แก... ใครเคยนั่งอยู่ในห้องประชุมแล้ววิญญาณเกือบหลุดออกจากร่างบ้าง? มั่นใจมากว่าร้อยละ 90 ของชาวออฟฟิศต้องเคยเจอความรู้สึกนี้! ตอนที่เราตาเป็นประกาย ถือสไลด์พรีเซนต์ไอเดียสุดปังที่จะช่วยประหยัดเวลาทำงานไปได้ 3 วันเต็มๆ แต่พอพูดจบปุ๊บ ความเงียบเข้าครอบงำ แล้วมีเสียงสวรรค์ลอยมาจากหัวโต๊ะว่า...
"ก็ทำกันมาอย่างนี้ตั้งนานแล้ว จะมาเปลี่ยนแบบนี้มันจะดีเหรอคุณ?" ได้ยินปุ๊บ คล้ายเห็นภาพตัวเองสลายกลายเป็นผงทันที! วันนี้เจ๊เลยขอมาชวนเม้าท์มอยกึ่งกอดปลอบใจ พร้อมกางคัมภีร์จิตวิทยาสู่ขิต เอ๊ย สู้กลับ! ว่าเราจะรับมือกับไดโนเสาร์ เอ๊ย... ผู้พิทักษ์ระบบเดิมในออฟฟิศยังไงดีให้รอดตายและงานเดิน!
1. ชำแหละประโยคทำลายล้าง... คำพูดสั้นๆ แต่พลังทำลายตับไตระดับนิวเคลียร์
ก่อนจะไปโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง เรามาถอดรหัสลับของประโยคนี้กันก่อนค่ะพวกแก คำว่า
"ทำกันมาอย่างนี้ตั้งนานแล้ว" ในพจนานุกรมฉบับมนุษย์ออฟฟิศ จริงๆ แล้วมันไม่ได้แปลว่าวิธีใหม่ของเราไม่ดีนะจ๊ะ แต่มันซ่อนอินไซต์สุดลึกล้ำเอาไว้ เช่น:
"มันแปลว่า... 'ฉันขี้เกียจเรียนรู้ระบบใหม่จ้าแก' หรือไม่ก็ 'ระบบเดิมฉันอยู่สบายดีอยู่แล้ว แกจะมาแกว่งเท้าหาเสี้ยนให้งานงอกทำไม๊!' นั่นเองค่ะลูกสาว"
มนุษย์เรามีสิ่งที่เรียกว่า
Status Quo Bias หรือจิตวิทยาการกลัวความเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว ยิ่งในโลกการทำงาน ถ้าของเดิมมันยังไม่พัง (แม้จะเย็บชุนด้วยสก็อตเทปจนร่อแร่ก็ตาม) คนส่วนใหญ่ก็ไม่อยากเสี่ยงเปลี่ยน เพราะ:
กลัวพลาด: ถ้าทำตามไอเดียเด็กใหม่แล้วพัง ใครรับผิดชอบ? (ก็หัวหน้านั่นแหละ)
กลัวหมดความสำคัญ: ระบบเก่าฉันคือปรมาจารย์ที่ทุกคนต้องมาง้อ พอเปลี่ยนระบบปุ๊บ ฉันกลายเป็นคนไม่รู้เรื่องทันที มันยอมรับยากนะแก!
เหนื่อยเพิ่ม: ต้องมานั่งเทรนนิ่งใหม่ ปรับตัวใหม่ในวัยที่อยากนั่งจิบกาแฟเงียบๆ
2. ส่องจิตวิทยาฝั่ง 'ผู้พิทักษ์ระบบเดิม' เขาไม่ได้เกลียดเรา เขาแค่เกลียดความเสี่ยง!
