UPDATE: ศาลสั่งประหาร 2 ชาวอุยกูร์ คดีวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ ชี้เป็นภยันตรายต่อความมั่นคงและความสงบภายในประเทศ ไม่มีเหตุให้ลดโทษประหารสถานเดียว ด้านจำเลยที่ 2 ตะโกนกลางห้องพิจารณาคดี ไว้อาลัยให้ความยุติธรรมของไทย พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่ทนายความเห็นต่าง เตรียมนำหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สู้ในชั้นอุทธรณ์ต่อ ย้ำชัดลูกความถูกทรมานในเรือนจำทหารจริง
วันนี้ (11 มิ.ย. 69) เวลา 09.30 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้อ่านคำพิพากษา นายอาเด็ม คาราดัก หรือ (บิลาล มูฮัมหมัด) จำเลยที่ 1 และนายไมไรลียูซุฟู หรือ (ยูซูฟู เมียไรลี) จำเลยที่ 2 ชาวอุยกูร์ จำเลยในคดีวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 20 ราย เป็นชาวต่างชาติ 14 ราย คนไทย 6 ราย และบาดเจ็บกว่า 126 คน ซึ่งคดีนี้มีการเรียกสอบพยานหลักฐาน โดยผ่านมานานเกือบ 11 ปี ซึ่งมีการสืบพยานโจทก์มากกว่า 400 ปาก และฝ่ายจำเลยกว่า 45 ปาก โดยมีแฟ้มเอกสารคดีกว่า 10,000 หน้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในห้องพิจารณาคดี จำเลยทั้ง 2 เมื่อเดินเข้ามาในห้อง ได้มีการพูดคุยจับมือและสวมกอดกับทนายความ โดยจำเลยทั้ง 2 มีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้มีอาการวิตกกังวลแต่อย่างใด ก่อนที่ผู้พิพากษาจะออกนั่งบัลลังก์และมีการพูดคุยกับทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย รวมถึงล่ามแปลภาษาอังกฤษ เพื่อพูดคุยถึงขั้นตอนการอ่านคำพิจารณาคดี โดยกำหนดให้อ่านแบ่งเป็น 3 ช่วง ซึ่งแต่ละช่วงจะหยุดพักเพื่อให้ล่ามได้แปลภาษาให้กับจำเลยที่ 2 ฟังเป็นภาษาอังกฤษ ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะแปลเป็นภาษาอุยกูร์ให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงรายละเอียดและเป็นวิธีที่ดำเนินการมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาคดีวันนี้ ได้มีสื่อมวลชนต่างชาติมารอติดตามเกาะติดทำข่าว เนื่องจากเป็นคดีที่ได้รับความสนใจและเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง
ทั้งนี้ ศาลเห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเข้ามาในประเทศหลังเกิดเหตุนั้น ศาลมีการเบิกความพยานฝั่งโจทก์ โดยมีการตรวจสอบจากข้อมูลการลงทะเบียนซิมและการตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมถึงการชี้ตัวของพยานบุคคลซึ่งเป็นผู้ขับรถโดยสารที่รับตัวจำเลยมานั้น จึงเชื่อได้ว่าจำเลยได้เดินทางเข้าไทยก่อนวันเกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2558 และมีการลักลอบเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย
ส่วนจำเลยที่ 2 จากการตรวจสอบการลงทะเบียนซิมและความเคลื่อนไหวทางโทรศัพท์ในช่วงเดือนมีนาคม 2558 ซึ่งทั้งสองช่วงเวลาเป็นช่วงก่อนเกิดเหตุ ฉะนั้นการอ้างของจำเลยจึงไม่มีข้อมูล มีลักษณะเลื่อนลอย ไม่มีน้ำหนักที่จะมาหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ขาดความน่าเชื่อถือ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยได้เดินทางเข้าไทยก่อนวันเกิดเหตุ
