ทำไมพระเยซูถึงสาปแช่งต้นมะเดื่อ?



ไม่ใช่แค่เพราะพระองค์เกลียดต้นมะเดื่อเท่านั้น

     ในภาพยนตร์ตลกเรื่อง เดอะเจิร์ก (The Jerk) ปีค.ศ. 1979 มีฉากหนึ่งที่คนบ้าคนหนึ่งตั้งใจจะลอบสังหารนาวิน จอห์นสัน (Navin Johnson) (ที่แสดงโดยสตีฟ มาร์ติน - Steve Martin) พนักงานปั๊มน้ำมันที่ดูโง่เขลา แต่เป้าหมายของคนบ้านั้นพลาดไป เขาเลยยิงโดนกระป๋องน้ำมันที่อยู่ด้านหลังนาวินแทน ทำให้เกิดประโยคเด็ดที่ว่า “เขาเกลียดกระป๋องพวกนี้! อย่าเข้าใกล้กระป๋องพวกนี้!”


เดอะเจิร์ก (The Jerk) ปีค.ศ. 1979


นาวิน จอห์นสัน (Navin Johnson) (ที่แสดงโดยสตีฟ มาร์ติน - Steve Martin)

     วิน จอห์นสันยังคงสับสนอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งแฮร์รี่ (Harry) (ที่แสดงโดยแจ็กกี้ เมสัน - Jackie Mason) เจ้านายของเขาแก้ไขความเข้าใจผิดให้ว่า “เขาไม่ได้อยากเจาะรูที่กระป๋องหรอก เขาอยากเจาะรูที่ตัวแกต่างหาก!” จนถึงจุดนั้น นาวิน จอห์นสันมองไม่เห็นอะไรนอกจากกระป๋องเหล่านั้น และไม่เข้าใจว่า เกิดอะไรขึ้น กระป๋องเหล่านั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์โดยไม่ได้ตั้งใจของความโกรธแค้นของคนบ้าเท่านั้น


แฮร์รี่ (Harry) (ที่แสดงโดยแจ็กกี้ เมสัน - Jackie Mason)

     ข้าพเจ้าหวนนึกถึงฉากนั้นขณะอ่านบทพูด (และต่อมาเป็นบทความ) ในปีค.ศ. 1927 เรื่อง ทำไมข้าพเจ้าถึงไม่ใช่คริสตชน (Why I Am Not a Christian) ซึ่งเบอร์แทรนด์ รัสเซลล์ (Bertrand Russell) นักปรัชญาชาวอังกฤษได้โต้แย้งว่า แท้จริงแล้วพระเยซูไม่ใช่ “คนที่ดีที่สุดและฉลาดที่สุดในบรรดามนุษย์” แน่นอนว่า เบอร์แทรนด์ รัสเซลล์ ยอมรับคำสอนบางอย่างของพระคริสตเจ้า แม้กระทั่งอ้างว่า “เห็นด้วยกับพระคริสตเจ้ามากกว่าคริสตชนที่อ้างตัวว่า เป็นคริสตชนเสียอีก” ในคำสอนต่างๆ เช่น การไม่ตัดสินผู้อื่น การหันแก้มอีกข้างให้ และอื่นๆ แต่ในบางด้าน เบอร์แทรนด์ รัสเซลล์พบว่า ศีลธรรมของพระเยซูยังขาดตกบกพร่อง กล่าวคือ:


ทำไมข้าพเจ้าถึงไม่ใช่คริสตชน (Why I Am Not a Christian)


