เมื่อเย็นวันพุธที่ผ่านมา นักเรียนผู้รับใช้ในพันธกิจได้นำเสนอโครงการเกี่ยวกับบรรดาสัตว์ในนิกายคาทอลิก คำสอนของพระศาสนจักรเกี่ยวกับความรับผิดชอบทางศีลธรรมของเราที่มีต่อสัตว์ สถานที่ของสรรพสัตว์ในธรรมชาติ และการใช้สัตว์ในเชิงสัญลักษณ์ในศิลปะและภาพเขียนทางศาสนาคริสต์ เป็นการนำเสนอที่น่าสนใจ คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการอภิปราย คือ สัตว์จะได้ไปสวรรค์หรือไม่
คำถามนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด บางคนบอกว่าเนื่องจากสวรรค์เป็นสถานที่แห่งความสุขสมบูรณ์แบบ ถ้าคุณต้องการให้สัตว์เลี้ยงของคุณมีความสุข สัตว์เลี้ยงของคุณก็จะได้ไปสวรรค์ ส่วนคนอื่นๆ บอกว่า สัตว์ไม่ได้ไปสวรรค์เพราะพวกมันไม่มีวิญญาณ คำตอบทั้งสองนี้ไม่ถูกต้อง ดังนั้นเรามาสำรวจประเด็นนี้กันสักหน่อย
+ ผู้ใดมีวิญญาณ? +
วิญญาณ คือ พลังชีวิตของร่างกาย ดังนั้นสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจึงมีวิญญาณ มนุษย์ก็มี สุนัขและแมวก็มี แมลงก็มี ขึ้นฉ่ายก็มี แต่สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีวิญญาณเฉพาะของตนเอง มนุษย์มีวิญญาณของมนุษย์ สุนัขมีวิญญาณของสุนัข แมวมีวิญญาณของแมว และอื่นๆ
หลักฐานที่ยืนยันว่า สัตว์มีวิญญาณนั้น ปรากฏอยู่ในชื่อที่เราตั้งให้พวกมัน คำว่าสัตว์มาจากคำภาษาละตินว่า “anima” ซึ่งหมายถึง “วิญญาณ” คำถามคือ สัตว์มีวิญญาณอมตะที่ยังคงอยู่ต่อไปหลังจากความตายของร่างกายหรือไม่ เราทราบจากพระวาจาของพระเจ้าว่า มนุษย์มี แต่ยังไม่มีการเปิดเผยใดๆ เกี่ยวกับชะตากรรมของวิญญาณสัตว์หลังจากความตาย และถึงแม้เราจะไม่สามารถตัดความเป็นไปได้นี้ออกไปได้ทั้งหมด แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่น่าเชื่อถือใดๆ ที่จะเชื่อว่า พวกมันมีวิญญาณอมตะ
มนุษย์มีที่พิเศษในสิ่งทรงสร้าง เราเป็นเพียงผู้เดียวที่ถูกสร้างขึ้นตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า (ปฐมกาล 1:27) วิญญาณของเรามีสติปัญญาและเจตจำนงเสรี สิ่งนี้ทำให้เรามีความสามารถที่จะรู้จักและรักพระเจ้า
+ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามภาพลักษณ์ของพระองค์ พระองค์ทรงสร้างเขาตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า พระองค์ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง - ปฐมกาล 1:27 การเนรมิตสร้างโลก
สัตว์มีระดับสติปัญญาอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่สติปัญญาเชิงเหตุผล แม้แต่สัตว์ที่แสดงให้เห็นถึงระดับสติปัญญาที่ค่อนข้างสูง เช่น ชิมแปนซีและโลมา ก็ยังห่างไกลจากสิ่งที่เราเรียกว่า เหตุผล ไม่มีชิมแปนซีที่เป็นนักปรัชญา หรือโลมาที่เป็นนักวิทยาศาสตร์
