ที่มาของวิดีโอ
เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผม ผู้ที่ยึดวิทยาศาสตร์เป็นหลัก และผมว่าผมเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดกว้างทางความคิด พยายามจะคิดตามสิ่งที่อ.ชารีฟพูดในวิดีโอแล้ว ก็คิดว่ายังเป็นการโยงที่เกินจริง และมีสิ่งที่ยังไม่น่าเชื่อถืออยู่ดี
1. Bigbang ในอัลกุรอ่าน
อ.ชารีฟได้อ้างว่า อัลกุรอ่านพูดถึงทฤษฎี Big bang โดยพูดถึงการระเบิดครั้งใหญ่ของจักรวาล และการขยายออกของจักรวาล โดยได้ยก:
1.1 ซูเราะห์ที่ 21: 30 ในข้อนี้ ไม่ได้กล่าวถึงการระเบิดโดยตรงเลย แต่พูดถึงการที่ฟ้า และแผ่นดิน เคยอยู่ด้วยกัน แล้วจึงแยกออก ซึ่งการแยกออก กับการระเบิด มันไม่เหมือนกันซะทีเดียว ซึ่งถ้าพูดตามทฤษฎี Big bang จริงๆแล้ว ควรเรียกว่าการขยายพองออก เหมือนการเป่าลูกโป่งมากกว่า ไม่ใช่การแยกออก และคำว่า “แยกออก” สามารถตีความได้หลายแบบมาก เช่น: แยกฟ้ากับดิน, แยกความโกลาหลออกเป็นระเบียบ, แยกสวรรค์กับโลก
1.2 ซูเราะห์ที่ 51: 47 ถึงแม้ข้อนี้จะกล่าวถึง 'การขยาย' แต่ก็ไม่ได้บอกว่า "ขยายต่อไป และตอนนี้ยังขยายอยู่ และกำลังขยายอยู่ตลอดเวลา" อย่างที่.ชารีฟได้กล่าว แต่เป็นการกล่าวถึงพลังอำนาจของพระเจ้า โดยเชื่อมโยงกับ 'ท้างฟ้า' มากกว่า การที่มนุษย์เงยหน้ามองท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ครอบอยู่บนหัวเราทุกคน แล้วรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ และนำมาเชื่อมโยงกับพลังของพระเจ้าจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
1.3 ซูเราะห์ที่ 41: 11 ข้อนี้กล่าวถูกอย่างนึง เรื่องการเป็นหมอกควัน แต่ปัญหาคือท่อนนี้ไม่ได้กล่าวถึงการสร้างจักรวาลโดยตรง แต่สะท้อนให้เห็นว่าทุกสิ่งในสากลจักรวาลล้วนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และอำนาจควบคุมของพระองค์ สิ่งไม่มีชีวิตเหล่านั้นตอบรับคำสั่งและดำเนินไปตามระบบระเบียบที่ถูกวางไว้ และ 'หมอกควัน' ในที่นี้ไม่ได้กล่าวเจาะจงว่าเป็นก๊าสแบบไหนตามหลักวิทยาศาสตร์ และถ้าคนมองขึ้นไปบนฟ้าบน ก็ย่อมจะเห็นหมอกควัน(เมฆ)อยู่แล้ว ซึ่งถ้ามนุษย์จะคิดว่าจักรวาลเกิดจากเมฆหมอกควัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
2. การโคจร และการหมุนรอบตัวเอง
อ. ชารีฟได้ยก ซูเราะห์ที่ 21: 33 ซึ่งกล่าวถึงการหมุนวนจริง แต่ถ้าจะเชื่อมโยงกับการโคจรของดาวเคราะห์ในอวกาศก็ยังเกินไปหน่อย มนุษย์โบราณก่อนยุคกำเนิดศาสนาอิสลาม ไม่เพียงแต่สังเกตเห็นการหมุนวนของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และหมู่ดาวเท่านั้น แต่พวกเขายังใช้การเคลื่อนที่ของวัตถุท้องฟ้าเหล่านี้ในการดำรงชีวิต ทำปฏิทิน และคำนวณทิศทางมานานหลายพันปีแล้ว ก่อนที่ศาสนาอิสลามจะถือกำเนิดขึ้น ชาวอาหรับโบราณก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดูดาว โดยมีความรู้ที่เรียกว่า "อิลม์ อัล-อันวาอ์" (Ilm al-Anwa') คือวิชาที่สังเกตการขึ้น-ตกของกลุ่มดาวเฉพาะกลุ่ม เพื่อใช้ในการนำทางข้ามทะเลทราย แต่อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นเพียงวิชาที่เก่าแก่ดั้งเดิม ภาพที่คนโบราณเห็นเป็นเพียงดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก เห็นหมู่ดาวหมุนวนรอบดาวเหนือ ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าโลกหมุนรอบตัวเอง และดวงอาทิตย์ก็มีวงโคจรของมันเองในกาแล็กซี ไม่ได้หมุนรอบโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่อัลกุรอ่านไม่ได้กล่าวไว้เช่นกัน
3. ภูเขาเปรียบเหมือนหมุดปักเต็นท์?