ส่วนที่จำเลยทั้ง 2 อ้างว่าถูกบังคับทรมานและการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จากการสอบสวนของพยานที่ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษา ซึ่งในวันดังกล่าว พยานยืนยันว่ามีการใช้ล่าม จำเลยมีสติสัมปชัญญะ ฉะนั้นการที่จำเลยอ้างเรื่องการสื่อสารภาษาอังกฤษ จึงเชื่อได้ว่าสามารถสื่อสารได้ตามปกติและพยานที่ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาของจำเลยทั้งสองไม่มีความโกรธเคืองต่อจำเลย
อีกทั้ง ขณะสอบสวน พนักงานสอบสวนไม่ได้อยู่เพียงลำพังกับจำเลย โดยมีคณะพนักงานสอบสวนรวมอยู่ด้วย ซึ่งในระหว่างการควบคุมตัวและการนำไปชี้จุด หากถูกทำร้ายร่างกายจริง ก็สามารถแจ้งดำเนินคดีหรือร้องต่อทนายความได้ แต่จำเลยทั้ง 2 ไม่ได้กระทำการดังกล่าว รวมถึงในวันที่ชี้จุดเกิดเหตุมีคณะพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน รวมถึงสื่อมวลชนอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการบิดเบือนหรือซ้อมทรมาน และไม่สามารถหักล้างพยานของโจทก์ได้ ฉะนั้นการสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ส่วนที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่เคยรู้จักกัน แต่จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดและความเคลื่อนไหวจากสัญญาณโทรศัพท์ มีความสอดคล้องกันตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น บริเวณที่เกิดเหตุและสถานีรถไฟหัวลำโพง
อีกทั้ง จำเลยทั้งสองไปเจอกันภายในซอยหอพักย่านมีนบุรี เนื่องจากมีภาพจากกล้องวงจรปิดร้านสะดวกซื้อระบุภาพของทั้ง 2 ฉะนั้นพฤติกรรมแห่งคดีบ่งชี้ว่าทั้งสองมีความเกี่ยวเนื่องกันและสอดคล้องกับหลักฐานของชั้นสอบสวน
ส่วนข้อกล่าวหาที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 นำกระเป๋าที่มีวัตถุระเบิดไปวางไว้ที่ท่าเรือเจ้าพระยาปริ๊นเซส (ท่าเรือสาทร) ภายในซอยเจริญกรุง 61 ซึ่งจากหลักฐานตามภาพกล้องวงจรปิด พบว่าจำเลยที่ 1 มีการเข้าออกในซอยดังกล่าวจริง แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานหรือพยานยืนยัน รวมถึงไม่มีการนำวัตถุระเบิดที่ไม่ระเบิดออกจากพื้นที่จริง รวมถึงไม่ปรากฏภาพจำเลยที่ 2 รวมอยู่ในสถานที่ดังกล่าวด้วย
จึงเป็นเหตุให้สงสัยและยกผลประโยชน์ให้กับจำเลยทั้ง 2
ขณะที่เรื่องการครอบครองวัตถุระเบิด โดยประเด็นนี้ตำรวจได้หยิบยกพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจที่เข้าจับกุม รวมถึงพยานหลักฐานสำคัญที่ได้จากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 2 นาย ที่พบว่ามีลายพิมพ์นิ้วมือในห้อง 412 และ 414 ตรงกัน อีกทั้งยังมีพยานที่เป็นคนขายสารเคมี 2 คน ยืนยันว่าจำเลยที่ 2 มาซื้อสารเคมีถึงสองครั้งและจดจำได้อย่างแม่นยำ ซึ่งในระหว่างการจับกุมจำเลยทั้งสองได้ยอมรับสารภาพว่าเป็นของตนเอง ดังนั้นศาลเห็นว่าคำกล่าวของจำเลยที่กล่าวอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับสารประกอบวัตถุระเบิด เป็นการกล่าวลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานที่สามารถนำมาหักล้างได้และไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ
สำหรับข้อกล่าวหาของจำเลยทั้ง 2 ประกอบด้วย ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, เจตนาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันมีวัตถุระเบิด, ร่วมกันพกพาอาวุธไปในเมืองหรือที่สาธารณะ, ร่วมกันทำให้ระเบิดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย, ร่วมกันใช้ระเบิด, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ขณะที่จำเลยที่ 1 ยังมีข้อหาเพิ่มที่เกี่ยวข้องกับการเข้าเมืองผิดกฎหมาย
จากนั้นศาลจึงมีคำพิพากษาว่าจำเลยทั้ง 2 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จึงมีคำสั่งพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลยทั้ง 2 และปรับ 1,000 บาท แม้จำเลยทั้ง 2 จะให้การรับสารภาพ แต่ถูกหยิบยกมาใช้ในศาลเพียงบางส่วน อีกทั้งยังพิเคราะห์ว่าในจุดเกิดเหตุมีประชาชนมาสักการะ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 20 คน บาดเจ็บ 126 คน ทรัพย์สินเสียหาย ถือเป็นภยันตราย รวมถึงยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสงบภายในประเทศ จึงไม่มีเหตุให้บรรเทาโทษและให้ประหารสถานเดียว
นอกจากนี้ ทั้งนี้จำเลยทั้ง 2 จะต้องมีการชดใช้ทางแพ่งให้กับโรงพยาบาลตำรวจ ขสมก. กทม. ศาลท้าวมหาพรหม และโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ยอดรวมกว่า 1,309,000 บาท
อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังมีคำพิพากษา นายไมไรลียูซุฟูได้พูดเป็นภาษาไทยว่าขอไว้อาลัยให้กับความยุติธรรมของประเทศไทย ซึ่งเจ้าตัวระบุด้วยว่าตนไม่ยอมรับคำตัดสิน พร้อมถามกลับว่ามีหลักฐานอะไรมาตัดสินตนแบบนี้ และปฏิเสธข้อกล่าวหาทุกอย่าง ทั้งการใช้โทรศัพท์มือถือที่ฝ่ายโจทก์ใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ใช้โทรศัพท์มือถือดังกล่าวและขอให้คนไทยช่วยเหลือกับสิ่งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในครั้งนี้ด้วย
ด้านนายชูชาติ กันภัย และนายจำเริญ พนมภคากร ทนายความของนายอาเด็ม คาราดัก และนายไมไรลียูซุฟู จำเลยในคดีนี้ เปิดเผยภายหลังรับฟังคำพิพากษาว่าศาลได้มีคำพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองคนในข้อหาที่ทำให้เกิดระเบิดและมีผู้เสียชีวิต
อย่างไรก็ตาม ทีมทนายความยืนยันว่าจะใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์อย่างแน่นอน เนื่องจากยังมีอีกหลายประเด็นสำคัญที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัย
สำหรับประเด็นที่จะนำไปใช้ในการต่อสู้ชั้นอุทธรณ์ นายชูชาติยังระบุถึงการต่อสู้ในชั้นศาลทหารเกี่ยวกับกรณีที่จำเลยระบุว่าถูกทำร้ายร่างกายในเรือนจำทหาร ซึ่งในตอนนั้นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้เคยเข้ามาตรวจสอบแล้ว นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องหนังสือเดินทางประเทศตุรกีเล่มสีน้ำเงินที่ถูกยกเลิกการใช้งานไปนานแล้วหลายสิบปีก่อนเกิดเหตุ ซึ่งเป็นหลักฐานที่เคยมีการต่อสู้ไว้ในสำนวนแล้วว่าหนังสือเดินทางดังกล่าวไม่ถูกต้อง
