ที่มาของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาม่า

🌺พี่ครับ! รู้ไหมว่าไอ้คำว่า “มาม่า” ที่เราเรียกติดปากกันจนเป็นคำสามัญประจำบ้านเนี่ย จริงๆ แล้วในอดีตพี่เขาเกือบเอาชีวิตไม่รอดนะพี่! แถมนี่ไม่ใช่เรื่องราวของเจ้าของกิจการที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด แต่เป็นเรื่องของ “ทีมลูกจ้าง” ที่ยอมอุทิศทั้งชีวิต หักดิบแก้รสชาติ นำพารส “ต้มยำกุ้ง” ซองเงินในตำนาน ไปตบกับแบรนด์เกาหลีจนคว้าเงินหมื่นล้านมาได้สำเร็จ!

🕒 1. ดราม่าจุดกำเนิด: เกิดจากความพ่ายแพ้และเศษขนมปังแจกฟรี!
ย้อนไปดูฝั่งเมืองนอกก่อนพี่ เรื่องมันเศร้ามาก:

คนไม่มีจะกิน: หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นแพ้ยับเยิน เมืองพังเป็นแถบๆ คนญี่ปุ่นไม่มีอะไรกินจนต้องไปยืนต่อแถวตากแดดตากลมเพื่อรอรับ “เศษขนมปังแจกฟรี” จากอเมริกา.

ตาอยู่ไต้หวันฮึดสู้: ชายสัญชาติไต้หวันหัวใจญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อ “โมะโมะฟุกุ อันโด” เห็นภาพคนอดอยากแล้วทนไม่ได้ แกเลยเก็บตัวอยู่ในกระท่อมไม้พังๆ พยายามคิดค้นอาหารที่ถูก อร่อย และเก็บได้นาน แกจับเส้นบะหมี่ไปต้มในน้ำซุปไก่แล้วขยี้ลงทอดน้ำมันเดือดจัดเพื่อไล่ความชื้น เกิดเป็น “ชิกิ้น ราเมง” บะหมี่กึ่งฯ ซองแรกของโลกที่เกิดจากหยาดเหงื่อและความหิวโหยของคนแพ้สงครามพี่!

🏆 2. สู้ชีวิตในไทย: มาทีหลังเขา เป็นเบอร์ 4 แต่เกือบเจ๊งตั้งแต่ออกตัว!
พอกระแสบะหมี่ซองเข้ามาในไทย พี่ครับ... ยี่ห้อแรกที่คนไทยได้กินคือ “ซันวา” ตามมาด้วย “ยำยำ” แล้วก็ “ไวไว” ส่วนพี่ “มาม่า” ของเรา คลานตามมาเป็น อันดับ 4 ในปี พ.ศ. 2515 นู่น! มาทีหลังเขาไม่พอ แถมนิสัยยังอินดี้อีก:

เปิดตัวสุดบูด: มาม่าเปิดตัวด้วย “รสซุปไก่” และ “รสหมี่ฮกเกี้ยน” ขายซองละ 2 บาท 50 สตางค์ แต่ดราม่าคือ ยุคนั้นก๋วยเตี๋ยวข้างทางชามละ 2 บาทเองพี่! คนไทยเลยด่าลั่นซอยว่า "ใครจะยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อกินบะหมี่แห้งๆ ในซองวะ?" สองปีแรกยอดขายดิ่งเหว เจ้าของกุมขมับจ่อปิดโรงงานทิ้ง!

ลูกจ้างผู้มากู้ชีพ: นายห้างใหญ่เครือสหพัฒน์เลยไปดึงตัว “คุณพิพัฒ พะเนียงเวทย์” (คุณพ่อคุมบังเหียนมาม่าคนปัจจุบัน) ซึ่งตอนนั้นเป็นแค่ลูกจ้างพนักงานธรรมดาๆ ให้มาช่วยแก้เกม คุณพิพัฒยอมทิ้งอีโก้ หักดิบตัดรสต้มยำไก่ทิ้ง แล้วลุยคลอด “รสหมูสับ” กับ “รสต้มยำกุ้ง” (เจ้าแรกของโลก) ออกมาสู้ แถมนึกภาพออกไหมพี่... แกส่งทีมงานแบกหม้อแบกเตาไปยืน “ชงชิม” ให้ชาวบ้านกินฟรีตามหน้าร้านโชห่วยทั่วประเทศ จนชาวบ้านเปิดใจ แบรนด์ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 จนคนเรียกบะหมี่กึ่งฯ ทุกยี่ห้อว่ามาม่าตั้งแต่วันนั้น!