เบอร์แทรนด์ รัสเซลล์ (Bertrand Russell) นักปรัชญาชาวอังกฤษ

แล้วก็มีเรื่องราวแปลกๆเกี่ยวกับต้นมะเดื่อ ซึ่งทำให้ข้าพเจ้างงมาโดยตลอด คุณจำเรื่องราวเกี่ยวกับต้นมะเดื่อได้มั้ย “พระองค์ทรงรู้สึกหิว เมื่อทอดพระเนตรเห็นมะเดื่อเทศต้นหนึ่งอยู่ริมทาง จึงเสด็จเข้าไปใกล้ แต่ไม่ทรงพบผลมะเดื่อ ทรงพบแต่ใบเท่านั้น จึงตรัสกับมะเดื่อเทศต้นนั้นว่า “ตั้งแต่นี้ไป เจ้าอย่ามีผลอีกเลย”” ... เปโตร ... จึงทูลพระเยซูเจ้าว่า “ต้นมะเดื่อเทศที่พระองค์ทรงสาปแช่งนั้นเหี่ยวเฉาไปแล้ว” นี่เป็นเรื่องราวที่แปลกมาก เพราะยังไม่ใช่ฤดูมะเดื่อ และพระองค์ก็ไม่ควรตำหนิต้นไม้นั้นเลย ส่วนตัวข้าพเจ้าเองรู้สึกว่า ในเรื่องของปัญญาหรือคุณธรรม พระคริสตเจ้าไม่ได้สูงส่งเท่ากับบุคคลอื่นๆในประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าคิดว่าควรจะยกย่องพระพุทธเจ้า (Buddha) และโสกราตีส (Socrates) มากกว่าในด้านเหล่านั้น


พระพุทธเจ้า (Buddha)


โสกราตีส (Socrates)

+ เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าเมือง พระองค์ทรงรู้สึกหิว เมื่อทอดพระเนตรเห็นมะเดื่อเทศต้นหนึ่งอยู่ริมทาง จึงเสด็จเข้าไปใกล้ แต่ไม่ทรงพบผลมะเดื่อ ทรงพบแต่ใบเท่านั้น จึงตรัสกับมะเดื่อเทศต้นนั้นว่า “ตั้งแต่นี้ไป เจ้าอย่ามีผลอีกเลย” ทันใดนั้น มะเดื่อเทศก็เหี่ยวแห้งไป บรรดาศิษย์เห็นดังนั้นต่างประหลาดใจ กล่าวว่า “ต้นมะเดื่อเทศเหี่ยวไปทันทีได้อย่างไร” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านมีความเชื่อและไม่สงสัย ท่านจะทำได้ทุกสิ่ง ไม่เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับต้นมะเดื่อเทศต้นนี้เท่านั้น ถ้าท่านบอกภูเขาลูกนี้ว่า ‘จงยกตัวขึ้น และทิ้งตัวลงไปในทะเลเถิด’ ก็จะเป็นเช่นนั้น และทุกสิ่งที่ท่านจะอธิษฐานภาวนาวอนขอด้วยความเชื่อ ท่านก็จะได้รับ” - มัทธิว 21:18-22 ต้นมะเดื่อเทศไร้ผล ความเชื่อและการอธิษฐานภาวนา

     พูดอีกอย่างคือ “พระองค์เกลียดต้นมะเดื่อต้นนี้! อย่าเข้าใกล้ต้นมะเดื่อ!”

     ข้าพเจ้าอดสงสัยไม่ได้ว่า เบอร์แทรนด์ รัสเซลล์จะตีความข้อความอย่าง 1 พงศ์กษัตริย์ 11:26-40 อย่างไร ในข้อความนั้น อาคิยาห์สวมเสื้อคลุมตัวใหม่ เขาถอดเสื้อคลุมตัวนั้นออกมาฉีกเป็นสิบสองชิ้น และสั่งให้กษัตริย์เก็บสิบชิ้น ซึ่งเป็นการบอกล่วงหน้าถึงการแบ่งแยกชาวอิสราเอลออกเป็นสิบเผ่าทางเหนือ (อิสราเอล) และสองเผ่าทางใต้ (ยูดาห์) เมื่ออ่านข้อความนี้ เขาจะพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมประกาศกจึงโกรธเสื้อผ้าและคัดค้านว่า เสื้อผ้าไม่ได้ทำอะไรผิดหรือไม่? หรือท่านจะเข้าใจ (อย่างที่ท่านดูเหมือนจะไม่เข้าใจในการคัดค้านการกระทำของพระเยซูกับต้นมะเดื่อ) ว่าการกระทำในที่นี้เป็นเพียงสัญลักษณ์?