สัตว์ก็เช่นกัน ไม่มีเจตจำนงเสรี พวกมันดำเนินชีวิตโดยอาศัยสัญชาตญาณเป็นหลัก เนื่องจากขาดเหตุผลและเจตจำนงเสรี สัตว์จึงไม่ใช่ผู้กระทำการทางศีลธรรม นั่นหมายความว่า พวกมันไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองในแบบเดียวกับมนุษย์ สัตว์นั้นดี ในแง่ที่ว่าการดำรงอยู่ของพวกมันสะท้อนความดีของพระเจ้า “สิ่งสร้างที่มีความเป็นอยู่หลากหลายตามที่พระเจ้าทรงประสงค์ล้วนฉายแสงแห่งพระปรีชาและความดีไร้ขอบเขตของพระเจ้า แต่ละสิ่งโดยวิธีการของตน” (ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 339) แต่สัตว์ไม่สามารถทำความดีทางศีลธรรมได้ พวกมันไม่สามารถกระทำการที่มีคุณธรรมได้ แต่พวกมันก็ไม่สามารถทำบาปได้เช่นกัน ดังนั้น สมมติว่า วิญญาณของสัตว์รอดพ้นจากความตาย พวกมันก็จะไม่ต้องรับการพิพากษาครั้งสุดท้ายเหมือนอย่างที่เราจะต้องรับ
+ สิ่งสร้างแต่ละอย่างมีความดีและความสมบูรณ์เฉพาะของตน พระคัมภีร์กล่าวถึงงานเนรมิตสร้างแต่ละงาน “ในช่วงเวลาหกวัน” ว่า “และพระเจ้าทรงเห็นว่าดี” “จากธรรมชาติของการเนรมิตสร้างสิ่งสร้างทั้งมวลล้วนมีความมั่นคง ความจริง และความดีตามกฎเกณฑ์และระเบียบเฉพาะของตน” สิ่งสร้างที่มีความเป็นอยู่หลากหลายตามที่พระเจ้าทรงประสงค์ล้วนฉายแสงแห่งพระปรีชาและความดีไร้ขอบเขตของพระเจ้า แต่ละสิ่งโดยวิธีการของตน เพราะเหตุนี้ มนุษย์จึง ต้องเคารพความดีเฉพาะของสิ่งสร้างแต่ละสิ่ง ต้องหลีกเลี่ยงไม่ใช้สิ่งต่างๆ อย่างไร้ระเบียบ ซึ่งจะเป็นการดูหมิ่นพระผู้สร้างและก่อให้เกิดผลร้ายตามมาสำหรับมนุษย์และสภาพแวดล้อมของสิ่งสร้างเหล่านี้ - ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 339 II. โลกที่เราแลเห็น
+ สวรรค์คืออะไร? +
ตามประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก “ในบรรดาสิ่งสร้างที่เราแลเห็นได้ มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่มีสมรรถภาพ จะรู้จักและรักพระผู้เนรมิตสร้างตนได้” (ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 356) นี่คือ แก่นแท้ของสวรรค์
+ ในบรรดาสิ่งสร้างที่เราแลเห็นได้ มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่มีสมรรถภาพ “จะรู้จักและรักพระผู้เนรมิตสร้างตนได้” “เป็นสิ่งสร้างเพียงหนึ่งเดียวในโลกนี้ที่พระเจ้าทรงพระประสงค์เพราะตนเอง” มนุษย์เท่านั้นได้รับเรียกให้มีส่วนในชีวิตของพระเจ้าโดยรู้จักและรักพระองค์ มนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อจุดประสงค์นี้และเหตุผลพื้นฐานแห่งศักดิ์ศรีของมนุษย์ก็อยู่ที่ตรงนี้ - ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 356 I. “ตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า”
สวรรค์เป็นมากกว่าสถานที่ที่เราได้สัมผัสกับความสุขที่สมบูรณ์แบบ สวรรค์คือความสัมพันธ์ มันคือ “ชีวิตที่สมบูรณ์เช่นนี้พร้อมกับพระตรีเอกภาพศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง” (ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 1024) มันคือ “ชุมชนของทุกคนที่ร่วมส่วนเป็นพระวรกายเดียวกับพระองค์อย่างสมบูรณ์” (ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 1026) สัตว์ต่างๆ สามารถมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเช่นนี้กับพระผู้สร้างของพวกมันได้หรือไม่?