💳 3. ดราม่าตลกร้าย: ยี่ปั๊วหักหลัง ยอมขายมาม่าขาดทุนเพื่อเอาตังค์ไปซื้อเหล้า!
พอมาม่ารสต้มยำกุ้งซองเงินฮิตระเบิดระเบ้อ ขายดีจนผลิตไม่ทัน มันเกิดดราม่าในวงการค้าส่งขึ้นมาพี่:

ยุคนั้นร้านค้าส่ง (ยี่ปั๊ว) อยากได้เงินสดด่วนๆ ไปหมุนซื้อของที่กำไรเยอะกว่าอย่างเหล้าและบุหรี่ พวกเขาเลยยอม “หั่นราคามาม่าขายขาดทุน” ตัดราคากันยับเยิน เพื่อดึงให้ชาวบ้านเอาเงินสดมาจ่ายที่ร้านตัวเองก่อน! จนบริษัทแม่ (สหพัฒน์) ต้องออกโรงประกาศกฎเหล็กห้ามขายตัดราคากันเองเด็ดขาด กลายเป็นสินค้ายอดฮิตที่โดนคนเอาไปเป็นเครื่องมือปั่นเงินซะงั้นพี่!

🚀 4. ชะตากรรมทายาทรุ่น 2: เด็กเรียนไม่เก่ง-เด็กจบนิติ ที่ไม่มีใครบังคับให้มาทำ
ตัดภาพมาที่ลูกชาย 2 คนของคุณพ่อพิพัฒ “คุณโจ (เพชร)” และ “คุณโจ้ (พันธ์)” คู่นี้สู้ชีวิตไม่แพ้กันพี่:

คุณโจ (สายมาร์เก็ตติ้ง): สมัยวัยรุ่นแกไม่ใช่เด็กเรียนเก่งพี่ สอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยรัฐก็ไม่ติด ไปสอบเอแบคต่อก็ยังไม่ผ่านอีก! ต้องระเห็จไปเรียนมหาวิทยาลัยกรุงเทพครึ่งเทอมก่อนจะฮึดสู้กลับมาเรียนจนจบ พอไปสมัครงานที่อื่นก็โดนไล่กลับบ้านว่า "บ้านรวยอยู่แล้ว กลับไปช่วยพ่อแกนู่น" สุดท้ายต้องยอมกลับมาฝึกงานเป็นเซลล์ตากแดดตากลมวิ่งขายมาม่าตั้งแต่ศูนย์!

คุณโจ้ (สายบริหารโรงงาน): คนนี้สายเด็กแนวจบนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เพราะบ้าหนังฝรั่ง อยากเป็นทนายความเท่ๆ ไปฝึกงานทนายได้แป๊บเดียว พ่อก็เรียกตัวกลับมาช่วยงาน เริ่มจากเดินเอกสารและเป็นเซลล์ขายมาม่าขาลุยเหมือนพี่ชาย ปัจจุบันคุมโรงงานปั๊มเส้นบะหมี่วันละ 6.8 ล้านชิ้นพี่!

ดร.พจน์ พะเนียงเวทย์ กรรมการผู้อำนวยการ
ดร.พจนี พะเนียงเวทย์ รองผู้อำนวยการ
คุณพจนา พะเนียงเวทย์ กรรมการบริษัท
คุณเพชร พะเนียงเวทย์ กรรมการบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
คุณพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่

** ชายในภาพ คุณพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานบริษัท

💣 5. เปิดศึก MAMA OK ตบหน้าบะหมี่เกาหลีซองละ 50 บาท!
ความอัดอั้นของซอง 7 บาท: มาม่าเป็นสินค้าควบคุมราคาโดยรัฐบาลพี่ ขยับราคายากเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา (เพิ่งได้ขึ้นเป็น 7 บาทเมื่อปี 2565 หลังจากอั้นขอกรมการค้าภายในมานานถึง 15 ปี เพราะค่าน้ำมันปาล์มพุ่งจนโรงงานแทบขาดทุนพันล้าน).