+ เยโรโบอัม บุตรของเนบัท ชาวเอฟราอิมจากเมืองเศเรดาห์ มีมารดาเป็นหญิงม่ายชื่อเศรุวาห์ เขาเป็นข้าราชการของกษัตริย์ซาโลมอน ได้ก่อการกบฏต่อกษัตริย์ เพราะเหตุผลดังนี้ กษัตริย์ซาโลมอนกำลังทรงถมดินสร้างมิลโลเชื่อมกำแพงนครของกษัตริย์ดาวิดพระบิดา เยโรโบอัมเป็นชายหนุ่มที่มีความสามารถ เมื่อกษัตริย์ซาโลมอนทรงเห็นเขาทำงาน ก็ทรงแต่งตั้งเขาเป็นผู้ควบคุมการเกณฑ์แรงงานจากเผ่าโยเซฟ วันหนึ่ง เยโรโบอัมเดินทางออกจากกรุงเยรูซาเล็ม ประกาศกคนหนึ่งชื่ออาคิยาห์ชาวชิโลห์มาพบเขากลางทาง มีเพียงเขาสองคนในทุ่งนา อาคิยาห์สวมเสื้อคลุมตัวใหม่ เขาถอดเสื้อคลุมตัวนั้นออกมาฉีกเป็นสิบสองชิ้น แล้วพูดกับเยโรโบอัมว่า “ท่านจงเอาไปสิบชิ้นเถิด เพราะพระยาห์เวห์ พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสว่า ‘เราจะฉีกอาณาจักรไปจากมือของซาโลมอนแล้วมอบให้ท่านสิบเผ่า เขาจะมีเหลือเพียงเผ่าเดียว เพราะเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของเรา และเพราะเห็นแก่กรุงเยรูซาเล็มเมืองที่เราเลือกไว้เป็นของเราจากทุกเผ่าของอิสราเอล เราจะทำดังนี้เพราะเขาทิ้งเราไปนมัสการเทพีอาเชราห์ของชาวไซดอน นมัสการเทพเจ้าเคโมชของชาวโมอับ และเทพเจ้ามิลโคมของชาวอัมโมน เขาไม่ได้เดินตามวิถีทางของเรา ไม่ทำสิ่งที่ถูกต้องในสายตาของเรา ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดและข้อวินิจฉัยของเรา ต่างจากดาวิดบิดาของเขา แต่เราจะไม่เอาอาณาจักรทั้งหมดไปจากมือของเขา เราจะให้เขามีอำนาจปกครองตราบเท่าที่เขายังมีชีวิต เพราะเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของเราซึ่งเราเลือกไว้ ดาวิดได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติและข้อกำหนดของเรา แต่เราจะเอาอาณาจักรจากมือบุตรของเขาไปมอบให้ท่านสิบเผ่า เราจะให้บุตรของเขาปกครองเผ่าเดียว เพื่อดาวิดผู้รับใช้ของเราจะได้มีราชวงศ์คงอยู่ตลอดไปต่อหน้าเราที่กรุงเยรูซาเล็ม เมืองที่เราเลือกไว้เป็นที่ประทับสำหรับนามของเรา เราจะตั้งท่านเป็นกษัตริย์ปกครองทั่วดินแดนที่ท่านต้องการ และท่านจะเป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอล ถ้าท่านเชื่อฟังคำสั่งของเราทุกประการและเดินตามวิถีทางของเรา โดยทำสิ่งที่ถูกต้องในสายตาของเรา และปฏิบัติตามข้อกำหนดและบทบัญญัติ ดังที่ดาวิดผู้รับใช้ของเราเคยกระทำ เราจะอยู่กับท่าน เราจะสร้างราชวงศ์มั่นคงให้ท่านดังที่ได้สร้างให้ดาวิด เราจะมอบอิสราเอลให้ท่าน เราจะทำให้ลูกหลานของดาวิดตกต่ำเพราะเหตุนี้ แต่จะไม่ตลอดไป’” กษัตริย์ซาโลมอนทรงพยายามฆ่าเยโรโบอัม แต่เขาก็หนีไปอียิปต์ ไปหาชิชัก กษัตริย์อียิปต์และอยู่ในอียิปต์จนกระทั่งกษัตริย์ซาโลมอนสิ้นพระชนม์ - 1 พงศ์กษัตริย์ 11:26-40 เยโรโบอัมเป็นกบฏ