เวลาเจอคำนี้สวนกลับมา สิ่งที่แย่ที่สุดที่เราจะทำคือการชักสีหน้าหรือเถียงกลับข้างๆ คูๆ ว่า "แต่ระบบเก่ามันห่วยนะคะ!" (ถ้าพูดคำนี้ เตรียมหางานใหม่ได้เลยระบบออฟฟิศไทยไม่เอื้ออำนวยสิ่งนี้จ้า)
เราต้องใช้
Empathy (ความเข้าอกเข้าใจ) ขั้นสุด นึกถึงใจเขาใจเราดู:
ถ้าเราบอกว่าระบบใหม่จะประหยัดเวลาได้ 50% สิ่งที่หัวหน้าได้ยินไม่ใช่ความคุ้มค่า แต่คือความกังวลว่า
"แล้วเวลาที่เหลืออีก 50% ไอ้พวกนี้มันจะแอบอู้นั่งเล่น Shopee กันหรือเปล่าวะ?"
ถ้าเราบอกว่าใช้ AI ช่วยทำเอกสารสิเร็วดี สิ่งที่ฝ่ายจัดซื้อได้ยินคือ
"อ้าว แล้วกูจะตกงานไหม?"
ดังนั้น ความคุ้มค่าในเชิง
"ตัวเงิน" หรือ
"ความเร็ว" บางทีมันใช้ไม่ได้ผลกับคนที่เขาเน้นความ
"มั่นคงและปลอดภัย" ค่ะแก การจะพังทลายกำแพงนี้ได้ เราต้องเปลี่ยนวิธีขายไอเดียใหม่ทั้งหมด!
3. คัมภีร์สู้กลับแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น เสกไอเดียใหม่ให้ผ่านฉลุยแบบตัวมัม
เอาล่ะค่ะซิส ถ้าไม่อยากให้อนาคตการทำงานต้องมาสะดุดหยุดลงที่คำว่า "อยู่เฉยๆ ก็ดีแล้ว" เจ๊มีทริคเด็ดๆ ในการหลอกล่อ... เอ๊ย โน้มน้าวใจผู้ใหญ่มาฝากกัน ลองเอาไปปรับใช้ดูนะ:
อย่าใช้คำว่า "เปลี่ยน" ให้ใช้คำว่า "ทดลอง" (The Pilot Project): คำว่าเปลี่ยนมันฟังดูยิ่งใหญ่และน่ากลัว ลองเปลี่ยนมาพูดว่า
"หนูขอเสนอเป็น 'โครงการทดลอง' เล็กๆ แค่กับทีมเราก่อนสัก 2 สัปดาห์ค่ะพี่ ถ้าไม่เวิร์ก เรากลับไปใช้ระบบเดิมทันทีเลยค่ะ" วิธีนี้จะช่วยลดกำแพงความกลัวลงไปได้เยอะมาก เพราะรู้สึกว่าถอยกลับได้
เอาตัวเลขและความเจ็บปวดมาฟาด (Data over Drama): แทนที่จะบอกว่าระบบใหม่ดีกว่า ให้เอาสถิติไปกางเลยค่ะ เช่น
"จากการเก็บข้อมูล เดือนที่ผ่านมาเราเสียเวลากรอกข้อมูลซ้ำซ้อนไปทั้งหมด 40 ชั่วโมง คิดเป็นค่าล่วงเวลาที่บริษัทต้องจ่ายไป XX บาทเลยค่ะพี่ ถ้าเราใช้วิธีนี้จะเซฟเงินตรงนี้ได้ทันที"
ยกความดีความชอบให้หัวหน้า (Make Them the Hero): นี่คือไม้ตายขั้นสุด! แปะป้ายไอเดียนี้ให้เป็นผลงานของหัวหน้าไปเลยค่ะ เช่น
"ถ้าโครงการทดลองนี้สำเร็จ พี่จะเป็นหัวหน้าคนแรกในแผนกที่นำเทคโนโลยีนี้มาช่วยเซฟคอสต์ให้บริษัทได้เลยนะคะ" เชื่อเจ๊เถอะ ร้อยทั้งร้อย... ไฟเขียวผ่านตลอดเวย์!
จำไว้นะคะแก การเสนอไอเดียใหม่ในที่ทำงานมันเหมือนการขายของ ถ้าเขาไม่ซื้อ ไม่ใช่เพราะสินค้าเราไม่ดี แต่เพราะเรายังแก้ความกลัวในใจเขาไม่ได้ต่างหากล่ะ!