อ. ชารีฟได้ยก ซูเราะห์ที่ 78: 7 ตอนแรกผมก็คิดว่าดูสมเหตุสมผล ภูเขาดูเหมือนสิ่งที่ “ตรึง” แผ่นดิน หรือเป็นภาพเปรียบเทียบความมั่นคง ยอดเขาเหมือนยอดหลังคาเต็นท์ แนวเขาไล่ลงมาเป็นฐานตรึงไว้ ดูมั่นคงแข็งแรง อันนี้เป็นการเปรียบเทียบเชิงกวี ซึ่งพบได้ปกติในภาษาศาสนา แต่ปัญหาคือ ที่อ.ชารีฟพูด กลับจะสื่อว่าภูเขามี “ราก” ลึกลงไปใต้ดินเหมือนหมุดเต็นท์ ถ้ามองตามวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มันไม่ตรงนัก ภูเขาไม่ได้ตรึงโลกไว้ ตรงกันข้ามเลย ภูเขาหลายแห่งเกิดจากการชนกันของแผ่นเปลือกโลก, การยกตัว, รอยเลื่อน, ซึ่งเป็นบริเวณที่แผ่นดินไหวเกิดบ่อย เปลือกโลกเคลื่อนไหวสูง ดังนั้นภูเขาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหมุด แต่เป็นผลลัพธ์ของการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกมากกว่า
4. การบรรจบของ น้ำทะเล กับ น้ำจืด
ในอัลกุรอาน ซูเราะห์ที่ 55: 19-20 ความจริงคือภูมิศาสตร์ของคาบสมุทรอาหรับไม่ได้มีแค่ทะเลทรายที่แห้งแล้ง แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นทะเลทราย แต่นครมักกะฮ์และมะดีนะฮ์ ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าที่เชื่อมต่อกับเมืองท่าสำคัญ และตัวคาบสมุทรอาหรับเองก็ถูกขนาบด้วยทะเลถึง 3 ด้าน คือ ทะเลแดง, อ่าวเปอร์เซีย และทะเลอาหรับ ปรากฏการณ์น้ำจืดในทะเลที่เด่นชัดที่สุดในโลก อยู่ที่นั่น มีปรากฏการณ์ธรรมชาติที่โด่งดังมาตั้งแต่โบราณ คือ "ตาน้ำจืดใต้ทะเลเค็ม" (Artesian Springs) น้ำจืดปะทุขึ้นมาจากใต้ดินผ่านชั้นหินใต้ทะเล ทำให้นักดำน้ำหาหอยมุกโบราณสามารถดำลงไปตักน้ำจืดดื่มกลางทะเลเค็มได้ ปรากฏการณ์การแยกตัวของน้ำจืดและน้ำเค็มนี้เป็นที่รับรู้และบันทึกโดยนักเดินทางและชาวประมงแถบนั้นมานานแล้ว หรือพูดสั้นๆง่ายๆ "แค่มีตามองเห็นก็รู้แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลก"
5. ทารกในครรภ์มารดา
ในอัลกุรอาน ซูเราะห์ที่ 96: 2 อันนี้ค่อนข้างเข้าไกล้ความจริงพอสมควร แต่ก็ยังไม่ถึงกับน่าแปลกใจ เรื่อง “ก้อนเลือด” จริงๆค่อนข้างขัดกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ด้วย คำว่า “alaqah” ถูกแปลจำนวนมากว่า ก้อนเลือด เลือดจับตัว สิ่งเกาะติด แต่ตัวอ่อนมนุษย์จริงๆไม่เคยเป็น “ก้อนเลือด” ตามความหมายทางชีววิทยา ดังนั้นอ.ชารีฟ รวมถึงนักตีความสมัยใหม่บางคนจึงพยายามเปลี่ยนการแปลไปทาง “สิ่งที่เกาะผนังมดลูก” หรือ “คล้ายปลิง” แทน แล้วมันคือปฏิหาริย์เลยไหม ที่กุรอ่านพูดถึงทารกแรกเริ่มในครรภ์ที่เหมือนปลิง? จริงๆแล้วคนโบราณรู้เรื่องตัวอ่อนมากกว่าที่หลายคนคิด ก่อนอิสลามหลายร้อยปี นักคิดกรีก ก็เขียนเรื่องตัวอ่อนสัตว์แล้ว และก็มีทฤษฎีพัฒนาการทารกที่ส่งอิทธิพลต่อโลกเมดิเตอร์เรเนียนและตะวันออกกลางมาก และถ้าพูดง่ายๆ คนโบราณน่าจะสังเกตได้ว่าผู้หญิงท้องเริ่มจากเล็กก่อน แล้วค่อยโต และยังรวมถึง การแท้ง การผ่าซากสัตว์ การดูตัวอ่อนสัตว์ในไข่ การคลอดลูก มนุษย์โบราณเห็นสิ่งเหล่านี้มาตลอดประวัติศาสตร์ เช่น คนเลี้ยงสัตว์สามารถ เปิดไข่ไก่แต่ละวันดูการเติบโตของลูกเจี๊ยบ เห็นตัวอ่อนในสัตว์ที่แท้ง เห็นสายสะดือ รก เลือด และถุงน้ำคร่ำ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่เกินจินตนาการของคนโบราณเลย