ในส่วนของภาพถ่ายและใบหน้าของจำเลย นายชูชาติชี้ว่าเมื่อเปรียบเทียบใบหน้าในพาสปอร์ตกับตัวจำเลยมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและพยานที่เคยให้การว่าจำเลยมีใบหน้าแหลมนั้น เมื่อให้การจริงกลับระบุว่าเป็นใบหน้ารูปไข่ ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้อาจมีความคลาดเคลื่อน ส่วนประเด็นการลงทะเบียนซิมการ์ดและสัญญาณโทรศัพท์
นายชูชาติระบุด้วยว่าตามพยานหลักฐานว่ามีผู้นำโทรศัพท์มาให้จำเลยหลังจากเดินทางมาถึงประเทศไทย และข้อมูลการใช้โทรศัพท์รวมถึงระบบการตรวจสอบแบบเดิมอาจมีความคลาดเคลื่อน ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้เนื่องจากสัญญาณอาจไปจับที่เสาต้นอื่น
ทั้งนี้ นายชูชาติปฏิเสธว่าทีมต่อสู้คดีไม่ได้เพลี่ยงพล้ำ แต่ได้ทำหน้าที่อย่างละเอียดถี่ถ้วนตามข้อมูลที่มีอยู่และหลังจากนี้จะขอตรวจสอบคำพิพากษาอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อเตรียมยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา 1 เดือน โดยยืนยันว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยยังมีถึง 3 ศาล จึงยังคงต้องต่อสู้ตามขั้นตอนกฎหมายต่อไปและเตรียมจะเดินทางเข้าเยี่ยมจำเลยทั้งสองคนในเรือนจำเร็ว ๆ นี้
ส่วนกรณีที่นายไมไรลียูซุฟูตะโกนที่หน้ากลางบัลลังก์ นายจำเริญเผยว่าเป็นเพราะรู้สึกผิดหวังกับคำพิพากษา พร้อมทั้งยังปฏิเสธกรณีของผู้ต้องหาที่ต่อสู้ว่าไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษได้ โดยยืนยันว่านายอาเด็มไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยได้ แต่นายไมไรลียูซุฟูสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้และพอจะพูดภาษาไทยได้
ภาพ: ธนาภรณ์ วุฒิสนธิ์
#TheReporters #เดอะรีพอร์ตเตอร์ #ระเบิดแยกราชประสงค์
https://www.facebook.com/100069361344864/posts/1388348726820492/?app=fbl
อ่านคำพิพากษาแล้วผมไว้ใจอิสลาเอลมาอยู่ไทยมากกว่าพวกต่อต้านอิสลาเอล
วันนี้ (11 มิ.ย. 69) เวลา 09.30 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้อ่านคำพิพากษา นายอาเด็ม คาราดัก หรือ (บิลาล มูฮัมหมัด) จำเลยที่ 1 และนายไมไรลียูซุฟู หรือ (ยูซูฟู เมียไรลี) จำเลยที่ 2 ชาวอุยกูร์ จำเลยในคดีวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 20 ราย เป็นชาวต่างชาติ 14 ราย คนไทย 6 ราย และบาดเจ็บกว่า 126 คน ซึ่งคดีนี้มีการเรียกสอบพยานหลักฐาน โดยผ่านมานานเกือบ 11 ปี ซึ่งมีการสืบพยานโจทก์มากกว่า 400 ปาก และฝ่ายจำเลยกว่า 45 ปาก โดยมีแฟ้มเอกสารคดีกว่า 10,000 หน้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในห้องพิจารณาคดี จำเลยทั้ง 2 เมื่อเดินเข้ามาในห้อง ได้มีการพูดคุยจับมือและสวมกอดกับทนายความ โดยจำเลยทั้ง 2 มีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้มีอาการวิตกกังวลแต่อย่างใด ก่อนที่ผู้พิพากษาจะออกนั่งบัลลังก์และมีการพูดคุยกับทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย รวมถึงล่ามแปลภาษาอังกฤษ เพื่อพูดคุยถึงขั้นตอนการอ่านคำพิจารณาคดี โดยกำหนดให้อ่านแบ่งเป็น 3 ช่วง ซึ่งแต่ละช่วงจะหยุดพักเพื่อให้ล่ามได้แปลภาษาให้กับจำเลยที่ 2 ฟังเป็นภาษาอังกฤษ ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะแปลเป็นภาษาอุยกูร์ให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงรายละเอียดและเป็นวิธีที่ดำเนินการมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาคดีวันนี้ ได้มีสื่อมวลชนต่างชาติมารอติดตามเกาะติดทำข่าว เนื่องจากเป็นคดีที่ได้รับความสนใจและเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง
ทั้งนี้ ศาลเห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเข้ามาในประเทศหลังเกิดเหตุนั้น ศาลมีการเบิกความพยานฝั่งโจทก์ โดยมีการตรวจสอบจากข้อมูลการลงทะเบียนซิมและการตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมถึงการชี้ตัวของพยานบุคคลซึ่งเป็นผู้ขับรถโดยสารที่รับตัวจำเลยมานั้น จึงเชื่อได้ว่าจำเลยได้เดินทางเข้าไทยก่อนวันเกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2558 และมีการลักลอบเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย
ส่วนจำเลยที่ 2 จากการตรวจสอบการลงทะเบียนซิมและความเคลื่อนไหวทางโทรศัพท์ในช่วงเดือนมีนาคม 2558 ซึ่งทั้งสองช่วงเวลาเป็นช่วงก่อนเกิดเหตุ ฉะนั้นการอ้างของจำเลยจึงไม่มีข้อมูล มีลักษณะเลื่อนลอย ไม่มีน้ำหนักที่จะมาหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ขาดความน่าเชื่อถือ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยได้เดินทางเข้าไทยก่อนวันเกิดเหตุ
ส่วนที่จำเลยทั้ง 2 อ้างว่าถูกบังคับทรมานและการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จากการสอบสวนของพยานที่ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษา ซึ่งในวันดังกล่าว พยานยืนยันว่ามีการใช้ล่าม จำเลยมีสติสัมปชัญญะ ฉะนั้นการที่จำเลยอ้างเรื่องการสื่อสารภาษาอังกฤษ จึงเชื่อได้ว่าสามารถสื่อสารได้ตามปกติและพยานที่ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาของจำเลยทั้งสองไม่มีความโกรธเคืองต่อจำเลย
อีกทั้ง ขณะสอบสวน พนักงานสอบสวนไม่ได้อยู่เพียงลำพังกับจำเลย โดยมีคณะพนักงานสอบสวนรวมอยู่ด้วย ซึ่งในระหว่างการควบคุมตัวและการนำไปชี้จุด หากถูกทำร้ายร่างกายจริง ก็สามารถแจ้งดำเนินคดีหรือร้องต่อทนายความได้ แต่จำเลยทั้ง 2 ไม่ได้กระทำการดังกล่าว รวมถึงในวันที่ชี้จุดเกิดเหตุมีคณะพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน รวมถึงสื่อมวลชนอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการบิดเบือนหรือซ้อมทรมาน และไม่สามารถหักล้างพยานของโจทก์ได้ ฉะนั้นการสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ส่วนที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่เคยรู้จักกัน แต่จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดและความเคลื่อนไหวจากสัญญาณโทรศัพท์ มีความสอดคล้องกันตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น บริเวณที่เกิดเหตุและสถานีรถไฟหัวลำโพง
อีกทั้ง จำเลยทั้งสองไปเจอกันภายในซอยหอพักย่านมีนบุรี เนื่องจากมีภาพจากกล้องวงจรปิดร้านสะดวกซื้อระบุภาพของทั้ง 2 ฉะนั้นพฤติกรรมแห่งคดีบ่งชี้ว่าทั้งสองมีความเกี่ยวเนื่องกันและสอดคล้องกับหลักฐานของชั้นสอบสวน
