อังสิมา พุ่มคง ครองตำแหน่งขวัญใจพ่อแม่และเด็ก เธอเป็นคนกรุงเทพฯ แต่งงานมีครอบครัวแล้ว โดยมีลูกสาว 1 คน คือ น้องเกียร์-พรรณศิมา พุ่มคง โดยก่อนจะมายึดอาชีพถักผมเปียหน้าโรงเรียน เดิมทีเธอขายของจำพวกกิฟต์ช็อปและตุ้มหูอยู่ข้างโรงเรียน จนเมื่อลูกสาวเข้าเรียน เมื่อเพื่อน ๆ ของลูกสาวเห็นผมเปียที่เธอถักให้ก็รู้สึกชอบ จึงรบเร้าผ่านลูกสาวว่าอยากให้เธอช่วยถักผมเปียให้บ้าง ด้วยความเอ็นดูเด็ก ๆ เพื่อน ๆ ของลูกสาวก็เลยถักให้ ทีนี้ผ่านไปสักพักปรากฏจากถักให้แค่กลุ่มเพื่อนของลูกสาว ก็มีเด็ก ๆ คนอื่นอยากให้ช่วยถัก ให้บ้าง จนจากถักให้เด็กไม่กี่คนก็เลยมีคิวยาวต่อแถวให้เธอถักเปียให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“เรียกว่ามีเด็กเกือบครึ่งห้องมายืนรอคิวให้พี่ถักเปียให้เลยก็ว่าได้ แต่ก็รับถักให้ได้ไม่มาก เพราะไม่มีใครเฝ้าร้านกิฟต์ช็อป ซึ่งตอนนั้นพี่ไม่ได้เรียกเก็บเงินอะไรเลยนะ ถักให้เพราะเอ็นดูเด็ก ๆ ทีนี้พอพ่อแม่ผู้ปกครองเห็นผมเปียบนหัวลูกของเขาก็ถามไถ่กับลูก ๆ ตัวเองว่า ใครถักให้ ทำไมสวยจัง จากนั้นก็เลยเริ่มมีพ่อแม่ของเด็กมาขอให้พี่ถักให้ลูกเขาบ้าง ซึ่งถ้าพี่ว่างก็ถักให้ แต่หลัง ๆ ปรากฏพอถักเสร็จเด็กวางเงินไว้ 20 บาทเกือบทุกคน บอกพ่อแม่ฝากมาให้พี่อังเป็นค่าช่วยถักเปียให้ลูกสาวของเขา พี่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยตามเลย ในใจคิดว่าสักพักเดี๋ยวก็คงซาไปเอง แต่ที่ไหนได้ยิ่งถักยิ่งมีลูกค้ามากขึ้น อาจเพราะเขาเอาไปบอกกันปากต่อปาก จนในที่สุดก็เลยกลายเป็นงานที่ต้องทำทุกเช้าทุกวัน และกลายมาเป็นอาชีพของพี่ไปในที่สุด” มือถักเปียระดับตำนานอย่าง พี่อัง เล่าจุดเริ่มต้นในอดีตที่นำพามาถึงวันนี้
พี่อังอธิบายให้ฟังว่า รายได้จากการถักเปียเกิดขึ้นเพราะพ่อแม่ของเด็กคงเกรงใจ จึงฝากเงิน 20 บาทกับเด็ก ๆ มาให้เธอเพื่อเป็นค่าตอบแทนที่ยอมเสียเวลานั่งถักผมเปียให้กับลูกของพวกเขา พี่อังจึงยังยึดราคานี้มาตลอดไม่เปลี่ยนตลอดเวลา 24 ปี โดยไม่ยอมเก็บเพิ่ม แม้จะมีคนให้มากกว่านี้ก็ตาม เพราะไม่อยากให้เป็นภาระของพ่อแม่ผู้ปกครองเกินไป แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ จากเดิมที่ไม่มีบัตรคิว ก็ต้องเริ่มนำระบบบัตรคิวมาใช้เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้วนี้เอง เนื่องจากมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเยอะมาก โดยเฉพาะในช่วงที่โรงเรียนมีกิจกรรม คิวจากเดิมก็จะเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว แถมบางครั้งไม่ได้มีแต่เด็ก ๆ เท่านั้นที่มาใช้บริการ หากแต่คนทั่วไป หรือพนักงานก็มาใช้บริการถักผมเปียกับเธอด้วย
