ผมเห็นคนพูดถึงระบบทุนนิยมบ่อยๆ แต่ส่วนใหญ่จะพูดแต่ข้อเสียเรื่องความเหลื่อมล้ำ คนรวยรวยขึ้น คนจนโดนเอาเปรียบ ฯลฯ
แต่ผมอยากให้คุณมองอีกมุมนึงแบบที่ผมมอง
จริงๆ แล้ว ระบบทุนนิยมมันทำได้ดีมากเรื่องหนึ่งที่คนมักมองข้าม นั่นก็คือ มันผลักดันเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าจน “ของหรูของคนรวย” กลายเป็น “ของใช้คนจน” ในราคาที่ใครก็ซื้อได้ในปัจจุบัน
เพราะหัวใจของทุนนิยมคือการแข่งขัน ถ้านายทุนอยากขายได้เยอะ ๆ ก็ต้องหาวิธีผลิตเยอะ ต้นทุนต่อชิ้นต่ำที่สุด สุดท้ายประโยชน์ก็ตกมาอยู่ที่ผู้บริโภคอย่างชาวบ้านทั่วไป
ลองนึกภาพสิ่งของรอบตัวคุณดู แล้วจะเห็นภาพชัดเจนเลย
โทรศัพท์มือถือ ที่เราถือกันทุกวันนี้ ย้อนไป 30 ปีก่อน เครื่องใหญ่เท่ากระติกน้ำ ราคาเฉียดแสนบาท มีแต่เศรษฐีหรือนักธุรกิจใหญ่ ๆ เท่านั้นที่ถือได้ แต่พอค่ายมือถือแข่งกันดุเดือด ทุกวันนี้เงินแค่พันกว่าบาทคุณก็ได้สมาร์ตโฟนจอสัมผัสลื่นๆ มีอินเทอร์เน็ตใช้ได้เท่ากับคนรวยสมัยก่อนแล้ว
คอมพิวเตอร์ ก็เหมือนกัน ถ้าถอยไป 50 ปีก่อน เครื่องหนึ่งใหญ่คับห้อง ราคาหลายล้าน มีแต่รัฐบาลหรือมหาวิทยาลัยระดับโลกถึงจะใช้ได้ แต่ปัจจุบันแท็บเล็ตหรือโน้ตบุ๊กราคาประหยัดเด็กนักเรียนทั่วไปก็มีไว้เรียนหนังสือกันหมดแล้ว ประสิทธิภาพ เทียบเท่าเครื่องขนาดใหญ่ราคาหลายล้านในอดีตเลย
โทรทัศน์จอแบน ถ้าย้อนไปช่วงปี 2000 ต้นๆ จอใหญ่ราคาเป็นแสน คนธรรมดาได้แต่เดินมองตาปริบๆ ในห้าง แต่เดี๋ยวนี้ค่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าแข่งกันดุเดือด เงินสามสี่พันบาทก็ได้สมาร์ตทีวีจอใหญ่ภาพคมกริบกลับบ้านแล้ว
ตู้เย็น สมัยเกือบร้อยปีก่อน บ้านไหนมีตู้เย็นคือบ้านมหาเศรษฐีระดับเจ้าสัว เพราะมันเป็นเทคโนโลยีใหม่ราคาแพงมาก แต่ทุกวันนี้กลายเป็นของสามัญประจำบ้านที่ทุกครอบครัวต้องมีติดครัว
ตั๋วเครื่องบิน สมัยก่อนคือสัญลักษณ์ของความร่ำรวย คนหาเช้ากินค่ำแทบไม่มีโอกาสนั่ง แต่พอเปิดเสรีการบิน มีสายการบินโลว์คอสต์มาแข่งตัดราคากันมนระบบทุนนิยม ทุกวันนี้ตั๋วบางเที่ยวถูกกว่าตั๋วรถทัวร์วีไอพีหรือรถไฟเสียอีก
หลอดไฟ LED ตอนที่เทคโนโลยีนี้เพิ่งออกมาใหม่ๆ ราคาต่อหลอดสูงลิบลิ่ว แต่พอโรงงานทั่วโลกแข่งกันปั๊มออกมา ตอนนี้หลอดละไม่กี่สิบบาท แถมยังช่วยประหยัดค่าไฟได้เยอะ
แผงโซลาร์เซลล์ ย้อนไป 20-30 ปีก่อน มันคือเทคโนโลยีอวกาศราคาจับต้องไม่ได้ ปัจจุบันราคาถูกลงจนชาวบ้านตามต่างจังหวัดซื้อมาติดสูบน้ำเข้านาหรือใช้ในสวนกันเป็นเรื่องปกติ
นาฬิกาดิจิตอลหรือ smart watch สมัยที่นาฬิกาควอตซ์ตัวเลขสีแดงๆ ออกมาใหม่ในยุค 1970 มันคือของหรูราคาแพง แต่เดี๋ยวนี้สมาร์ตวอทช์ราคาหลักร้อยบาทมีขายเกลื่อนเมือง แถมยังวัดชีพจร นับก้าวได้ดีกว่านาฬิกาแพงๆ ในอดีตมากมาย
การถ่ายรูป สมัยก่อนต้องคิดแล้วคิดอีก ค่าฟิล์ม ค่าล้างแพง คนจนถ่ายรูปได้แค่ในงานแต่งหรืองานบวช แต่พอเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามา เรากดถ่ายเป็นหมื่นเป็นแสนรูปได้ฟรีๆ ผ่านมือถือราคาถูก
และที่สำคัญที่สุดคือ