ส่วนข้อกล่าวหาที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 นำกระเป๋าที่มีวัตถุระเบิดไปวางไว้ที่ท่าเรือเจ้าพระยาปริ๊นเซส (ท่าเรือสาทร) ภายในซอยเจริญกรุง 61 ซึ่งจากหลักฐานตามภาพกล้องวงจรปิด พบว่าจำเลยที่ 1 มีการเข้าออกในซอยดังกล่าวจริง แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานหรือพยานยืนยัน รวมถึงไม่มีการนำวัตถุระเบิดที่ไม่ระเบิดออกจากพื้นที่จริง รวมถึงไม่ปรากฏภาพจำเลยที่ 2 รวมอยู่ในสถานที่ดังกล่าวด้วย
จึงเป็นเหตุให้สงสัยและยกผลประโยชน์ให้กับจำเลยทั้ง 2
ขณะที่เรื่องการครอบครองวัตถุระเบิด โดยประเด็นนี้ตำรวจได้หยิบยกพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจที่เข้าจับกุม รวมถึงพยานหลักฐานสำคัญที่ได้จากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 2 นาย ที่พบว่ามีลายพิมพ์นิ้วมือในห้อง 412 และ 414 ตรงกัน อีกทั้งยังมีพยานที่เป็นคนขายสารเคมี 2 คน ยืนยันว่าจำเลยที่ 2 มาซื้อสารเคมีถึงสองครั้งและจดจำได้อย่างแม่นยำ ซึ่งในระหว่างการจับกุมจำเลยทั้งสองได้ยอมรับสารภาพว่าเป็นของตนเอง ดังนั้นศาลเห็นว่าคำกล่าวของจำเลยที่กล่าวอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับสารประกอบวัตถุระเบิด เป็นการกล่าวลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานที่สามารถนำมาหักล้างได้และไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ
สำหรับข้อกล่าวหาของจำเลยทั้ง 2 ประกอบด้วย ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, เจตนาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันมีวัตถุระเบิด, ร่วมกันพกพาอาวุธไปในเมืองหรือที่สาธารณะ, ร่วมกันทำให้ระเบิดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย, ร่วมกันใช้ระเบิด, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ขณะที่จำเลยที่ 1 ยังมีข้อหาเพิ่มที่เกี่ยวข้องกับการเข้าเมืองผิดกฎหมาย
จากนั้นศาลจึงมีคำพิพากษาว่าจำเลยทั้ง 2 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จึงมีคำสั่งพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลยทั้ง 2 และปรับ 1,000 บาท แม้จำเลยทั้ง 2 จะให้การรับสารภาพ แต่ถูกหยิบยกมาใช้ในศาลเพียงบางส่วน อีกทั้งยังพิเคราะห์ว่าในจุดเกิดเหตุมีประชาชนมาสักการะ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 20 คน บาดเจ็บ 126 คน ทรัพย์สินเสียหาย ถือเป็นภยันตราย รวมถึงยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสงบภายในประเทศ จึงไม่มีเหตุให้บรรเทาโทษและให้ประหารสถานเดียว
นอกจากนี้ ทั้งนี้จำเลยทั้ง 2 จะต้องมีการชดใช้ทางแพ่งให้กับโรงพยาบาลตำรวจ ขสมก. กทม. ศาลท้าวมหาพรหม และโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ยอดรวมกว่า 1,309,000 บาท
อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังมีคำพิพากษา นายไมไรลียูซุฟูได้พูดเป็นภาษาไทยว่าขอไว้อาลัยให้กับความยุติธรรมของประเทศไทย ซึ่งเจ้าตัวระบุด้วยว่าตนไม่ยอมรับคำตัดสิน พร้อมถามกลับว่ามีหลักฐานอะไรมาตัดสินตนแบบนี้ และปฏิเสธข้อกล่าวหาทุกอย่าง ทั้งการใช้โทรศัพท์มือถือที่ฝ่ายโจทก์ใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ใช้โทรศัพท์มือถือดังกล่าวและขอให้คนไทยช่วยเหลือกับสิ่งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในครั้งนี้ด้วย