+ เราเรียกชีวิตที่สมบูรณ์เช่นนี้พร้อมกับพระตรีเอกภาพศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง การร่วมชีวิตกับพระองค์กับพระนางมารีย์พรหมจารี กับบรรดาทูตสวรรค์และผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายนี้ว่า “สวรรค์” สวรรค์เป็นจุดหมายสุดท้ายและความสำเร็จบริบูรณ์ของความกระหายที่ลึกซิ้งของมนุษย์ เป็นสภาพความสุขสุดยอดและเด็ดขาดที่คงอยู่ตลอดไป - ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 1024 II.สวรรค์
+ พระเยซูคริสตเจ้าทรง “เปิด” สวรรค์ให้เราโดยการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์ ชีวิตของบรรดาผู้รับความสุขในสวรรค์อยู่ที่การได้รับผลการไถ่กู้อย่างเต็มที่ตามที่พระคริสตเจ้าทรงทำให้สำเร็จแล้ว พระองค์ทรงทำให้ผู้ที่มีความเชื่อในพระองค์และยังคงซื่อสัตย์ต่อพระประสงค์ได้มีส่วนร่วมกับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ในสวรรค์ สวรรค์เป็นชุมชนของทุกคนที่ร่วมส่วนเป็นพระวรกายเดียวกับพระองค์อย่างสมบูรณ์ - ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 1026 II.สวรรค์
อีกครั้ง ไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่า พวกเขาเป็นเช่นนั้น แม้ว่าประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิกจะยืนยันว่า “สิ่งสร้างแต่ละอย่างมีความดีและความสมบูรณ์เฉพาะของตน” (ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 339) แต่มีเพียงมนุษย์เท่านั้น “ได้รับเรียกให้มีส่วนในชีวิตของพระเจ้าโดยรู้จักและรักพระองค์” (ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 356)
🇻🇦 มนุษย์แต่ละคน เพราะสร้างขึ้นมาตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า มีศักดิ์ศรีเป็น “บุคคล” ไม่เป็น เพียง “อะไรสิ่งหนึ่ง” แต่เป็น “ใครคนหนึ่ง” มนุษย์มีสมรรถภาพจะรู้จักตนเอง ควบคุมตนเองและมอบตนเองให้แก่ผู้อื่นได้โดยอิสระเสรี รวมทั้งเข้าไปมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นได้ อาศัยพระหรรษทานมนุษย์ได้รับเรียกมาให้ทำพันธสัญญากับพระผู้เนรมิตสร้างตน ให้แสดงความเชื่อและความรักเพื่อตอบสนองพระองค์ ไม่มีผู้ใดอื่นอาจแสดงการกระทำเช่นนี้แทนเขาได้ - ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 357 I. “ตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า”
แม้แต่เราผู้ซึ่งถูกสร้างขึ้นตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า ก็ไม่อาจเข้าสู่สวรรค์ได้หากปราศจากพระหรรษทานของพระเจ้า ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดมีสิทธิ์ที่จะมีส่วนร่วมในชีวิตของพระผู้สร้าง นี่เป็นของขวัญจากพระเจ้าที่มอบให้แก่เรา
พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงรับเอาพระธรรมชาติของมนุษย์ และทรงรวมมนุษยชาติกับพระธรรมชาติพระเจ้าเข้าด้วยกันตลอดไป คำสอนของพระศาสนจักรเตือนเราว่า “พระเยซูคริสตเจ้าทรง เปิด สวรรค์ให้เราโดยการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์” (ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 1026) พระองค์ไม่ได้ทรงบังเกิดเป็นสัตว์ พระองค์ไม่ได้ทรงทนทุกข์ทรมาน , สิ้นพระชนม์ และกลับฟื้นคืนพระชนม์ชีพเหมือนสัตว์ พระองค์ไม่ได้เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ด้วยพระธรรมชาติของสัตว์ พระองค์ทรงทำทุกสิ่งเหล่านั้นในฐานะหนึ่งในพวกเรา เพื่อที่เราจะมีโอกาสได้อยู่กับพระองค์ในสวรรค์ตลอดไป
