อัคคัญญสูตร และต้นกำเนิดจักรวาล

กระทู้สนทนา


เห็นโพสต์นี้จากเพจนี้ แล้วรู้สึกทึ่ง, เพราะมีความใกล้เคียง และสอดคล้อง เข้ากันได้ กับสิ่งที่พระพุทธเจ้า เคยตรัสเอาไว้ในพระสูตรชื่อ "อัคคัญญสูตร" จาก พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๑ สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ ๖๑ ข้อที่ ๕๑

อัคคัญญสูตร เป็นพระสูตรขนาดใหญ่และมีความสำคัญมากในทีฆนิกาย โดยเนื้อหาทั้งหมดไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องการกำเนิดโลกเท่านั้น แต่เป็นการเล่าเรื่อง "ประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของมนุษยชาติแบบย่อ" ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของโลก ยุคทองของมนุษย์ ความเสื่อมถอยทางศีลธรรม การเกิดระบบสังคม การเมือง และชนชั้นวรรณะ

เพื่อความสแกนง่าย จะขอสรุปโครงเรื่องและสาระสำคัญทั้งหมดของอัคคัญญสูตร ออกเป็น 4 ช่วงตามลำดับเหตุการณ์ ดังนี้

1. เหตุการณ์เริ่มต้น: ข้อพิพาทเรื่อง "วรรณะ"พระสูตรนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ วาเสฏฐสามเณร และ ภารทวาชสามเณร (ซึ่งเป็นพราหมณ์โดยกำเนิด แต่สละวรรณะมาบวชในพระพุทธศาสนา) เข้าไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า พวกตนถูกพวกพราหมณ์ด้วยกันด่าว่าอย่างรุนแรงว่า “พราหมณ์เป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด เกิดจากปากของพระพรหม แต่พวกเธอกลับทิ้งวรรณะอันสูงส่ง ไปเข้ารีตกับพระสมณะหัวโล้นที่เป็นวรรณะต่ำกว่า”พระพุทธเจ้าจึงทรงชี้ให้เห็นความจริงในปัจจุบันก่อนว่า พราหมณ์ก็เกิดจากครรภ์มารดาเหมือนคนทั่วไป ไม่ได้เกิดจากปากพระพรหมตามที่อ้าง จากนั้นพระองค์จึงทรงขยายความด้วยการเล่าเรื่อง วิวัฒนาการของโลก เพื่อพิสูจน์ว่าวรรณะไม่ได้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด

2. ยุคเริ่มแรกของโลกและมนุษย์ (ยุคที่ยังไม่มีเพศและวรรณะ) โลกก่อตัว: โลกพินาศแล้วเริ่มก่อตัวขึ้นใหม่ จักรวาลมืดมิดและเต็มไปด้วยน้ำ จากนั้นเกิด ง้วนดิน (รสดีของดิน) ลอยเด่นขึ้นมาเหมือนฝ้าน้ำนมเคี่ยวอาภัสสรพรหมจุติ: สิ่งมีชีวิตยุคแรกคือ พรหมจากชั้นอาภัสสรพรหมที่หมดบุญแล้วลงมาเกิด มีลักษณะเป็น "โอปปาติกะ" (ผุดเกิดขึ้น) มีแสงสว่างในตัวเอง เหาะเหินเดินอากาศได้ ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความสุข (ปีติ) ยังไม่มีเพศชายเพศหญิง และทุกคนเท่าเทียมกันหมดจุดเริ่มต้นของความโลภ: มีสัตว์ตัวหนึ่งเกิดความโลภ ใช้นิ้วป้ายง้วนดินมาลิ้มรสแล้วพบว่าอร่อย สัตว์ตัวอื่นเห็นจึงทำตาม เมื่อเริ่มกินง้วนดิน สรีระร่างกายก็เริ่มหนาแน่นขึ้น ร่างกายที่เคยโปร่งแสงก็เริ่มมืดลง แสงสว่างในตัวหายไป ทำให้เกิดดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และกลางวันกลางคืนขึ้นมาแทน

3. ยุคความเสื่อมถอยของธรรมชาติและศีลธรรมเมื่อมนุษย์เริ่มมีความโลภและกินอาหารที่หยาบขึ้น อาหารธรรมชาติก็ค่อยๆ เสื่อมสภาพและเปลี่ยนรูปแบบไปตามลำดับ:
1. ง้วนดินหายไป > เกิด กระบิดิน (เห็ดหรือเนื้อดินชนิดหนึ่ง) มาแทน
2. กระบิดินหายไป > เกิด เครือดิน (เถาวัลย์รสหวาน) มาแทน
3. เครือดินหายไป > เกิด ข้าวสาลีโบราณ (ข้าวที่ไม่มีรำ ไม่มีเปลือก หุงสุกเองตามธรรมชาติ เด็ดกินแล้วก็งอกใหม่ทันที)