“ปกติทุกเช้าจะรับได้ราว ๆ 40-50 กว่าคน ในเวลาสองชั่วโมง ซึ่งได้ลุกสาว คือ น้องเกียร์มาช่วย โดยน้องเกียร์เริ่มมาช่วยงานพี่ถักเปียตั้งแต่ตอนที่น้องเรียนอยู่ป.4” พี่อังพูดถึงจำนวนคิวที่ให้บริการในแต่ละวัน พร้อมกับแนะนำ “ทายาทช่างถักผมเปียรุ่น 2” คือ น้องเกียร์ ลูกสาวของเธอ ที่ได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชานี้
เธอเผยความรู้สึกกับ “งานถักผมเปีย” ว่า เธอมองว่าอาชีพนี้ใช้เพียงแรงกายและเวลา โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่ม แต่ทุกครั้งที่ให้บริการเด็ก ๆ ทุกคน เธอจะคิดเสมอว่า ตัวเองกำลังดูแลลูกหลานของตัวเอง เรียกว่าดูแลลูกตัวเองยังไง ก็ดูแลเด็ก ๆ เหมือนกัน ซึ่งสำหรับเธอแล้ว งานถักเปียเป็นมากกว่าแค่อาชีพ เธอจึงจัดสถานที่ให้เด็ก ๆ ไม่รู้สึกอึดอัด เช่น มีพัดลมให้ มีลูกอม หรือกระดาษทิชชู่เตรียมไว้ เพราะเด็กหลายคนอาศัยเวลาที่นั่งรอถักเปียกินข้าวเช้าไปด้วยในตัว หรือในช่วงฤดูหนาว ก็จะเตรียมถุงน้ำร้อนไว้ให้เด็กใช้เพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย ระหว่างนั่งรอคิว รวมถึงมีบริการตัดผม–ตัดเล็บให้เด็กฟรี ๆ สำหรับเด็กที่ผมยาวผิดระเบียบ หรือบางสัปดาห์ก็มีการแจกโบว์ผูกผมฟรี ๆ ให้เด็ก พี่อังเล่ากิจวัตรและบริการเสริมนอกเหนือจากการรถักผมเปียให้ฟัง โดยไม่ใช่เพิ่งทำ แต่ทำแบบนี้มานานกว่า 20ปีแล้ว และนี่ก็อาจจะเป็นสาเหตุทำให้เธอจึงเป็นขวัญใจของเด็ก ๆ จนถึงพ่อแม่ทุกคน
“พี่ลองกลับมาคิดดู การที่ร้านถักเปียของพี่อาจจะดูพิเศษกว่าของที่อื่นนั้น น่าจะเป็นการทำให้หน้าร้านของเราเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยของเด็ก ๆ ทำให้พ่อแม่หายเป็นห่วง ถ้าต้องปล่อยลูกหลานเอาไว้กับเรา อีกทั้งพี่ยังเป็นเหมือนศิราณี หรือเป็นแม่คนที่สองให้เด็ก ๆ เหล่านี้ไปด้วย เพราะเด็กบางคนมักจะเล่าเรื่องที่ไม่กล้าเล่าให้พ่อแม่ฟังกับพี่ ซึ่งพี่ก็ได้ให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาไป นอกจากนี้พี่ยังฝึกให้เด็กรู้จักรักษาความสะอาดผม ด้วยการแอบดมหัว เพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ รักษาความสะอาดเส้นผม และจะหมั่นตรวจเช็กความสะอาด เช่นตรวจเล็บ ตรวจมือ ซึ่งถ้าใครยาวหรือไม่สะอาด ก็จะมีกรรไกรตัดเล็บเตรียมไว้ให้บริการฟรี ๆ หรือบางทีก็ตัดผม เล็มผมที่ยาวเกินไปให้เด็ก ๆ”