6. โลกกลมเหมือนไข่นกกระจอกเทศ
ในอัลกุรอาน ซูเราะห์ที่ 79: 30 อันนี้สามารถโต้แย้งได้ง่ายๆเลย เพราะว่า ไข่ไม่ใช่ทรงกลม มันจะออกแนววงรี (ovoid) ดังนั้นแม้จะตีความว่า “เหมือนไข่” จริง ก็ไม่ได้แปลว่า “ทรงกลม” แบบลูกบอลอยู่ดี และที่สำคัญ โลกจริงๆก็ไม่ได้เป็นทรงกลมสมบูรณ์เหมือนลูกปิงปองด้วย แต่เป็น “oblate spheroid”
คือ ป่องตรงเส้นศูนย์สูตร แบนเล็กน้อยตรงขั้วโลก และถ้าจุดประสงค์คือจะสื่อว่า “กลมเหมือนลูกบอล” จริงๆ ไข่ก็ไม่ใช่ตัวอย่างที่ตรงที่สุดอยู่แล้วด้วย ซึ่งควรจะยกตัวอย่างอื่นที่กลมกว่า อย่าง ส้ม, เมล็ดถั่วบางชนิด, ไข่กบ, ลูกบอล, พระจันทร์ จะใกล้ทรงกลมมากกว่าไข่แน่นอน
7. จุดจบของดวงอาทิตย์
ในซูเราะห์ที่ 36: 38 ในข้อนี้ค่อนข้างตีความได้กว้าง และครุมเครือ เพราะบอกแค่ว่า "และดวงอาทิตย์โคจรไปตามวาระ (หรือสู่จุดหมาย) ที่กำหนดไว้สำหรับมัน นั่นคือการกำหนดของพระผู้ทรงเดชานุภาพ พระผู้ทรงรอบรู้" มีความเป็นไปได้ทั้งสองทาง และไม่แน่นอน อาจหมายถึงอายุไขของดวงอาทิตย์จริงๆก็ได้ แต่ก็อาจหมายถึง "การตกดิน" หรือ "สิ้นสุดวัน" คนโบราณมองว่าดวงอาทิตย์มีที่พักในยามค่ำคืน เมื่อมันโคจรลับขอบฟ้าไปทางทิศตะวันตกนั่นคือมันได้เคลื่อนที่มาถึงจุดพักประจำวันของมันแล้ว หรือจุดสิ้นสุดของฤดูกาล ดวงอาทิตย์จะโคจรเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อย ๆ ในแต่ละช่วงปี (ทำเกิดฤดูร้อน ฤดูหนาว) มันจะมีจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดในรอบปี เมื่อถึงจุดนั้นมันก็จะวกกลับ ซึ่งคนโบราณมองว่านั่นคือขอบเขตหรือจุดสิ้นสุดประจำวงรอบของมัน ซึ่งกุรอ่านก็บอกไว้ไม่ได้ชัดเจนว่าหมายถึงอะไรแน่ จึงไม่ควรตีความเกินไปว่าหมายถึงอายุขัยของดวงอาทิตย์
8. สิ่งมีชีวิตถูกสร้างขึ้นมาจากน้ำ
ซูเราะห์ที่ 21: 30 เป็นสิ่งที่มีความจริงอยู่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอยู่หรือเป็นความรู้ล้ำยุคอยู่ดี ที่จะเชื่อมโยงว่าชีวิตเกี่ยวข้องกับน้ำ คนโบราณก็สามารถเชื่อมโยง “ชีวิต” กับ “น้ำ” ได้อยู่แล้ว ตัวอย่างง่ายๆที่มนุษย์สังเกตได้มาตลอด: คนและสัตว์ตายถ้าขาดน้ำ, พื้นที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์จะมีพืชและสัตว์, เลือด เหงื่อ น้ำตา น้ำอสุจิ น้ำคร่ำ ล้วนเป็นของเหลว, เมล็ดพืชงอกเมื่อมีน้ำ, ดังนั้นแนวคิดว่า “น้ำคือพื้นฐานของชีวิต” เป็นสิ่งที่มนุษย์โบราณสามารถคิดได้เอง และอีกอย่างที่สำคัญ ผมเคยได้ยินว่ามนุษย์คนแรก(อาดัม) ถูกสร้างจากดินไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมบอกว่าจากน้ำ?
