"เศรษฐศาสตร์แห่งความคิดถึง: ทำไมโปสการ์ดและ ส.ค.ส. ถึงยังไม่ตายในยุคที่ทุกอย่างรวดเร็ว?"



บทความต้นฉบับ

Postcard    ลายลิขิตบนกระดาษที่กำลังเลือนหายไปกับสายลม


ในยุคที่เราสามารถส่งความคิดถึงข้ามโลกได้ภายในเสี้ยววินาทีผ่านหน้าจอสัมผัส

มีศิลปะชิ้นหนึ่งที่กำลังเดินทางอย่างเชื่องช้า และอาจกำลังก้าวเข้าสู่บทสุดท้ายของประวัติศาสตร์... นั่นคือ "โปสการ์ด"


โปสการ์ดไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นเล็กๆ ที่แปะแสตมป์ แต่มันคือ "ศิลปะแห่งเวลา" (The Art of Time)

ลองนึกภาพ  เมื่อคุณจรดปากกาเขียนข้อความ เลือกแสตมป์ และหย่อนมันลงไปในตู้จดหมายสีแดงที่ตั้งอยู่ริมทาง

วินาทีนั้น "เวลา" ของคุณจะถูกแช่แข็งไว้
มันทำหน้าที่เป็นดั่งไทม์แมชชีนขนาดจิ๋ว  

แล้วออกเดินทางผ่านมือของผู้คน พาหนะ ข้ามน้ำข้ามทะเล จนไปถึงมือผู้รับในอีกหลายวันหรือหลายสัปดาห์ต่อมา

ความล่าช้าอันเป็นเสน่ห์นี้เองที่ทำให้โปสการ์ดกลายเป็นสิ่งล้ำค่า

เพราะมันบรรจุความตั้งใจและเวลาของผู้ส่งเอาไว้

ทว่าในวันนี้ ศิลปะที่งดงามนี้กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่จากความเร็วของโลกยุคดิจิทัล


รายงานจากโลกแห่งความจริง: เมื่อ "รถขนส่งโปสการ์ด" กำลังลดรอบวิ่ง
หากเราดูบทวิเคราะห์และรายงานวิจัยเกี่ยวกับสถิติการขนส่งไปรษณีย์ภัณฑ์ทั่วโลก (Global Postal Statistics) ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราจะพบความจริงที่น่าใจหายเกี่ยวกับ "รถขนส่งการ์ดและจดหมาย"  

ปริมาณที่ลดลงฮวบฮาบ

จากรายงานของ สหภาพสากลไปรษณีย์ (Universal Postal Union - UPU) พบว่า ปริมาณจดหมายและโปสการ์ดทั่วโลก (Letter-post mail) ลดลงอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 3-5% ทุกปี โดยถูกแทนที่ด้วยอีเมล สื่อสังคมออนไลน์ และการส่งข้อความด่วน ส่งผลให้สัดส่วนของรถไปรษณีย์ที่เคยวิ่งเพื่อส่งความเรียงบนแผ่นกระดาษ ต้องเปลี่ยนบทบาทไปอย่างสิ้นเชิง

การเปลี่ยนผ่านจาก "ข้อความ" สู่ "กล่องพัสดุ"

รถไปรษณีย์ทั่วโลกในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นรถสีขาว-น้ำเงินของ USPS (สหรัฐอเมริกา), รถสีแดงของ Royal Mail (อังกฤษ) หรือรถไปรษณีย์ไทย ต่างต้องปรับโครงสร้างภายใน จากเดิมที่พื้นที่ในรถเต็มไปด้วยถุงผ้ากระสอบที่อัดแน่นไปด้วยจดหมายและโปสการ์ด ปัจจุบันพื้นที่กว่า 80-90% ถูกจับจองด้วย "กล่องพัสดุจากการช้อปปิ้งออนไลน์" (E-commerce parcels)
ข้อเท็จจริงชวนคิด: รถขนส่งโปสการ์ดในความหมายเดิมไม่มีอยู่จริงอีกต่อไปแล้ว มีเพียง "รถขนส่งพัสดุ" ที่มีพื้นที่มุมเล็กๆ เหลือไว้ให้โปสการ์ดไม่กี่ใบที่ยังคงหลงเหลืออยู่

ต้นทุนที่สูงขึ้นในโลกที่หมุนเร็ว

งานวิจัยด้านโลจิสติกส์ชี้ว่า การคัดแยกและขนส่งโปสการ์ดมีต้นทุนการจัดการ (Handling cost) ที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมูลค่าของแสตมป์ เนื่องจากต้องใช้แรงงานคนในการอ่านลายมือบางส่วน และกระบวนการคัดแยกที่ละเอียดอ่อน หลายประเทศจึงเริ่มลดจำนวนตู้ไปรษณีย์ริมทางและลดความถี่ในการนำจ่ายจดหมายธรรมดาลงเพื่อพยุงธุรกิจ




ก่อนที่ตราประทับใบสุดท้ายจะเลือนหาย

สถิติอาจบอกว่าจำนวนรถที่ขนส่งโปสการ์ดกำลังน้อยลง และเทคโนโลยีอาจทำให้โปสการ์ดกลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยในเชิงเวลา

แต่ในแง่ของจิตใจ โปสการ์ดไม่เคยเสื่อมคุณค่าลงเลย


การได้รับโปสการ์ดหนึ่งใบในยุคนี้ เปรียบเหมือนการได้รับงานศิลปะทำมือชิ้นละเมียด

ผู้ส่งต้องใช้เวลาเดินหาซื้อ ต้องคิดคำพูดที่กระชับแต่มีความหมายลงในพื้นที่จำกัด

ต้องเดินหาตู้ไปรษณีย์

และต้องยอมรับความเสี่ยงว่ามันอาจจะสูญหายไปในระหว่างทาง


รถขนส่งจดหมายอาจจะเปลี่ยนไปบรรทุกกล่องพัสดุสีน้ำตาลจนเต็มคันรถ


แต่ตราบใดที่ยังมีใครบางคนหย่อนกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่เขียนด้วยลายมือลงในตู้สีแดง

ศิลปะแห่งเวลานี้ก็จะยังคงโลดแล่นอยู่บนถนน... แม้ว่ามันจะเดินทางช้าลง และหาดูได้ยากขึ้นทุกทีก็ตาม

ก่อนที่เสียงประทับตราไปรษณีย์จะกลายเป็นเพียงเสียงในพิพิธภัณฑ์


     *****               ****
  **        **         **      **
**             ***              ***
***                           ***
      ****                  ****
          ****          ****
                  ***
วันนี้คุณลองเขียนโปสการ์ดส่งหาใครสักคนแล้วหรือยัง?




แก้ไข เพิ่มภาพ
กระทู้เดิม เกี่ยวกับ postcard

https://pantip.com/topic/43693066  
86 ปีย้อนรอยการเดินทางของโปสการ์ดที่ส่งความคิดถึงของพ่อไปหาลูกสาวจากไทยไปสวิตเซอร์แลนด์
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่