ด้านนายชูชาติ กันภัย และนายจำเริญ พนมภคากร ทนายความของนายอาเด็ม คาราดัก และนายไมไรลียูซุฟู จำเลยในคดีนี้ เปิดเผยภายหลังรับฟังคำพิพากษาว่าศาลได้มีคำพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองคนในข้อหาที่ทำให้เกิดระเบิดและมีผู้เสียชีวิต
อย่างไรก็ตาม ทีมทนายความยืนยันว่าจะใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์อย่างแน่นอน เนื่องจากยังมีอีกหลายประเด็นสำคัญที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัย
สำหรับประเด็นที่จะนำไปใช้ในการต่อสู้ชั้นอุทธรณ์ นายชูชาติยังระบุถึงการต่อสู้ในชั้นศาลทหารเกี่ยวกับกรณีที่จำเลยระบุว่าถูกทำร้ายร่างกายในเรือนจำทหาร ซึ่งในตอนนั้นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้เคยเข้ามาตรวจสอบแล้ว นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องหนังสือเดินทางประเทศตุรกีเล่มสีน้ำเงินที่ถูกยกเลิกการใช้งานไปนานแล้วหลายสิบปีก่อนเกิดเหตุ ซึ่งเป็นหลักฐานที่เคยมีการต่อสู้ไว้ในสำนวนแล้วว่าหนังสือเดินทางดังกล่าวไม่ถูกต้อง
ในส่วนของภาพถ่ายและใบหน้าของจำเลย นายชูชาติชี้ว่าเมื่อเปรียบเทียบใบหน้าในพาสปอร์ตกับตัวจำเลยมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและพยานที่เคยให้การว่าจำเลยมีใบหน้าแหลมนั้น เมื่อให้การจริงกลับระบุว่าเป็นใบหน้ารูปไข่ ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้อาจมีความคลาดเคลื่อน ส่วนประเด็นการลงทะเบียนซิมการ์ดและสัญญาณโทรศัพท์
นายชูชาติระบุด้วยว่าตามพยานหลักฐานว่ามีผู้นำโทรศัพท์มาให้จำเลยหลังจากเดินทางมาถึงประเทศไทย และข้อมูลการใช้โทรศัพท์รวมถึงระบบการตรวจสอบแบบเดิมอาจมีความคลาดเคลื่อน ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้เนื่องจากสัญญาณอาจไปจับที่เสาต้นอื่น
ทั้งนี้ นายชูชาติปฏิเสธว่าทีมต่อสู้คดีไม่ได้เพลี่ยงพล้ำ แต่ได้ทำหน้าที่อย่างละเอียดถี่ถ้วนตามข้อมูลที่มีอยู่และหลังจากนี้จะขอตรวจสอบคำพิพากษาอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อเตรียมยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา 1 เดือน โดยยืนยันว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยยังมีถึง 3 ศาล จึงยังคงต้องต่อสู้ตามขั้นตอนกฎหมายต่อไปและเตรียมจะเดินทางเข้าเยี่ยมจำเลยทั้งสองคนในเรือนจำเร็ว ๆ นี้
ส่วนกรณีที่นายไมไรลียูซุฟูตะโกนที่หน้ากลางบัลลังก์ นายจำเริญเผยว่าเป็นเพราะรู้สึกผิดหวังกับคำพิพากษา พร้อมทั้งยังปฏิเสธกรณีของผู้ต้องหาที่ต่อสู้ว่าไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษได้ โดยยืนยันว่านายอาเด็มไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยได้ แต่นายไมไรลียูซุฟูสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้และพอจะพูดภาษาไทยได้
ภาพ: ธนาภรณ์ วุฒิสนธิ์
#TheReporters #เดอะรีพอร์ตเตอร์ #ระเบิดแยกราชประสงค์
https://www.facebook.com/100069361344864/posts/1388348726820492/?app=fbl