9. ลายนิ้วมือ
ซูเราะห์ที่ 75: 3-4 อ. ชารีฟอ้างว่าตรงนี้กล่าวถึงลายนิ้วมือ แต่ผมยังไม่เห็นคำว่า 'ลายนิ้วมือ' เลย มีแต่คำว่า 'ปลายนิ้วมือ' ซึ่งตามบริบทแล้ว โองการนี้เป็นการบอกว่า พระเจ้าทรงชี้ให้เห็นถึงพลังอันไร้ขีดจำกัดของพระองค์ ว่ามนุษย์นั้นสามารถถูกสร้างขึ้นมาใหม่ได้แม้กระทั่งกระดูกที่ผุพังไปแล้ว โดยยกปลายนิ้วมือเป็นตัวอย่างขึ้นมาว่า สามารถสร้างละเอียดเนี๊ยบแม้กระทั่งปลายนิ้วซึ้งเป็นส่วนที่เล็กมาก แต่ไม่ได้กล่าวถึงว่า นิ้วมือมีลาย หรือลายนิ้วมือของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
10. น้ำอสุจิ
ซูเราะห์ที่ 76: 2 ได้กล่าวว่า มนุษย์สร้างมาจากน้ำอสุจิที่ผสมปนเปกัน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คนโบราณสามารถสังเกตุ และจดจำได้ง่ายอยู่ดี เพราะชายทุกคนย่อมมีน้ำอสุจิ และสามารถเห็นน้ำอสุจิที่ออกมา ว่ามันไม่ได้มีแค่น้ำอย่างเดียวที่ผสมอยู่ และทฤษฎีทารกเกิดจากการผสมกันของน้ำคัดหลั่งจากทั้งพ่อและแม่ ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นมา และไม่ใช่เรื่องที่คนโบราณไม่เคยรู้ ในความเป็นจริง อารยธรรมโบราณรอบ ๆ คาบสมุทรอาหรับได้เสนอทฤษฎีนี้ไว้ล่วงหน้าก่อนกำเนิดศาสนาอิสลามเป็นพันปีแล้ว และไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะแพร่กระจายความรู้นี้สู่คาบสมุทรอาหรับ ดังนั้น ในมุมมองทางประวัติศาสตร์ คำว่า "น้ำเชื้อผสม" จึงเป็นแนวคิดทางการแพทย์ที่แพร่หลายและเป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้วในภูมิภาคตะวันออกกลางในตอนนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่คนในยุคนั้นจะเข้าถึงความเข้าใจนี้
ผมเห็นหลายคนที่พยายามโยงคำกล่าวในศาสนา เข้ากับวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ไม่ใช่แค่อิสลาม ซึ่งเป็นการโยงที่ตีความเข้าข้างเกินไป ผมเข้าใจนะว่า เพราะวิทยาศาสตร์ในโลกสมัยใหม่มีความน่าเชื่อถือสูง แต่มันจะมีความเสี่ยงเพราะวิทยาศาสตร์เปลี่ยนได้เสมอ ถ้าเอาศาสนาไปผูกกับวิทยาศาสตร์ที่ตีความแบบเฉพาะมากๆ แล้ววิทยาศาสตร์เปลี่ยน การตีความก็พัง คนก็อาจรู้สึกว่า “งั้นศาสนาก็ผิด?” ทั้งที่จริงศาสนาอาจไม่ได้ตั้งใจพูดเรื่องนั้นแต่แรก
การที่อ.ชารีฟทำแบบนี้ จะเป็นการจุดประเด็นให้ศาสนากลายเป็นการไล่จับผิด ว่าหลังจากวิทยาศาสตร์ค้นพบอะไร คนก็กลับไปหาประโยคคลุมเครือในคัมภีร์
แล้วบอกว่า “นี่ไง ทำนายไว้แล้ว” ปัญหาคือข้อความเชิงกวีหรือเชิงสัญลักษณ์มักตีความได้กว้างมาก
และศาสนาอาจเสีย จุดประสงค์ที่แท้จริง ของตัวเอง ผมมองว่าศาสนาไม่จำเป็นต้องแข่งกับวิทยาศาสตร์ เพราะหน้าที่หลักของศาสนาคือ ความหมายของชีวิต, ศีลธรรม, จิตวิญญาณ
สุดท้ายแล้วผมไม่ปฏิเสธหรอกว่าอิสลามมีเรื่องที่กล่าวถึงความจริง ไม่ว่าจะเป็นหลักการใช้ชีวิต หรือศีลธรรม แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องยอมรับบ้างว่า ในศาสนาก็มีทั้งเรื่องที่ กล่าวถูกและ ผิด ซึ่งมันไม่ได้หมายความว่า เราต้องละทิ้งศาสนานั้น ศาสนา ไม่ได้มีค่าแค่ในฐานะหนังสือบันทึกข้อเท็จจริง มันยังทำหน้าที่อื่นอีก เช่น ให้ความหมายชีวิต ให้หลักศีลธรรม ช่วยรับมือความทุกข์ ให้เป็นวัฒนธรรมและรากเหง้า แม้บางเรื่องจะถูกมองว่าไม่จริงเชิงวิทยาศาสตร์ แต่ศาสนาก็ยังมีคุณค่าอยู่