เนื่องจากสรรพสิ่งทั้งปวงล้มลงเมื่ออาดัมล้มลง ก็เป็นความจริงเช่นกันว่า สรรพสิ่งทั้งปวงได้รับการไถ่บาปเมื่อพระคริสตเจ้า ผู้เป็นอาดัมใหม่ ทรงไถ่บาปเรา นี่เป็นเพราะพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้ยืนอยู่บนหัวของสรรพสิ่งทั้งปวง “เพื่อ […] ถวายสิ่งสร้างทั้งมวลแด่พระองค์” (ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 358) เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับเรา ก็จะเกิดขึ้นกับสรรพสิ่งทั้งปวงในโลกที่ทรงสร้าง และมีเหตุผลที่ดีที่จะเชื่อว่า สัตว์ต่างๆจะเป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งใหม่ที่เราจะได้สัมผัสในชีวิตหลังความตาย
+ พระเจ้าทรงเนรมิตทุกสิ่งเพื่อมนุษย์ มนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อรับใช้พระเจ้า เพื่อรักพระองค์ และถวายสิ่งสร้างทั้งมวลแด่พระองค์ - ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 358
+ โลกใหม่ +
พระคัมภีร์กล่าวถึง “สวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่” ที่จะถูกสร้างขึ้นในตอนปลายยุค (วิวรณ์ 21:1, อิสยาห์ 65:17) นี่เป็นแง่มุมหนึ่งของชีวิตหลังความตายที่เรามักลืมไปเมื่อพูดถึงสวรรค์ หลังจากการกลับคืนชีพครั้งใหญ่ เราจะมีร่างกาย และร่างกายเหล่านั้นต้องการโลกทางกายภาพเพื่ออยู่อาศัย นั่นคือแผ่นดินโลกใหม่ และเนื่องจากร่างกายใหม่ของเราจะเหมือนกับร่างกายที่เรามีอยู่ตอนนี้ เพียงแต่ได้รับการยกย่องให้งดงามขึ้น แผ่นดินโลกใหม่จึงน่าจะเหมือนกับแผ่นดินโลกที่เราอาศัยอยู่ตอนนี้ เพียงแต่ได้รับการยกย่องให้งดงามขึ้นเช่นกัน นั่นหมายความว่า มันน่าจะมีสัตว์ต่างๆอยู่ด้วย อันที่จริง พระคัมภีร์กล่าวถึงสัตว์หลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับโลกที่จะมาถึง
+ แล้วข้าพเจ้าเห็นฟ้าใหม่และแผ่นดินใหม่ เพราะฟ้าและแผ่นดินเดิมสูญหายไป ไม่มีทะเลอีกต่อไป - วิวรณ์ 21:1 นครเยรูซาเล็มในสวรรค์
+ ดูซิ เราจะสร้างฟ้าใหม่และแผ่นดินใหม่ จะไม่มีผู้ใดคิดถึงและจดจำเรื่องราวในอดีตอีก - อิสยาห์ 65:17 การตัดสินลงโทษที่จะมาถึง
+ สุนัขป่าจะอยู่กับลูกแกะ เสือดาวจะนอนอยู่กับลูกแพะ ลูกโคและลูกสิงโตจะหากินอยู่ด้วยกัน เด็กคนหนึ่งก็ยังนำมันไปได้ แม่โคกับหมีจะหากินด้วยกัน ลูกของมันจะนอนอยู่ด้วยกัน สิงโตจะกินฟางเหมือนโคเพศผู้ ทารกที่ยังไม่หย่านมจะเล่นอยู่ที่ปากรูงูเห่า เด็กที่หย่านมแล้วจะเอามือวางที่รังของงูพิษ - อิสยาห์ 11:6-8 เชื้อพระวงศ์ของกษัตริย์ดาวิด
เราต้องตระหนักว่า ภาษาที่บรรยายถึงสวรรค์ในพระคัมภีร์นั้นมักจะเป็นเชิงสัญลักษณ์เสมอ (ในที่นี้หมายถึง สันติสุขอันยิ่งใหญ่ที่จะรอเราอยู่) แต่เนื่องจากพระเจ้าทรงเห็นว่า เป็นการดีที่จะสร้างสัตว์ให้เป็นส่วนหนึ่งของการทรงสร้างนี้ และทรงใช้สัตว์เหล่านั้น (แม้จะเป็นเชิงสัญลักษณ์) ในการบรรยายถึงการทรงสร้างใหม่ จึงเป็นเหตุผลที่สมควรเชื่อได้ว่า สัตว์จะอยู่กับเราในโลกหน้า
สัตว์ในโลกใหม่จะเป็นสัตว์ชนิดเดียวกับในโลกนี้ที่กลับคืนชีพขึ้นมาหรือไม่? หรือจะเป็นสัตว์ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่? นี่เป็นสิ่งที่เราไม่รู้ เพราะยังไม่มีการเปิดเผยให้เราทราบ
บรรดาสัตว์ไปสวรรค์ได้หรือไม่?