พี่อังเล่าว่า เธอถักเปียได้ทุกแบบ แต่ “ทรงผมเปียที่ฮิตสุด” ที่ลูกค้านิยมเลือกคือ ทรงคลาวด์ หรือ ผมเปียแบบที่คาดผม ซึ่งเป็นผมเปียที่สามารถอยู่ได้นานถึง 2วัน ช่วยให้ผู้ปกครองประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยการถักเปียของเธอจะเน้นให้ถูกระเบียบโรงเรียนเช่น ทรงเปียธรรมดา เปียพจมาน เปียตะขาบ เปียก้างปลา เปียนูน และเปียแฟชั่น และนอกจากนั้น พี่อังยังมี “ทริกลับพิเศษ” ที่ทำให้ลูกค้าถูกอกถูกใจ คือ การผูกโบว์มัดผมแบบหักคอไก่ ซึ่งป็นวิธีที่ใช้มาตั้งแต่เริ่มอาชีพนี้ โดยหัวใจสำคัญคือการผูกโบว์ให้คร่อมหนังยางที่ใช้รัดผมไว้ ซึ่งการผูกลักษณะนี้จะช่วยให้โบว์ล็อกติดหนังยางแน่น ทำให้ไม่หลุดตลอดทั้งวัน ซึ่งเคยมีคนมาขอเรียนเพื่อไปเปิดร้านของตัวเอง หลังเห็นเทคนิคนี้จาก เฟซบุ๊ก “สุขเล็กเล็กของพี่อัง” เธอเล่าให้ฟัง ด้วยความภูมิใจ
อ่าน ดูรูปทั้งหมดได้ที่นี่
อ่านเพลิน มือถักเปีย ตำนานหน้าโรงเรียน
อังสิมา พุ่มคง ครองตำแหน่งขวัญใจพ่อแม่และเด็ก เธอเป็นคนกรุงเทพฯ แต่งงานมีครอบครัวแล้ว โดยมีลูกสาว 1 คน คือ น้องเกียร์-พรรณศิมา พุ่มคง โดยก่อนจะมายึดอาชีพถักผมเปียหน้าโรงเรียน เดิมทีเธอขายของจำพวกกิฟต์ช็อปและตุ้มหูอยู่ข้างโรงเรียน จนเมื่อลูกสาวเข้าเรียน เมื่อเพื่อน ๆ ของลูกสาวเห็นผมเปียที่เธอถักให้ก็รู้สึกชอบ จึงรบเร้าผ่านลูกสาวว่าอยากให้เธอช่วยถักผมเปียให้บ้าง ด้วยความเอ็นดูเด็ก ๆ เพื่อน ๆ ของลูกสาวก็เลยถักให้ ทีนี้ผ่านไปสักพักปรากฏจากถักให้แค่กลุ่มเพื่อนของลูกสาว ก็มีเด็ก ๆ คนอื่นอยากให้ช่วยถัก ให้บ้าง จนจากถักให้เด็กไม่กี่คนก็เลยมีคิวยาวต่อแถวให้เธอถักเปียให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“เรียกว่ามีเด็กเกือบครึ่งห้องมายืนรอคิวให้พี่ถักเปียให้เลยก็ว่าได้ แต่ก็รับถักให้ได้ไม่มาก เพราะไม่มีใครเฝ้าร้านกิฟต์ช็อป ซึ่งตอนนั้นพี่ไม่ได้เรียกเก็บเงินอะไรเลยนะ ถักให้เพราะเอ็นดูเด็ก ๆ ทีนี้พอพ่อแม่ผู้ปกครองเห็นผมเปียบนหัวลูกของเขาก็ถามไถ่กับลูก ๆ ตัวเองว่า ใครถักให้ ทำไมสวยจัง จากนั้นก็เลยเริ่มมีพ่อแม่ของเด็กมาขอให้พี่ถักให้ลูกเขาบ้าง