นิยาม พระเจ้าในที่นี้หมายถึง พระเจ้าผู้ประเสริฐ (พระเจ้าผู้สูงสุด : God)
พระเจ้ารักมนุษย์ทุกคนมาก พระเจ้ามีพระประสงค์ที่จะให้มนุษย์ทุกคนได้รับความรอดเข้าสู่สวรรค์
พระเจ้าจึงได้มาเกิดเป็นมนุษย์ในสถานะพระบุตร โดยมีพระนามว่า "พระเยซูคริสต์"
แล้วพระเยซูคริสต์ยอมถูกตรึงตายบนไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปให้แก่มนุษย์ทุกคน
เลือดของพระองค์ที่ไหลออกมาจากร่าง มีฤทธิ์อำนาจในการชำระบาปทุกอย่างให้แก่มนุษย์
ขอเพียงแต่มนุษย์สำนึกผิด ยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาป และต้องการหลุดพ้นจากการเป็นคนบาป
แล้วมาสารภาพบาปต่อพระเจ้า โดยขอให้พระเจ้ายกโทษบาปทั้งหมดให้แก่ตน
พระเจ้าก็จะยกโทษบาปและชำระบาปทั้งหมดให้แก่เขา และเปลี่ยนเขาจากคนบาปให้เป็นคนชอบธรรม
แล้วจึงต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามานำชีวิตของตน พระเจ้าก็จะช่วยนำชีวิตให้ดีและมีสันติสุข
คริสตชนแท้ (มีความศรัทธาพระเจ้าอย่างแท้จริง) สามารถขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าด้วยการอัศจรรย์ได้
โดยมีเงื่อนไขที่สำคัญคือ
จะต้องไม่ขอเพื่อสนองกิเลสตัณหา โดยสิ่งที่ขอจะต้องเป็นสิ่งที่ดี จำเป็น และเหมาะสม
หากสิ่งที่อธิษฐานขอสอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้า พระเจ้าก็จะช่วยเหลือด้วยการอัศจรรย์
ผมเป็นคริสเตียนมา 37 ปี (ปัจจุบันเป็นคริสเตียนอิสระ ที่ไม่ได้สังกัดคณะนิกายใด) เปลี่ยนศาสนาตอนเรียนในมหาวิทยาลัย
เคยสังกัดสหกิจคริสเตียนในช่วง 7-8 ปีแรก ผมจึงมีความเชื่อในแนวทางของนิกายโปรเตสแตนต์
พระเจ้าได้ช่วยนำชีวิตผมให้ดีและมีสันติสุขมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าผมไม่ได้สังกัดคณะนิกายใดก็ตาม
ผมยังคงเดินในทางชอบธรรมของพระเจ้าเสมอมา ประกอบด้วย
วางใจพระเจ้า ไม่ทำบาป และมุ่งทำความดี
*วางใจพระเจ้า หมายถึง เชื่อมั่นในพระเจ้าในพระนามพระเยซูคริสต์
โดยเชื่อว่าพระประสงค์ของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าด้วยความชื่นชมยินดี
หากผมผิดพลั้งไปทำบาป จะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม
ผมจะสำนึกผิดโดยเร็ว ซึ่งเป็นการสำนึกผิดที่ออกมาจากใจจริง
แล้วจึงมาสารภาพบาปต่อพระเจ้า โดยขอให้พระเจ้ายกโทษบาปดังกล่าวให้แก่เรา
พระเจ้าก็จะยกโทษบาปและชำระบาปดังกล่าวให้แก่เรา แล้วผมจึงกลับมาเดินในทางชอบธรรมของพระเจ้าเหมือนเดิม
พระเจ้าได้ช่วยเหลือผมด้วยการอัศจรรย์มาอย่างมากมาย ในจำนวนนี้เป็นการอัศจรรย์ครั้งใหญ่ 5 ครั้ง
โดยที่ผมได้พยายามช่วยเหลือตนเองก่อนทุกครั้ง แต่ก็ยังเกินกำลังความสามารถของเราที่จะแก้ไขปัญหาได้
จึงเหลือที่พึ่งสุดท้าย ก็คือขอให้พระเจ้าช่วยเหลือด้วยการอัศจรรย์....ขอบคุณพระเจ้า
ปล. ผมขอเล่าเรื่องการช่วยเหลือจากพระเจ้าด้วยการอัศจรรย์ใน คห.2 นะครับ