เมื่อเย็นวันพุธที่ผ่านมา นักเรียนผู้รับใช้ในพันธกิจได้นำเสนอโครงการเกี่ยวกับบรรดาสัตว์ในนิกายคาทอลิก คำสอนของพระศาสนจักรเกี่ยวกับความรับผิดชอบทางศีลธรรมของเราที่มีต่อสัตว์ สถานที่ของสรรพสัตว์ในธรรมชาติ และการใช้สัตว์ในเชิงสัญลักษณ์ในศิลปะและภาพเขียนทางศาสนาคริสต์ เป็นการนำเสนอที่น่าสนใจ คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการอภิปราย คือ สัตว์จะได้ไปสวรรค์หรือไม่
คำถามนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด บางคนบอกว่าเนื่องจากสวรรค์เป็นสถานที่แห่งความสุขสมบูรณ์แบบ ถ้าคุณต้องการให้สัตว์เลี้ยงของคุณมีความสุข สัตว์เลี้ยงของคุณก็จะได้ไปสวรรค์ ส่วนคนอื่นๆ บอกว่า สัตว์ไม่ได้ไปสวรรค์เพราะพวกมันไม่มีวิญญาณ คำตอบทั้งสองนี้ไม่ถูกต้อง ดังนั้นเรามาสำรวจประเด็นนี้กันสักหน่อย
+ ผู้ใดมีวิญญาณ? +
วิญญาณ คือ พลังชีวิตของร่างกาย ดังนั้นสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจึงมีวิญญาณ มนุษย์ก็มี สุนัขและแมวก็มี แมลงก็มี ขึ้นฉ่ายก็มี แต่สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีวิญญาณเฉพาะของตนเอง มนุษย์มีวิญญาณของมนุษย์ สุนัขมีวิญญาณของสุนัข แมวมีวิญญาณของแมว และอื่นๆ
หลักฐานที่ยืนยันว่า สัตว์มีวิญญาณนั้น ปรากฏอยู่ในชื่อที่เราตั้งให้พวกมัน คำว่าสัตว์มาจากคำภาษาละตินว่า “anima” ซึ่งหมายถึง “วิญญาณ” คำถามคือ สัตว์มีวิญญาณอมตะที่ยังคงอยู่ต่อไปหลังจากความตายของร่างกายหรือไม่ เราทราบจากพระวาจาของพระเจ้าว่า มนุษย์มี แต่ยังไม่มีการเปิดเผยใดๆ เกี่ยวกับชะตากรรมของวิญญาณสัตว์หลังจากความตาย และถึงแม้เราจะไม่สามารถตัดความเป็นไปได้นี้ออกไปได้ทั้งหมด แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่น่าเชื่อถือใดๆ ที่จะเชื่อว่า พวกมันมีวิญญาณอมตะ
มนุษย์มีที่พิเศษในสิ่งทรงสร้าง เราเป็นเพียงผู้เดียวที่ถูกสร้างขึ้นตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า (ปฐมกาล 1:27) วิญญาณของเรามีสติปัญญาและเจตจำนงเสรี สิ่งนี้ทำให้เรามีความสามารถที่จะรู้จักและรักพระเจ้า
+ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามภาพลักษณ์ของพระองค์ พระองค์ทรงสร้างเขาตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า พระองค์ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง - ปฐมกาล 1:27 การเนรมิตสร้างโลก
สัตว์มีระดับสติปัญญาอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่สติปัญญาเชิงเหตุผล แม้แต่สัตว์ที่แสดงให้เห็นถึงระดับสติปัญญาที่ค่อนข้างสูง เช่น ชิมแปนซีและโลมา ก็ยังห่างไกลจากสิ่งที่เราเรียกว่า เหตุผล ไม่มีชิมแปนซีที่เป็นนักปรัชญา หรือโลมาที่เป็นนักวิทยาศาสตร์