โต้แย้งวิทยาศาสตร์ในอัลกุรอาน ของ อ.ชารีฟ วงศ์เสงี่ยม
1.1 ซูเราะห์ที่ 21: 30 ในข้อนี้ ไม่ได้กล่าวถึงการระเบิดโดยตรงเลย แต่พูดถึงการที่ฟ้า และแผ่นดิน เคยอยู่ด้วยกัน แล้วจึงแยกออก ซึ่งการแยกออก กับการระเบิด มันไม่เหมือนกันซะทีเดียว ซึ่งถ้าพูดตามทฤษฎี Big bang จริงๆแล้ว ควรเรียกว่าการขยายพองออก เหมือนการเป่าลูกโป่งมากกว่า ไม่ใช่การแยกออก และคำว่า “แยกออก” สามารถตีความได้หลายแบบมาก เช่น: แยกฟ้ากับดิน, แยกความโกลาหลออกเป็นระเบียบ, แยกสวรรค์กับโลก
1.2 ซูเราะห์ที่ 51: 47 ถึงแม้ข้อนี้จะกล่าวถึง 'การขยาย' แต่ก็ไม่ได้บอกว่า "ขยายต่อไป และตอนนี้ยังขยายอยู่ และกำลังขยายอยู่ตลอดเวลา" อย่างที่.ชารีฟได้กล่าว แต่เป็นการกล่าวถึงพลังอำนาจของพระเจ้า โดยเชื่อมโยงกับ 'ท้างฟ้า' มากกว่า การที่มนุษย์เงยหน้ามองท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ครอบอยู่บนหัวเราทุกคน แล้วรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ และนำมาเชื่อมโยงกับพลังของพระเจ้าจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
1.3 ซูเราะห์ที่ 41: 11 ข้อนี้กล่าวถูกอย่างนึง เรื่องการเป็นหมอกควัน แต่ปัญหาคือท่อนนี้ไม่ได้กล่าวถึงการสร้างจักรวาลโดยตรง แต่สะท้อนให้เห็นว่าทุกสิ่งในสากลจักรวาลล้วนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และอำนาจควบคุมของพระองค์ สิ่งไม่มีชีวิตเหล่านั้นตอบรับคำสั่งและดำเนินไปตามระบบระเบียบที่ถูกวางไว้ และ 'หมอกควัน' ในที่นี้ไม่ได้กล่าวเจาะจงว่าเป็นก๊าสแบบไหนตามหลักวิทยาศาสตร์ และถ้าคนมองขึ้นไปบนฟ้าบน ก็ย่อมจะเห็นหมอกควัน(เมฆ)อยู่แล้ว ซึ่งถ้ามนุษย์จะคิดว่าจักรวาลเกิดจากเมฆหมอกควัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
อ. ชารีฟได้ยก ซูเราะห์ที่ 21: 33 ซึ่งกล่าวถึงการหมุนวนจริง แต่ถ้าจะเชื่อมโยงกับการโคจรของดาวเคราะห์ในอวกาศก็ยังเกินไปหน่อย มนุษย์โบราณก่อนยุคกำเนิดศาสนาอิสลาม ไม่เพียงแต่สังเกตเห็นการหมุนวนของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และหมู่ดาวเท่านั้น แต่พวกเขายังใช้การเคลื่อนที่ของวัตถุท้องฟ้าเหล่านี้ในการดำรงชีวิต ทำปฏิทิน และคำนวณทิศทางมานานหลายพันปีแล้ว ก่อนที่ศาสนาอิสลามจะถือกำเนิดขึ้น ชาวอาหรับโบราณก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดูดาว โดยมีความรู้ที่เรียกว่า "อิลม์ อัล-อันวาอ์" (Ilm al-Anwa') คือวิชาที่สังเกตการขึ้น-ตกของกลุ่มดาวเฉพาะกลุ่ม เพื่อใช้ในการนำทางข้ามทะเลทราย แต่อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นเพียงวิชาที่เก่าแก่ดั้งเดิม ภาพที่คนโบราณเห็นเป็นเพียงดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก เห็นหมู่ดาวหมุนวนรอบดาวเหนือ ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าโลกหมุนรอบตัวเอง และดวงอาทิตย์ก็มีวงโคจรของมันเองในกาแล็กซี ไม่ได้หมุนรอบโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่อัลกุรอ่านไม่ได้กล่าวไว้เช่นกัน
3. ภูเขาเปรียบเหมือนหมุดปักเต็นท์?