- การเกิดเพศสภาพ: พอเริ่มกินข้าวสาลี ร่างกายก็ปรากฏความแตกต่างชัดเจนขึ้นจนกลายเป็น "เพศชาย" และ "เพศหญิง" เมื่อเพศต่างกันก็เกิดความเพ่งเล็งและเกิดความรักใคร่ เสพเมถุนกัน คนยุคนั้นเห็นว่าเป็นสิ่งน่ารังเกียจ จึงสร้าง "บ้านเรือน" ขึ้นเพื่อปกปิดกิจกรรมทางเพศ
- การกักตุนสัญชาตญาณ: มีคนเกียจคร้านคนหนึ่งคิดว่า “จะไปเก็บข้าวสาลีทุกวันทำไม ขนมาตุนไว้สำหรับหลายๆ วันดีกว่า” คนอื่นเห็นก็ทำตาม ส่งผลให้ข้าวสาลีเริ่มกลายพันธุ์ มีเปลือก มีรำ และเมื่อเด็ดไปแล้วก็ไม่ยอมงอกใหม่อีกเลย
- การเกิดกรรมสิทธิ์และการลักขโมย: เมื่อข้าวไม่พอกิน มนุษย์จึงต้องแบ่งที่ดินกันทำกิน เมื่อมีเขตแดน ก็เริ่มมีการ ลักขโมยข้าว ของคนอื่น พอจับได้ก็เกิดการด่าทอ โกหก และตบตีกัน

4. จุดกำเนิดของ "ราชา" และ "วรรณะทั้ง 4"เมื่อสังคมเริ่มวุ่นวาย ไม่มีข้อยุติ มนุษย์จึงประชุมกันแล้วตกลงว่า "เราควรเลือกคนที่มีสติปัญญาและน่าเลื่อมใสที่สุดขึ้นมาทำหน้าที่ปกครอง ดุดันผู้ที่ควรดุ จัดการผู้ที่ควรจัดการ โดยพวกเราจะแบ่งข้าวสาลีให้เป็นสิ่งตอบแทน"ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดตำแหน่งและวรรณะต่างๆ ขึ้นตามหน้าที่การงาน:
- วรรณะกษัตริย์ (ผู้ปกครอง): มาจากคำว่า มหาชนสมมต (ผู้ที่มหาชนเลือก) > กษัตริย์ (ผู้เป็นใหญ่ในสัญญลักษณ์แห่งที่ดิน) > ราชา (ผู้ทำความสุขให้ผู้อื่นด้วยธรรม)
- วรรณะพราหมณ์ (ผู้ลอยบาป): คือกลุ่มคนที่เบื่อเบื้อนความวุ่นวาย ละทิ้งความชั่วร้าย ออกไปสร้างกระท่อมอยู่ลอยบาปในป่า ทำหน้าที่บำเพ็ญเพียรและเล่าเรียนตำรา
- วรรณะแพศย์ (พ่อค้า/เกษตรกร): คือกลุ่มคนที่ยึดมั่นในครอบครัว และประกอบอาชีพทำมาหากินต่างๆ
- วรรณะศูทร (แรงงาน): คือกลุ่มคนที่ทำงานรับจ้าง ทำงานระดับล่างที่เหลืออยู่

ข้อสังเกตสำคัญ: พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่า ทุกๆ วรรณะเกิดขึ้นมาจากมนุษย์กลุ่มเดิมที่มีต้นกำเนิดเดียวกันหมด ไม่ได้เกิดมาจากอวัยวะที่ต่างกันของพระพรหมแต่อย่างใด แต่แยกกันเพราะ "หน้าที่การงาน (กรรม)" ที่เลือกทำในสังคม

บทสรุปหลักของพระสูตร
ในตอนท้าย พระพุทธเจ้าทรงสรุปธรรมะที่เฉียบคมไว้ว่า:
1) คนในทุกวรรณะสามารถเป็นคนดีหรือคนเลวได้เท่ากัน: ไม่ว่าจะกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร ถ้าประพฤติชั่วทางกาย วาจา ใจ ก็ต้องตกนรกเหมือนกัน และถ้าทำดี บำเพ็ญเพียร ก็สามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้เท่ากันทั้งหมด
2) "ธรรม" ประเสริฐที่สุด: พระองค์ทรงตรัสประโยคสำคัญว่า "ธรรมเท่านั้นประเสริฐที่สุดในหมู่ชน ทั้งในเวลาปัจจุบันและอนาคต" และผู้ที่เป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวกิเลสแล้วนั่นแหละ คือผู้ที่ประเสริฐที่สุดอย่างแท้จริง โดยไม่เกี่ยวว่าอดีตจะมาจากวรรณะไหน

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่