สัตว์ก็เช่นกัน ไม่มีเจตจำนงเสรี พวกมันดำเนินชีวิตโดยอาศัยสัญชาตญาณเป็นหลัก เนื่องจากขาดเหตุผลและเจตจำนงเสรี สัตว์จึงไม่ใช่ผู้กระทำการทางศีลธรรม นั่นหมายความว่า พวกมันไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองในแบบเดียวกับมนุษย์ สัตว์นั้นดี ในแง่ที่ว่าการดำรงอยู่ของพวกมันสะท้อนความดีของพระเจ้า “สิ่งสร้างที่มีความเป็นอยู่หลากหลายตามที่พระเจ้าทรงประสงค์ล้วนฉายแสงแห่งพระปรีชาและความดีไร้ขอบเขตของพระเจ้า แต่ละสิ่งโดยวิธีการของตน” (ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 339) แต่สัตว์ไม่สามารถทำความดีทางศีลธรรมได้ พวกมันไม่สามารถกระทำการที่มีคุณธรรมได้ แต่พวกมันก็ไม่สามารถทำบาปได้เช่นกัน ดังนั้น สมมติว่า วิญญาณของสัตว์รอดพ้นจากความตาย พวกมันก็จะไม่ต้องรับการพิพากษาครั้งสุดท้ายเหมือนอย่างที่เราจะต้องรับ
+ สิ่งสร้างแต่ละอย่างมีความดีและความสมบูรณ์เฉพาะของตน พระคัมภีร์กล่าวถึงงานเนรมิตสร้างแต่ละงาน “ในช่วงเวลาหกวัน” ว่า “และพระเจ้าทรงเห็นว่าดี” “จากธรรมชาติของการเนรมิตสร้างสิ่งสร้างทั้งมวลล้วนมีความมั่นคง ความจริง และความดีตามกฎเกณฑ์และระเบียบเฉพาะของตน” สิ่งสร้างที่มีความเป็นอยู่หลากหลายตามที่พระเจ้าทรงประสงค์ล้วนฉายแสงแห่งพระปรีชาและความดีไร้ขอบเขตของพระเจ้า แต่ละสิ่งโดยวิธีการของตน เพราะเหตุนี้ มนุษย์จึง ต้องเคารพความดีเฉพาะของสิ่งสร้างแต่ละสิ่ง ต้องหลีกเลี่ยงไม่ใช้สิ่งต่างๆ อย่างไร้ระเบียบ ซึ่งจะเป็นการดูหมิ่นพระผู้สร้างและก่อให้เกิดผลร้ายตามมาสำหรับมนุษย์และสภาพแวดล้อมของสิ่งสร้างเหล่านี้ - ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 339 II. โลกที่เราแลเห็น
+ สวรรค์คืออะไร? +
ตามประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก “ในบรรดาสิ่งสร้างที่เราแลเห็นได้ มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่มีสมรรถภาพ จะรู้จักและรักพระผู้เนรมิตสร้างตนได้” (ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 356) นี่คือ แก่นแท้ของสวรรค์
+ ในบรรดาสิ่งสร้างที่เราแลเห็นได้ มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่มีสมรรถภาพ “จะรู้จักและรักพระผู้เนรมิตสร้างตนได้” “เป็นสิ่งสร้างเพียงหนึ่งเดียวในโลกนี้ที่พระเจ้าทรงพระประสงค์เพราะตนเอง” มนุษย์เท่านั้นได้รับเรียกให้มีส่วนในชีวิตของพระเจ้าโดยรู้จักและรักพระองค์ มนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อจุดประสงค์นี้และเหตุผลพื้นฐานแห่งศักดิ์ศรีของมนุษย์ก็อยู่ที่ตรงนี้ - ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 356 I. “ตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า”
สวรรค์เป็นมากกว่าสถานที่ที่เราได้สัมผัสกับความสุขที่สมบูรณ์แบบ สวรรค์คือความสัมพันธ์ มันคือ “ชีวิตที่สมบูรณ์เช่นนี้พร้อมกับพระตรีเอกภาพศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง” (ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 1024) มันคือ “ชุมชนของทุกคนที่ร่วมส่วนเป็นพระวรกายเดียวกับพระองค์อย่างสมบูรณ์” (ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 1026) สัตว์ต่างๆ สามารถมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเช่นนี้กับพระผู้สร้างของพวกมันได้หรือไม่?