อ. ชารีฟได้ยก ซูเราะห์ที่ 78: 7 ตอนแรกผมก็คิดว่าดูสมเหตุสมผล ภูเขาดูเหมือนสิ่งที่ “ตรึง” แผ่นดิน หรือเป็นภาพเปรียบเทียบความมั่นคง ยอดเขาเหมือนยอดหลังคาเต็นท์ แนวเขาไล่ลงมาเป็นฐานตรึงไว้ ดูมั่นคงแข็งแรง อันนี้เป็นการเปรียบเทียบเชิงกวี ซึ่งพบได้ปกติในภาษาศาสนา แต่ปัญหาคือ ที่อ.ชารีฟพูด กลับจะสื่อว่าภูเขามี “ราก” ลึกลงไปใต้ดินเหมือนหมุดเต็นท์ ถ้ามองตามวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มันไม่ตรงนัก ภูเขาไม่ได้ตรึงโลกไว้ ตรงกันข้ามเลย ภูเขาหลายแห่งเกิดจากการชนกันของแผ่นเปลือกโลก, การยกตัว, รอยเลื่อน, ซึ่งเป็นบริเวณที่แผ่นดินไหวเกิดบ่อย เปลือกโลกเคลื่อนไหวสูง ดังนั้นภูเขาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหมุด แต่เป็นผลลัพธ์ของการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกมากกว่า
4. การบรรจบของ น้ำทะเล กับ น้ำจืด
ในอัลกุรอาน ซูเราะห์ที่ 55: 19-20 ความจริงคือภูมิศาสตร์ของคาบสมุทรอาหรับไม่ได้มีแค่ทะเลทรายที่แห้งแล้ง แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นทะเลทราย แต่นครมักกะฮ์และมะดีนะฮ์ ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าที่เชื่อมต่อกับเมืองท่าสำคัญ และตัวคาบสมุทรอาหรับเองก็ถูกขนาบด้วยทะเลถึง 3 ด้าน คือ ทะเลแดง, อ่าวเปอร์เซีย และทะเลอาหรับ ปรากฏการณ์น้ำจืดในทะเลที่เด่นชัดที่สุดในโลก อยู่ที่นั่น มีปรากฏการณ์ธรรมชาติที่โด่งดังมาตั้งแต่โบราณ คือ "ตาน้ำจืดใต้ทะเลเค็ม" (Artesian Springs) น้ำจืดปะทุขึ้นมาจากใต้ดินผ่านชั้นหินใต้ทะเล ทำให้นักดำน้ำหาหอยมุกโบราณสามารถดำลงไปตักน้ำจืดดื่มกลางทะเลเค็มได้ ปรากฏการณ์การแยกตัวของน้ำจืดและน้ำเค็มนี้เป็นที่รับรู้และบันทึกโดยนักเดินทางและชาวประมงแถบนั้นมานานแล้ว หรือพูดสั้นๆง่ายๆ "แค่มีตามองเห็นก็รู้แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลก"
ในอัลกุรอาน ซูเราะห์ที่ 96: 2 อันนี้ค่อนข้างเข้าไกล้ความจริงพอสมควร แต่ก็ยังไม่ถึงกับน่าแปลกใจ เรื่อง “ก้อนเลือด” จริงๆค่อนข้างขัดกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ด้วย คำว่า “alaqah” ถูกแปลจำนวนมากว่า ก้อนเลือด เลือดจับตัว สิ่งเกาะติด แต่ตัวอ่อนมนุษย์จริงๆไม่เคยเป็น “ก้อนเลือด” ตามความหมายทางชีววิทยา ดังนั้นอ.ชารีฟ รวมถึงนักตีความสมัยใหม่บางคนจึงพยายามเปลี่ยนการแปลไปทาง “สิ่งที่เกาะผนังมดลูก” หรือ “คล้ายปลิง” แทน แล้วมันคือปฏิหาริย์เลยไหม ที่กุรอ่านพูดถึงทารกแรกเริ่มในครรภ์ที่เหมือนปลิง? จริงๆแล้วคนโบราณรู้เรื่องตัวอ่อนมากกว่าที่หลายคนคิด ก่อนอิสลามหลายร้อยปี นักคิดกรีก ก็เขียนเรื่องตัวอ่อนสัตว์แล้ว และก็มีทฤษฎีพัฒนาการทารกที่ส่งอิทธิพลต่อโลกเมดิเตอร์เรเนียนและตะวันออกกลางมาก และถ้าพูดง่ายๆ คนโบราณน่าจะสังเกตได้ว่าผู้หญิงท้องเริ่มจากเล็กก่อน แล้วค่อยโต และยังรวมถึง การแท้ง การผ่าซากสัตว์ การดูตัวอ่อนสัตว์ในไข่ การคลอดลูก มนุษย์โบราณเห็นสิ่งเหล่านี้มาตลอดประวัติศาสตร์ เช่น คนเลี้ยงสัตว์สามารถ เปิดไข่ไก่แต่ละวันดูการเติบโตของลูกเจี๊ยบ เห็นตัวอ่อนในสัตว์ที่แท้ง เห็นสายสะดือ รก เลือด และถุงน้ำคร่ำ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่เกินจินตนาการของคนโบราณเลย