อ่านจบแล้ว ไหนมาเม้าท์มอยกันหน่อยซิ! 👇👇👇
ชาวออฟฟิศคุณภาพเคยเจอคำสกัดดาวรุ่งคำไหนในห้องประชุมที่พีคที่สุดกันบ้าง? แล้วมีใครเคยสู้กลับจนไอเดียผ่านฉลุย หรือใครสู้แล้วขิตต้องม้วนเสื่อกลับบ้านมาแชร์ประสบการณ์ แลกเปลี่ยนมิตรภาพและยาดมกันหน่อยเร๊ววว เจ๊ปูเสื่อรออ่านคอมเมนต์ของทุกคนอยู่นะคะ! ❤️
[ชวนคุย] พกยาดมเข้าห้องประชุม! เมื่อไอเดียใหม่โดนสกัดดาวรุ่งด้วยประโยคทองคำ "ทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว จะเปลี่ยนทำไม?"
1. ชำแหละประโยคทำลายล้าง... คำพูดสั้นๆ แต่พลังทำลายตับไตระดับนิวเคลียร์
ก่อนจะไปโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง เรามาถอดรหัสลับของประโยคนี้กันก่อนค่ะพวกแก คำว่า "ทำกันมาอย่างนี้ตั้งนานแล้ว" ในพจนานุกรมฉบับมนุษย์ออฟฟิศ จริงๆ แล้วมันไม่ได้แปลว่าวิธีใหม่ของเราไม่ดีนะจ๊ะ แต่มันซ่อนอินไซต์สุดลึกล้ำเอาไว้ เช่น:
"มันแปลว่า... 'ฉันขี้เกียจเรียนรู้ระบบใหม่จ้าแก' หรือไม่ก็ 'ระบบเดิมฉันอยู่สบายดีอยู่แล้ว แกจะมาแกว่งเท้าหาเสี้ยนให้งานงอกทำไม๊!' นั่นเองค่ะลูกสาว"
มนุษย์เรามีสิ่งที่เรียกว่า Status Quo Bias หรือจิตวิทยาการกลัวความเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว ยิ่งในโลกการทำงาน ถ้าของเดิมมันยังไม่พัง (แม้จะเย็บชุนด้วยสก็อตเทปจนร่อแร่ก็ตาม) คนส่วนใหญ่ก็ไม่อยากเสี่ยงเปลี่ยน เพราะ:
กลัวพลาด: ถ้าทำตามไอเดียเด็กใหม่แล้วพัง ใครรับผิดชอบ? (ก็หัวหน้านั่นแหละ)
กลัวหมดความสำคัญ: ระบบเก่าฉันคือปรมาจารย์ที่ทุกคนต้องมาง้อ พอเปลี่ยนระบบปุ๊บ ฉันกลายเป็นคนไม่รู้เรื่องทันที มันยอมรับยากนะแก!
เหนื่อยเพิ่ม: ต้องมานั่งเทรนนิ่งใหม่ ปรับตัวใหม่ในวัยที่อยากนั่งจิบกาแฟเงียบๆ
2. ส่องจิตวิทยาฝั่ง 'ผู้พิทักษ์ระบบเดิม' เขาไม่ได้เกลียดเรา เขาแค่เกลียดความเสี่ยง!
เวลาเจอคำนี้สวนกลับมา สิ่งที่แย่ที่สุดที่เราจะทำคือการชักสีหน้าหรือเถียงกลับข้างๆ คูๆ ว่า "แต่ระบบเก่ามันห่วยนะคะ!" (ถ้าพูดคำนี้ เตรียมหางานใหม่ได้เลยระบบออฟฟิศไทยไม่เอื้ออำนวยสิ่งนี้จ้า)
เราต้องใช้ Empathy (ความเข้าอกเข้าใจ) ขั้นสุด นึกถึงใจเขาใจเราดู:
ถ้าเราบอกว่าระบบใหม่จะประหยัดเวลาได้ 50% สิ่งที่หัวหน้าได้ยินไม่ใช่ความคุ้มค่า แต่คือความกังวลว่า "แล้วเวลาที่เหลืออีก 50% ไอ้พวกนี้มันจะแอบอู้นั่งเล่น Shopee กันหรือเปล่าวะ?"