+ เราเรียกชีวิตที่สมบูรณ์เช่นนี้พร้อมกับพระตรีเอกภาพศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง การร่วมชีวิตกับพระองค์กับพระนางมารีย์พรหมจารี กับบรรดาทูตสวรรค์และผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายนี้ว่า “สวรรค์” สวรรค์เป็นจุดหมายสุดท้ายและความสำเร็จบริบูรณ์ของความกระหายที่ลึกซิ้งของมนุษย์ เป็นสภาพความสุขสุดยอดและเด็ดขาดที่คงอยู่ตลอดไป - ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 1024 II.สวรรค์
+ พระเยซูคริสตเจ้าทรง “เปิด” สวรรค์ให้เราโดยการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์ ชีวิตของบรรดาผู้รับความสุขในสวรรค์อยู่ที่การได้รับผลการไถ่กู้อย่างเต็มที่ตามที่พระคริสตเจ้าทรงทำให้สำเร็จแล้ว พระองค์ทรงทำให้ผู้ที่มีความเชื่อในพระองค์และยังคงซื่อสัตย์ต่อพระประสงค์ได้มีส่วนร่วมกับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ในสวรรค์ สวรรค์เป็นชุมชนของทุกคนที่ร่วมส่วนเป็นพระวรกายเดียวกับพระองค์อย่างสมบูรณ์ - ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 1026 II.สวรรค์
อีกครั้ง ไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่า พวกเขาเป็นเช่นนั้น แม้ว่าประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิกจะยืนยันว่า “สิ่งสร้างแต่ละอย่างมีความดีและความสมบูรณ์เฉพาะของตน” (ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 339) แต่มีเพียงมนุษย์เท่านั้น “ได้รับเรียกให้มีส่วนในชีวิตของพระเจ้าโดยรู้จักและรักพระองค์” (ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 356)
🇻🇦 มนุษย์แต่ละคน เพราะสร้างขึ้นมาตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า มีศักดิ์ศรีเป็น “บุคคล” ไม่เป็น เพียง “อะไรสิ่งหนึ่ง” แต่เป็น “ใครคนหนึ่ง” มนุษย์มีสมรรถภาพจะรู้จักตนเอง ควบคุมตนเองและมอบตนเองให้แก่ผู้อื่นได้โดยอิสระเสรี รวมทั้งเข้าไปมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นได้ อาศัยพระหรรษทานมนุษย์ได้รับเรียกมาให้ทำพันธสัญญากับพระผู้เนรมิตสร้างตน ให้แสดงความเชื่อและความรักเพื่อตอบสนองพระองค์ ไม่มีผู้ใดอื่นอาจแสดงการกระทำเช่นนี้แทนเขาได้ - ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 357 I. “ตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า”
แม้แต่เราผู้ซึ่งถูกสร้างขึ้นตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า ก็ไม่อาจเข้าสู่สวรรค์ได้หากปราศจากพระหรรษทานของพระเจ้า ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดมีสิทธิ์ที่จะมีส่วนร่วมในชีวิตของพระผู้สร้าง นี่เป็นของขวัญจากพระเจ้าที่มอบให้แก่เรา
พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงรับเอาพระธรรมชาติของมนุษย์ และทรงรวมมนุษยชาติกับพระธรรมชาติพระเจ้าเข้าด้วยกันตลอดไป คำสอนของพระศาสนจักรเตือนเราว่า “พระเยซูคริสตเจ้าทรง เปิด สวรรค์ให้เราโดยการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์” (ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 1026) พระองค์ไม่ได้ทรงบังเกิดเป็นสัตว์ พระองค์ไม่ได้ทรงทนทุกข์ทรมาน , สิ้นพระชนม์ และกลับฟื้นคืนพระชนม์ชีพเหมือนสัตว์ พระองค์ไม่ได้เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ด้วยพระธรรมชาติของสัตว์ พระองค์ทรงทำทุกสิ่งเหล่านั้นในฐานะหนึ่งในพวกเรา เพื่อที่เราจะมีโอกาสได้อยู่กับพระองค์ในสวรรค์ตลอดไป
