มีรายได้เดือนละ 200,000 บาท แต่มีค่าผ่อนรถ ค่าผ่อนคอนโด และค่าสังคมเดือนละ 190,000 บาท มีความเสี่ยงในการใช้ชีวิตมากกว่าคนที่มีรายได้เดือนละ 40,000 บาท แต่ใช้จริง 20,000 บาทแล้วเอาส่วนต่างไปเก็บออม เพราะถ้าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือธุรกิจสะดุดขึ้นมา คนแรกจะมีเวลายืนระยะได้ไม่เกินหนึ่งเดือนก่อนที่ระบบการเงินจะล้มละลาย
การหาเงินเก่งคือกองหน้าที่ดีครับ แต่การเก็บเงินและบริหารเงินให้อยู่คือการมีกองหลังที่แข็งแกร่ง อนาคตที่มั่นคงไม่ได้เกิดจากรถคันหรูที่เราขับในวันนี้ แต่เกิดจาก "ขนาดของพอร์ตลงทุนและสินทรัพย์" ที่จะคอยจ่ายเงินให้เราในวันที่เราไม่อยากทำงานแล้ว เลิกแข่งกันอวดเปลือกแพงๆ แล้วหันมาแข่งกันอวดความสงบใจที่มีเงินออมอุ่นใจกันดีกว่าครับ