ถ้าเราบอกว่าใช้ AI ช่วยทำเอกสารสิเร็วดี สิ่งที่ฝ่ายจัดซื้อได้ยินคือ "อ้าว แล้วกูจะตกงานไหม?"
ดังนั้น ความคุ้มค่าในเชิง "ตัวเงิน" หรือ "ความเร็ว" บางทีมันใช้ไม่ได้ผลกับคนที่เขาเน้นความ "มั่นคงและปลอดภัย" ค่ะแก การจะพังทลายกำแพงนี้ได้ เราต้องเปลี่ยนวิธีขายไอเดียใหม่ทั้งหมด!
3. คัมภีร์สู้กลับแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น เสกไอเดียใหม่ให้ผ่านฉลุยแบบตัวมัม
เอาล่ะค่ะซิส ถ้าไม่อยากให้อนาคตการทำงานต้องมาสะดุดหยุดลงที่คำว่า "อยู่เฉยๆ ก็ดีแล้ว" เจ๊มีทริคเด็ดๆ ในการหลอกล่อ... เอ๊ย โน้มน้าวใจผู้ใหญ่มาฝากกัน ลองเอาไปปรับใช้ดูนะ:
อย่าใช้คำว่า "เปลี่ยน" ให้ใช้คำว่า "ทดลอง" (The Pilot Project): คำว่าเปลี่ยนมันฟังดูยิ่งใหญ่และน่ากลัว ลองเปลี่ยนมาพูดว่า "หนูขอเสนอเป็น 'โครงการทดลอง' เล็กๆ แค่กับทีมเราก่อนสัก 2 สัปดาห์ค่ะพี่ ถ้าไม่เวิร์ก เรากลับไปใช้ระบบเดิมทันทีเลยค่ะ" วิธีนี้จะช่วยลดกำแพงความกลัวลงไปได้เยอะมาก เพราะรู้สึกว่าถอยกลับได้
เอาตัวเลขและความเจ็บปวดมาฟาด (Data over Drama): แทนที่จะบอกว่าระบบใหม่ดีกว่า ให้เอาสถิติไปกางเลยค่ะ เช่น "จากการเก็บข้อมูล เดือนที่ผ่านมาเราเสียเวลากรอกข้อมูลซ้ำซ้อนไปทั้งหมด 40 ชั่วโมง คิดเป็นค่าล่วงเวลาที่บริษัทต้องจ่ายไป XX บาทเลยค่ะพี่ ถ้าเราใช้วิธีนี้จะเซฟเงินตรงนี้ได้ทันที"
ยกความดีความชอบให้หัวหน้า (Make Them the Hero): นี่คือไม้ตายขั้นสุด! แปะป้ายไอเดียนี้ให้เป็นผลงานของหัวหน้าไปเลยค่ะ เช่น "ถ้าโครงการทดลองนี้สำเร็จ พี่จะเป็นหัวหน้าคนแรกในแผนกที่นำเทคโนโลยีนี้มาช่วยเซฟคอสต์ให้บริษัทได้เลยนะคะ" เชื่อเจ๊เถอะ ร้อยทั้งร้อย... ไฟเขียวผ่านตลอดเวย์!
จำไว้นะคะแก การเสนอไอเดียใหม่ในที่ทำงานมันเหมือนการขายของ ถ้าเขาไม่ซื้อ ไม่ใช่เพราะสินค้าเราไม่ดี แต่เพราะเรายังแก้ความกลัวในใจเขาไม่ได้ต่างหากล่ะ!
อ่านจบแล้ว ไหนมาเม้าท์มอยกันหน่อยซิ! 👇👇👇
ชาวออฟฟิศคุณภาพเคยเจอคำสกัดดาวรุ่งคำไหนในห้องประชุมที่พีคที่สุดกันบ้าง? แล้วมีใครเคยสู้กลับจนไอเดียผ่านฉลุย หรือใครสู้แล้วขิตต้องม้วนเสื่อกลับบ้านมาแชร์ประสบการณ์ แลกเปลี่ยนมิตรภาพและยาดมกันหน่อยเร๊ววว เจ๊ปูเสื่อรออ่านคอมเมนต์ของทุกคนอยู่นะคะ! ❤️