เนื่องจากสรรพสิ่งทั้งปวงล้มลงเมื่ออาดัมล้มลง ก็เป็นความจริงเช่นกันว่า สรรพสิ่งทั้งปวงได้รับการไถ่บาปเมื่อพระคริสตเจ้า ผู้เป็นอาดัมใหม่ ทรงไถ่บาปเรา นี่เป็นเพราะพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้ยืนอยู่บนหัวของสรรพสิ่งทั้งปวง “เพื่อ […] ถวายสิ่งสร้างทั้งมวลแด่พระองค์” (ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 358) เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับเรา ก็จะเกิดขึ้นกับสรรพสิ่งทั้งปวงในโลกที่ทรงสร้าง และมีเหตุผลที่ดีที่จะเชื่อว่า สัตว์ต่างๆจะเป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งใหม่ที่เราจะได้สัมผัสในชีวิตหลังความตาย
+ พระเจ้าทรงเนรมิตทุกสิ่งเพื่อมนุษย์ มนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อรับใช้พระเจ้า เพื่อรักพระองค์ และถวายสิ่งสร้างทั้งมวลแด่พระองค์ - ประมวลคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 358
+ โลกใหม่ +
พระคัมภีร์กล่าวถึง “สวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่” ที่จะถูกสร้างขึ้นในตอนปลายยุค (วิวรณ์ 21:1, อิสยาห์ 65:17) นี่เป็นแง่มุมหนึ่งของชีวิตหลังความตายที่เรามักลืมไปเมื่อพูดถึงสวรรค์ หลังจากการกลับคืนชีพครั้งใหญ่ เราจะมีร่างกาย และร่างกายเหล่านั้นต้องการโลกทางกายภาพเพื่ออยู่อาศัย นั่นคือแผ่นดินโลกใหม่ และเนื่องจากร่างกายใหม่ของเราจะเหมือนกับร่างกายที่เรามีอยู่ตอนนี้ เพียงแต่ได้รับการยกย่องให้งดงามขึ้น แผ่นดินโลกใหม่จึงน่าจะเหมือนกับแผ่นดินโลกที่เราอาศัยอยู่ตอนนี้ เพียงแต่ได้รับการยกย่องให้งดงามขึ้นเช่นกัน นั่นหมายความว่า มันน่าจะมีสัตว์ต่างๆอยู่ด้วย อันที่จริง พระคัมภีร์กล่าวถึงสัตว์หลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับโลกที่จะมาถึง
+ แล้วข้าพเจ้าเห็นฟ้าใหม่และแผ่นดินใหม่ เพราะฟ้าและแผ่นดินเดิมสูญหายไป ไม่มีทะเลอีกต่อไป - วิวรณ์ 21:1 นครเยรูซาเล็มในสวรรค์
+ ดูซิ เราจะสร้างฟ้าใหม่และแผ่นดินใหม่ จะไม่มีผู้ใดคิดถึงและจดจำเรื่องราวในอดีตอีก - อิสยาห์ 65:17 การตัดสินลงโทษที่จะมาถึง
+ สุนัขป่าจะอยู่กับลูกแกะ เสือดาวจะนอนอยู่กับลูกแพะ ลูกโคและลูกสิงโตจะหากินอยู่ด้วยกัน เด็กคนหนึ่งก็ยังนำมันไปได้ แม่โคกับหมีจะหากินด้วยกัน ลูกของมันจะนอนอยู่ด้วยกัน สิงโตจะกินฟางเหมือนโคเพศผู้ ทารกที่ยังไม่หย่านมจะเล่นอยู่ที่ปากรูงูเห่า เด็กที่หย่านมแล้วจะเอามือวางที่รังของงูพิษ - อิสยาห์ 11:6-8 เชื้อพระวงศ์ของกษัตริย์ดาวิด
เราต้องตระหนักว่า ภาษาที่บรรยายถึงสวรรค์ในพระคัมภีร์นั้นมักจะเป็นเชิงสัญลักษณ์เสมอ (ในที่นี้หมายถึง สันติสุขอันยิ่งใหญ่ที่จะรอเราอยู่) แต่เนื่องจากพระเจ้าทรงเห็นว่า เป็นการดีที่จะสร้างสัตว์ให้เป็นส่วนหนึ่งของการทรงสร้างนี้ และทรงใช้สัตว์เหล่านั้น (แม้จะเป็นเชิงสัญลักษณ์) ในการบรรยายถึงการทรงสร้างใหม่ จึงเป็นเหตุผลที่สมควรเชื่อได้ว่า สัตว์จะอยู่กับเราในโลกหน้า
สัตว์ในโลกใหม่จะเป็นสัตว์ชนิดเดียวกับในโลกนี้ที่กลับคืนชีพขึ้นมาหรือไม่? หรือจะเป็นสัตว์ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่? นี่เป็นสิ่งที่เราไม่รู้ เพราะยังไม่มีการเปิดเผยให้เราทราบ