ในอัลกุรอาน ซูเราะห์ที่ 79: 30 อันนี้สามารถโต้แย้งได้ง่ายๆเลย เพราะว่า ไข่ไม่ใช่ทรงกลม มันจะออกแนววงรี (ovoid) ดังนั้นแม้จะตีความว่า “เหมือนไข่” จริง ก็ไม่ได้แปลว่า “ทรงกลม” แบบลูกบอลอยู่ดี และที่สำคัญ โลกจริงๆก็ไม่ได้เป็นทรงกลมสมบูรณ์เหมือนลูกปิงปองด้วย แต่เป็น “oblate spheroid”
คือ ป่องตรงเส้นศูนย์สูตร แบนเล็กน้อยตรงขั้วโลก และถ้าจุดประสงค์คือจะสื่อว่า “กลมเหมือนลูกบอล” จริงๆ ไข่ก็ไม่ใช่ตัวอย่างที่ตรงที่สุดอยู่แล้วด้วย ซึ่งควรจะยกตัวอย่างอื่นที่กลมกว่า อย่าง ส้ม, เมล็ดถั่วบางชนิด, ไข่กบ, ลูกบอล, พระจันทร์ จะใกล้ทรงกลมมากกว่าไข่แน่นอน
ในซูเราะห์ที่ 36: 38 ในข้อนี้ค่อนข้างตีความได้กว้าง และครุมเครือ เพราะบอกแค่ว่า "และดวงอาทิตย์โคจรไปตามวาระ (หรือสู่จุดหมาย) ที่กำหนดไว้สำหรับมัน นั่นคือการกำหนดของพระผู้ทรงเดชานุภาพ พระผู้ทรงรอบรู้" มีความเป็นไปได้ทั้งสองทาง และไม่แน่นอน อาจหมายถึงอายุไขของดวงอาทิตย์จริงๆก็ได้ แต่ก็อาจหมายถึง "การตกดิน" หรือ "สิ้นสุดวัน" คนโบราณมองว่าดวงอาทิตย์มีที่พักในยามค่ำคืน เมื่อมันโคจรลับขอบฟ้าไปทางทิศตะวันตกนั่นคือมันได้เคลื่อนที่มาถึงจุดพักประจำวันของมันแล้ว หรือจุดสิ้นสุดของฤดูกาล ดวงอาทิตย์จะโคจรเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อย ๆ ในแต่ละช่วงปี (ทำเกิดฤดูร้อน ฤดูหนาว) มันจะมีจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดในรอบปี เมื่อถึงจุดนั้นมันก็จะวกกลับ ซึ่งคนโบราณมองว่านั่นคือขอบเขตหรือจุดสิ้นสุดประจำวงรอบของมัน ซึ่งกุรอ่านก็บอกไว้ไม่ได้ชัดเจนว่าหมายถึงอะไรแน่ จึงไม่ควรตีความเกินไปว่าหมายถึงอายุขัยของดวงอาทิตย์
8. สิ่งมีชีวิตถูกสร้างขึ้นมาจากน้ำ
ซูเราะห์ที่ 21: 30 เป็นสิ่งที่มีความจริงอยู่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอยู่หรือเป็นความรู้ล้ำยุคอยู่ดี ที่จะเชื่อมโยงว่าชีวิตเกี่ยวข้องกับน้ำ คนโบราณก็สามารถเชื่อมโยง “ชีวิต” กับ “น้ำ” ได้อยู่แล้ว ตัวอย่างง่ายๆที่มนุษย์สังเกตได้มาตลอด: คนและสัตว์ตายถ้าขาดน้ำ, พื้นที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์จะมีพืชและสัตว์, เลือด เหงื่อ น้ำตา น้ำอสุจิ น้ำคร่ำ ล้วนเป็นของเหลว, เมล็ดพืชงอกเมื่อมีน้ำ, ดังนั้นแนวคิดว่า “น้ำคือพื้นฐานของชีวิต” เป็นสิ่งที่มนุษย์โบราณสามารถคิดได้เอง และอีกอย่างที่สำคัญ ผมเคยได้ยินว่ามนุษย์คนแรก(อาดัม) ถูกสร้างจากดินไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมบอกว่าจากน้ำ?