แค้นนี้ต้องชำระ: มาม่าเคยทำบะหมี่หรูซองละ 13 บาทชื่อ "ออเรียนทัล คิตเชน" แต่ชาวบ้านไม่ซื้อเพราะติดภาพว่ามาม่าต้องถูก แต่อยู่ดีๆ บะหมี่เกาหลีนำเข้าซองละ 45-50 บาท บุกมาแย่งตังค์เด็กไทย แล้วเด็กไทยดันยอมจ่ายซะงั้น! คุณโจเห็นแล้วของขึ้น รีบจับรีแบรนด์ใหม่เป็น “มาม่า โอเค” (MAMA OK) ขายซองละ 15 บาท ทุ่มทุนดึง “คุณอิ้งค์ วรันธร” มาเป็นพรีเซนเตอร์ แต่อย่างที่บอกพี่... แกไม่ให้อิ้งค์ถือซองมาม่าโง่ๆ นะ แกเอาหน้าคุณอิ้งค์ขึ้นบิลบอร์ดยักษ์ทั่วเมือง เขียนแค่ “INK is OK” แทบไม่มีตรามาม่า จนคนนึกว่าแฟนคลับทำป้ายอวยศิลปิน! ผลคือวัยรุ่นแตกตื่นแห่ซื้อตามจนตอนนี้กระชากส่วนแบ่งตลาดไฮโซมาได้ถึง 30% ตบหน้าบะหมี่นอกหงายหลังไปเลยพี่!

📊 6. แฉดราม่าสุดท้าย: "มาม่าพุ่ง เศรษฐกิจพัง" สรุปคือเรื่องลวงโลก!?
เวลาเศรษฐกิจแย่ๆ สื่อชอบพาดหัวข่าวว่า "คนไทยแห่กินมาม่า ดัชนีชี้ชัดเศรษฐกิจพังยับ" พี่ครับ... ฝ่ายวิเคราะห์และตัวคุณโจ้ออกมาตบโต๊ะดังปัง! บอกว่า “ไม่จริงโว้ย!” มันเป็นความเข้าใจผิดๆ ของสังคม:

ความจริงคือ ตลาดมาม่ามันอิ่มตัวและทรงตัวมานานแล้วพี่ ไอ้ตอนที่ยอดขายพุ่งพรวดๆ (เช่น ตอนโควิดระบาดใหม่ๆ) มันไม่ได้เกิดจากคนจนไม่มีจะกินนะพี่ แต่เกิดจากพฤติกรรม “คนรวยในเมืองปอดแหกแห่กักตุนสินค้า (Stockpiling)” ชั้นวางเลยโล่ง ส่วนพี่น้องชาวบ้านในชนบทยอดซื้อก็นิ่งสนิทเท่าเดิม ไม่ได้กินเพิ่มขึ้นเลยสักนิด! เพราะฉะนั้น เลิกเอามาม่าไปบูลลี่ว่าเป็นดัชนีคนจนได้แล้วพี่!

🤖 มุมมองท้ายซอยฉบับ Droid
พี่ครับ ดราม่าของมาม่าสอนให้รู้ว่า “ความเก๋าเกมและหลังบ้านที่แน่น” คือสิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอด. มาม่าเขาทำธุรกิจแบบคุมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ (Cost Leadership) มีโรงงานแป้ง โรงงานน้ำมัน บรรจุภัณฑ์ของตัวเองหมด แบรนด์อื่นเลยไม่กล้าหือ ถ้ามาม่าไม่ขยับราคาขึ้น แบรนด์อื่นก็ยอมตรึงราคาตาปริบๆ เพราะถ้าใครกล้าขึ้นราคาก่อน ลูกค้าจะสลัดรักหนีกลับมาซบมาม่าซอง 7 บาททันที!

ปัจจุบันคนไทยกินมาม่าโหดเป็นอันดับ 3 ของโลก (56.7 ซอง/คน/ปี) ฟันรายได้ปีละ 16,700 ล้านบาท กำไรเน้นๆ 3,000 ล้าน! ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 54 ปี คืนนี้ถ้าพี่หิว นอนไม่หลับ คิดอะไรไม่ออก เดินไปแกะรสต้มยำกุ้งใส่น้ำร้อน แล้วนั่งซดน้ำซุปแซ่บๆ ให้สบายใจกันดีกว่าครับพี่! สู้ชีวิตกันต่อไปครับทุกคน!
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่