ยารักษาโรคและยาปฏิชีวนะ ตอนที่คิดค้นใหม่ๆ ต้นทุนการวิจัยสูงมาก มีแต่คนมีเงินถึงจะเข้าถึง แต่พออุตสาหกรรมยาแข่งกันผลิตทีละเป็นล้านๆ เม็ด ยาสามัญหลายตัวตอนนี้เหลือเม็ดละไม่กี่บาท คนทั่วไปเข้าถึงการรักษาชีวิตได้ง่ายขึ้นเยอะ อายุขัยเฉลี่ยคนไทยและคนทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นสิบๆปี
ทั้งหมดนี้แหละครับที่แสดงให้เห็นว่า แม้ระบบทุนนิยมจะมีจุดที่ต้องปรับปรุงอีกมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ มันคือเครื่องจักรกลที่คอยย่อขนาดราคาของเทคโนโลยีชั้นยอด จาก “ของเล่นคนรวย” ให้กลายมาเป็น “ของใช้คนจน” ในราคาที่ใคร ๆ ก็จ่ายไหวจริง ๆ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ คนปัจจุบันมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความสะดวกสบายมากขึ้นจากสิ่งของหรือบริการต่างๆที่ถูกลง เมื่อเทียบกับเมื่อ 50 ปีก่อน ทำให้ทุกคนมีสิทธิเข้าถึงสินค้าและบริการได้มากขึ้น
นี่คือข้อดีที่คนที่แอนตี้ระบบทุนนิยมจงใจไม่พูดถึง ทั้งที่ตัวเองได้รับประโยชน์จากมันอยู่ทุกวัน
kilt(คิลต์)ที่ถูกลง เข้าถึงง่าย คุณภาพโอเค โดนที่ผมไม่ต้อวเดินทางออกจากประเทศไทย
นอกจากเหตุผลที่เกี่ยวโยงกับนวัตกรรมและชีวิตผู้คนในบทความี่ผ่านมาแล้ว ระบบบนี้ทำให้วัฒนธรรมบางอย่างยังนิยมและไม่หายจากสังคมหรือยังอยู่แค่เฉพาะกลุ่มด้วย...ผมพูดถึง kilt(คิลต์)หรือกระโปรงสก๊อต นี่แหล่ะครับ
ก่อนหน้านั้น30กว่าปี มีแต่แบบทำจากผ้าขนสัตว์ราคาแพง สั่งตัดเท่านั้น ร้านหรือธุรกิจที่รับทำมีอยู่ไม่กี่ประเทศ และใส่กันแค่โอกาสพิเศษหรือคุณทำงานที่เครื่องแบบบางอย่างต้องใช้มันเท่านั้น
จนหนังเรื่อง Braveheart ที่ Mel Gibson แสดงออกมาช่วงกลางยุค90 ที่ทำให้กระแสของ kilt รวมถึง การท่องเที่ยวสก๊อตแลนด์ก็บูมขึ้นมา แถมจากนั้นก็มีพวกธุรกิจเกี่ยวกับ kilt เกิดขึ้นเยอะแยะ โดยเฉพาะพวก kilt ราคาถูกที่ทำจาก อะครีลิค และ ผ้าโพลีเวสคอส(PV) ที่ทำให้ราคามันถูกลงมากๆๆๆ รวมถึง สามารถใส่ได้ทุกวันและซักได้ง่ายขึ้น (kiltผ้าขนสัตว์นั้นต้องซักแห้งเท่านั้น) แถมยังกำเนิดสิ่งที่เรียกว่า casual kilt ขึ้นมาอีก โดยตลาดหลักของมันคือ สหรัฐอมเริกานั่นเอง ที่ตอนนี้มีประชากรนุ่ง kilt สูงกว่าสก๊อตแลนด์อีก
โรงานผลิตอยู่ในประเทศอย่าง ปากี อินเดีย ก็มีเยอะแยะ ทำให้ต้นทุนมันถูกลง แถมไหนจะการมีตัวตนของ eBay และ การซ์้อขายทางอินเตอร์เน็ต(ที่ก็ผลผลิตจากการพัฒนาของโลกทุนนิยมเพื่อทำให้สินค้าขายได้มากขึ้น) ที่ทำให้คนทั้งโลกเข้าถึง kilt ได้ง่ายและสะดวกขึ้น...รวมถึงพวก accessories ต่างๆเกี่ยวกับ kilt ด้วย.
ตอนนี้แม้แต่พวกที่มี kiltผ้าขนสัตว์แพงๆใส่ ก็ยังหันมาใส่ PV kilt เกรดดีๆ สำหรับกิจกรรมทั่วไปในชีวิตประจำวัน และ ทำให้สามารถนุ่ง kilt ในชีวิตประจำวันได้ง่ายดายและสะดวกขึ้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าซักแห้งและความเสียหายที่มีต่อkitlผ้าขนสัตว์ราคาแพงที่มีอยู่ด้วย.
ทุนนิยม ทำให้ของหรูเฉพาะทางเป็นของที่ทุกคนเข้าถึงได้...และทำให้คนไทยฐานะไม่รวยอย่างผมเข้าถึงkilt(คิลต์)ได้