คนที่ศรัทธาพระเจ้า จึงจะได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้าด้วยการอัศจรรย์
พระเจ้ารักมนุษย์ทุกคนมาก พระเจ้ามีพระประสงค์ที่จะให้มนุษย์ทุกคนได้รับความรอดเข้าสู่สวรรค์
พระเจ้าจึงได้มาเกิดเป็นมนุษย์ในสถานะพระบุตร โดยมีพระนามว่า "พระเยซูคริสต์"
แล้วพระเยซูคริสต์ยอมถูกตรึงตายบนไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปให้แก่มนุษย์ทุกคน
เลือดของพระองค์ที่ไหลออกมาจากร่าง มีฤทธิ์อำนาจในการชำระบาปทุกอย่างให้แก่มนุษย์
ขอเพียงแต่มนุษย์สำนึกผิด ยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาป และต้องการหลุดพ้นจากการเป็นคนบาป
แล้วมาสารภาพบาปต่อพระเจ้า โดยขอให้พระเจ้ายกโทษบาปทั้งหมดให้แก่ตน
พระเจ้าก็จะยกโทษบาปและชำระบาปทั้งหมดให้แก่เขา และเปลี่ยนเขาจากคนบาปให้เป็นคนชอบธรรม
แล้วจึงต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามานำชีวิตของตน พระเจ้าก็จะช่วยนำชีวิตให้ดีและมีสันติสุข
คริสตชนแท้ (มีความศรัทธาพระเจ้าอย่างแท้จริง) สามารถขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าด้วยการอัศจรรย์ได้
โดยมีเงื่อนไขที่สำคัญคือ จะต้องไม่ขอเพื่อสนองกิเลสตัณหา โดยสิ่งที่ขอจะต้องเป็นสิ่งที่ดี จำเป็น และเหมาะสม
หากสิ่งที่อธิษฐานขอสอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้า พระเจ้าก็จะช่วยเหลือด้วยการอัศจรรย์
ผมเป็นคริสเตียนมา 37 ปี (ปัจจุบันเป็นคริสเตียนอิสระ ที่ไม่ได้สังกัดคณะนิกายใด) เปลี่ยนศาสนาตอนเรียนในมหาวิทยาลัย
เคยสังกัดสหกิจคริสเตียนในช่วง 7-8 ปีแรก ผมจึงมีความเชื่อในแนวทางของนิกายโปรเตสแตนต์
พระเจ้าได้ช่วยนำชีวิตผมให้ดีและมีสันติสุขมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าผมไม่ได้สังกัดคณะนิกายใดก็ตาม
ผมยังคงเดินในทางชอบธรรมของพระเจ้าเสมอมา ประกอบด้วย วางใจพระเจ้า ไม่ทำบาป และมุ่งทำความดี
*วางใจพระเจ้า หมายถึง เชื่อมั่นในพระเจ้าในพระนามพระเยซูคริสต์
โดยเชื่อว่าพระประสงค์ของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าด้วยความชื่นชมยินดี
หากผมผิดพลั้งไปทำบาป จะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ผมจะสำนึกผิดโดยเร็ว ซึ่งเป็นการสำนึกผิดที่ออกมาจากใจจริง
แล้วจึงมาสารภาพบาปต่อพระเจ้า โดยขอให้พระเจ้ายกโทษบาปดังกล่าวให้แก่เรา
พระเจ้าก็จะยกโทษบาปและชำระบาปดังกล่าวให้แก่เรา แล้วผมจึงกลับมาเดินในทางชอบธรรมของพระเจ้าเหมือนเดิม
พระเจ้าได้ช่วยเหลือผมด้วยการอัศจรรย์มาอย่างมากมาย ในจำนวนนี้เป็นการอัศจรรย์ครั้งใหญ่ 5 ครั้ง
โดยที่ผมได้พยายามช่วยเหลือตนเองก่อนทุกครั้ง แต่ก็ยังเกินกำลังความสามารถของเราที่จะแก้ไขปัญหาได้
จึงเหลือที่พึ่งสุดท้าย ก็คือขอให้พระเจ้าช่วยเหลือด้วยการอัศจรรย์....ขอบคุณพระเจ้า
ปล. ผมขอเล่าเรื่องการช่วยเหลือจากพระเจ้าด้วยการอัศจรรย์ใน คห.2 นะครับ