9. ลายนิ้วมือ
ซูเราะห์ที่ 75: 3-4 อ. ชารีฟอ้างว่าตรงนี้กล่าวถึงลายนิ้วมือ แต่ผมยังไม่เห็นคำว่า 'ลายนิ้วมือ' เลย มีแต่คำว่า 'ปลายนิ้วมือ' ซึ่งตามบริบทแล้ว โองการนี้เป็นการบอกว่า พระเจ้าทรงชี้ให้เห็นถึงพลังอันไร้ขีดจำกัดของพระองค์ ว่ามนุษย์นั้นสามารถถูกสร้างขึ้นมาใหม่ได้แม้กระทั่งกระดูกที่ผุพังไปแล้ว โดยยกปลายนิ้วมือเป็นตัวอย่างขึ้นมาว่า สามารถสร้างละเอียดเนี๊ยบแม้กระทั่งปลายนิ้วซึ้งเป็นส่วนที่เล็กมาก แต่ไม่ได้กล่าวถึงว่า นิ้วมือมีลาย หรือลายนิ้วมือของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
10. น้ำอสุจิ
ซูเราะห์ที่ 76: 2 ได้กล่าวว่า มนุษย์สร้างมาจากน้ำอสุจิที่ผสมปนเปกัน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คนโบราณสามารถสังเกตุ และจดจำได้ง่ายอยู่ดี เพราะชายทุกคนย่อมมีน้ำอสุจิ และสามารถเห็นน้ำอสุจิที่ออกมา ว่ามันไม่ได้มีแค่น้ำอย่างเดียวที่ผสมอยู่ และทฤษฎีทารกเกิดจากการผสมกันของน้ำคัดหลั่งจากทั้งพ่อและแม่ ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นมา และไม่ใช่เรื่องที่คนโบราณไม่เคยรู้ ในความเป็นจริง อารยธรรมโบราณรอบ ๆ คาบสมุทรอาหรับได้เสนอทฤษฎีนี้ไว้ล่วงหน้าก่อนกำเนิดศาสนาอิสลามเป็นพันปีแล้ว และไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะแพร่กระจายความรู้นี้สู่คาบสมุทรอาหรับ ดังนั้น ในมุมมองทางประวัติศาสตร์ คำว่า "น้ำเชื้อผสม" จึงเป็นแนวคิดทางการแพทย์ที่แพร่หลายและเป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้วในภูมิภาคตะวันออกกลางในตอนนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่คนในยุคนั้นจะเข้าถึงความเข้าใจนี้
ผมเห็นหลายคนที่พยายามโยงคำกล่าวในศาสนา เข้ากับวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ไม่ใช่แค่อิสลาม ซึ่งเป็นการโยงที่ตีความเข้าข้างเกินไป ผมเข้าใจนะว่า เพราะวิทยาศาสตร์ในโลกสมัยใหม่มีความน่าเชื่อถือสูง แต่มันจะมีความเสี่ยงเพราะวิทยาศาสตร์เปลี่ยนได้เสมอ ถ้าเอาศาสนาไปผูกกับวิทยาศาสตร์ที่ตีความแบบเฉพาะมากๆ แล้ววิทยาศาสตร์เปลี่ยน การตีความก็พัง คนก็อาจรู้สึกว่า “งั้นศาสนาก็ผิด?” ทั้งที่จริงศาสนาอาจไม่ได้ตั้งใจพูดเรื่องนั้นแต่แรก
การที่อ.ชารีฟทำแบบนี้ จะเป็นการจุดประเด็นให้ศาสนากลายเป็นการไล่จับผิด ว่าหลังจากวิทยาศาสตร์ค้นพบอะไร คนก็กลับไปหาประโยคคลุมเครือในคัมภีร์
และศาสนาอาจเสีย จุดประสงค์ที่แท้จริง ของตัวเอง ผมมองว่าศาสนาไม่จำเป็นต้องแข่งกับวิทยาศาสตร์ เพราะหน้าที่หลักของศาสนาคือ ความหมายของชีวิต, ศีลธรรม, จิตวิญญาณ
สุดท้ายแล้วผมไม่ปฏิเสธหรอกว่าอิสลามมีเรื่องที่กล่าวถึงความจริง ไม่ว่าจะเป็นหลักการใช้ชีวิต หรือศีลธรรม แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องยอมรับบ้างว่า ในศาสนาก็มีทั้งเรื่องที่ กล่าวถูกและ ผิด ซึ่งมันไม่ได้หมายความว่า เราต้องละทิ้งศาสนานั้น ศาสนา ไม่ได้มีค่าแค่ในฐานะหนังสือบันทึกข้อเท็จจริง มันยังทำหน้าที่อื่นอีก เช่น ให้ความหมายชีวิต ให้หลักศีลธรรม ช่วยรับมือความทุกข์ ให้เป็นวัฒนธรรมและรากเหง้า แม้บางเรื่องจะถูกมองว่าไม่จริงเชิงวิทยาศาสตร์ แต่ศาสนาก็ยังมีคุณค่าอยู่