ซึ่งถ้าพี่ว่างก็ถักให้ แต่หลัง ๆ ปรากฏพอถักเสร็จเด็กวางเงินไว้ 20 บาทเกือบทุกคน บอกพ่อแม่ฝากมาให้พี่อังเป็นค่าช่วยถักเปียให้ลูกสาวของเขา พี่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยตามเลย ในใจคิดว่าสักพักเดี๋ยวก็คงซาไปเอง แต่ที่ไหนได้ยิ่งถักยิ่งมีลูกค้ามากขึ้น อาจเพราะเขาเอาไปบอกกันปากต่อปาก จนในที่สุดก็เลยกลายเป็นงานที่ต้องทำทุกเช้าทุกวัน และกลายมาเป็นอาชีพของพี่ไปในที่สุด” มือถักเปียระดับตำนานอย่าง พี่อัง เล่าจุดเริ่มต้นในอดีตที่นำพามาถึงวันนี้
พี่อังอธิบายให้ฟังว่า รายได้จากการถักเปียเกิดขึ้นเพราะพ่อแม่ของเด็กคงเกรงใจ จึงฝากเงิน 20 บาทกับเด็ก ๆ มาให้เธอเพื่อเป็นค่าตอบแทนที่ยอมเสียเวลานั่งถักผมเปียให้กับลูกของพวกเขา พี่อังจึงยังยึดราคานี้มาตลอดไม่เปลี่ยนตลอดเวลา 24 ปี โดยไม่ยอมเก็บเพิ่ม แม้จะมีคนให้มากกว่านี้ก็ตาม เพราะไม่อยากให้เป็นภาระของพ่อแม่ผู้ปกครองเกินไป แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ จากเดิมที่ไม่มีบัตรคิว ก็ต้องเริ่มนำระบบบัตรคิวมาใช้เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้วนี้เอง เนื่องจากมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเยอะมาก โดยเฉพาะในช่วงที่โรงเรียนมีกิจกรรม คิวจากเดิมก็จะเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว แถมบางครั้งไม่ได้มีแต่เด็ก ๆ เท่านั้นที่มาใช้บริการ หากแต่คนทั่วไป หรือพนักงานก็มาใช้บริการถักผมเปียกับเธอด้วย
“ปกติทุกเช้าจะรับได้ราว ๆ 40-50 กว่าคน ในเวลาสองชั่วโมง ซึ่งได้ลุกสาว คือ น้องเกียร์มาช่วย โดยน้องเกียร์เริ่มมาช่วยงานพี่ถักเปียตั้งแต่ตอนที่น้องเรียนอยู่ป.4” พี่อังพูดถึงจำนวนคิวที่ให้บริการในแต่ละวัน พร้อมกับแนะนำ “ทายาทช่างถักผมเปียรุ่น 2” คือ น้องเกียร์ ลูกสาวของเธอ ที่ได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชานี้
เธอเผยความรู้สึกกับ “งานถักผมเปีย” ว่า เธอมองว่าอาชีพนี้ใช้เพียงแรงกายและเวลา โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่ม แต่ทุกครั้งที่ให้บริการเด็ก ๆ ทุกคน เธอจะคิดเสมอว่า ตัวเองกำลังดูแลลูกหลานของตัวเอง เรียกว่าดูแลลูกตัวเองยังไง ก็ดูแลเด็ก ๆ เหมือนกัน ซึ่งสำหรับเธอแล้ว งานถักเปียเป็นมากกว่าแค่อาชีพ เธอจึงจัดสถานที่ให้เด็ก ๆ ไม่รู้สึกอึดอัด เช่น มีพัดลมให้ มีลูกอม หรือกระดาษทิชชู่เตรียมไว้ เพราะเด็กหลายคนอาศัยเวลาที่นั่งรอถักเปียกินข้าวเช้าไปด้วยในตัว หรือในช่วงฤดูหนาว ก็จะเตรียมถุงน้ำร้อนไว้ให้เด็กใช้เพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย ระหว่างนั่งรอคิว รวมถึงมีบริการตัดผม–ตัดเล็บให้เด็กฟรี ๆ สำหรับเด็กที่ผมยาวผิดระเบียบ หรือบางสัปดาห์ก็มีการแจกโบว์ผูกผมฟรี ๆ ให้เด็ก พี่อังเล่ากิจวัตรและบริการเสริมนอกเหนือจากการรถักผมเปียให้ฟัง โดยไม่ใช่เพิ่งทำ แต่ทำแบบนี้มานานกว่า 20ปีแล้ว และนี่ก็อาจจะเป็นสาเหตุทำให้เธอจึงเป็นขวัญใจของเด็ก ๆ จนถึงพ่อแม่ทุกคน
“พี่ลองกลับมาคิดดู การที่ร้านถักเปียของพี่อาจจะดูพิเศษกว่าของที่อื่นนั้น น่าจะเป็นการทำให้หน้าร้านของเราเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยของเด็ก ๆ ทำให้พ่อแม่หายเป็นห่วง ถ้าต้องปล่อยลูกหลานเอาไว้กับเรา อีกทั้งพี่ยังเป็นเหมือนศิราณี หรือเป็นแม่คนที่สองให้เด็ก ๆ เหล่านี้ไปด้วย เพราะเด็กบางคนมักจะเล่าเรื่องที่ไม่กล้าเล่าให้พ่อแม่ฟังกับพี่ ซึ่งพี่ก็ได้ให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาไป นอกจากนี้พี่ยังฝึกให้เด็กรู้จักรักษาความสะอาดผม ด้วยการแอบดมหัว เพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ รักษาความสะอาดเส้นผม และจะหมั่นตรวจเช็กความสะอาด เช่นตรวจเล็บ ตรวจมือ ซึ่งถ้าใครยาวหรือไม่สะอาด ก็จะมีกรรไกรตัดเล็บเตรียมไว้ให้บริการฟรี ๆ หรือบางทีก็ตัดผม เล็มผมที่ยาวเกินไปให้เด็ก ๆ”
พี่อังเล่าว่า เธอถักเปียได้ทุกแบบ แต่ “ทรงผมเปียที่ฮิตสุด” ที่ลูกค้านิยมเลือกคือ ทรงคลาวด์ หรือ ผมเปียแบบที่คาดผม ซึ่งเป็นผมเปียที่สามารถอยู่ได้นานถึง 2วัน ช่วยให้ผู้ปกครองประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยการถักเปียของเธอจะเน้นให้ถูกระเบียบโรงเรียนเช่น ทรงเปียธรรมดา เปียพจมาน เปียตะขาบ เปียก้างปลา เปียนูน และเปียแฟชั่น และนอกจากนั้น พี่อังยังมี “ทริกลับพิเศษ” ที่ทำให้ลูกค้าถูกอกถูกใจ คือ การผูกโบว์มัดผมแบบหักคอไก่ ซึ่งป็นวิธีที่ใช้มาตั้งแต่เริ่มอาชีพนี้ โดยหัวใจสำคัญคือการผูกโบว์ให้คร่อมหนังยางที่ใช้รัดผมไว้ ซึ่งการผูกลักษณะนี้จะช่วยให้โบว์ล็อกติดหนังยางแน่น ทำให้ไม่หลุดตลอดทั้งวัน ซึ่งเคยมีคนมาขอเรียนเพื่อไปเปิดร้านของตัวเอง หลังเห็นเทคนิคนี้จาก เฟซบุ๊ก “สุขเล็กเล็กของพี่อัง” เธอเล่าให้ฟัง ด้วยความภูมิใจ
อ่าน ดูรูปทั้งหมดได้ที่นี่