     ในกรณีของพระเยซูและต้นมะเดื่อ ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของการกระทำของพระเยซูควรจะเข้าใจได้ทันที เพราะก่อนที่จะสาปแช่งต้นมะเดื่อ พระเยซูได้ทรงเล่าอุปมาเรื่องต้นมะเดื่อ ซึ่งทำให้ความหมายเชิงสัญลักษณ์ชัดเจน (ลูกา 13:6-9 อุปมาเรื่องต้นมะเดื่อเทศไร้ผล)

พระเยซูเจ้าตรัสเป็นอุปมาเรื่องนี้ว่า “ชายผู้หนึ่งปลูกต้นมะเดื่อเทศต้นหนึ่งในสวนองุ่นของตน เขามามองหาผลที่ต้นนั้น แต่ไม่พบ จึงพูดกับคนสวนว่า ‘ดูซิ สามปีแล้วที่ฉันมองหาผลจากมะเดื่อเทศต้นนี้แต่ไม่พบ จงโค่นมันเถิด เสียที่เปล่าๆ’ แต่คนสวนตอบว่า ‘นายครับ ปล่อยมันไว้อีกสักปีหนึ่งเถิด ผมจะพรวนดินรอบต้น ใส่ปุ๋ย ดูซิว่าปีหน้ามันจะออกผลหรือไม่ ถ้าไม่ออกผล ท่านจะโค่นทิ้งเสียก็ได้’”

     ภาพเปรียบเทียบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ดังที่ประกาศกอิสยาห์ (Prophet Isaiah) ได้กล่าวไว้ว่า “ฟังเถิด สวนองุ่นของพระยาห์เวห์จอมจักรวาล คือพงศ์พันธุ์อิสราเอล ชาวยูดาห์เป็นสวนที่พระองค์โปรดปราน พระองค์ทรงหวังความยุติธรรม กลับทรงพบแต่การนองเลือด ทรงหวังความชอบธรรม กลับทรงพบเสียงร้องให้ช่วย” (อิสยาห์ 5:7 บทเพลงเรื่องสวนองุ่น)


ประกาศกอิสยาห์ (Prophet Isaiah)

     พระเยซูทรงเล่าอุปมาเรื่องต้นมะเดื่อ “พระเยซูเจ้าเสด็จผ่านเมืองและหมู่บ้าน ทรงสั่งสอนประชาชนและทรงเดินทางมุ่งไปกรุงเยรูซาเล็ม” (ลูกา 13:22 ประตูแคบ ชาวยิวปฏิเสธไม่ยอมรับพระเยซูเจ้า คนต่างศาสนาได้รับเรียก) และในช่วงสุดท้ายของการเดินทางนี้เองที่เราได้เห็นพระองค์ทรงสาปแช่งต้นมะเดื่อ นี่คือคำบรรยายของนักบุญมาระโกเกี่ยวกับฉากนั้น :

วันรุ่งขึ้น ขณะที่พระเยซูเจ้าเสด็จออกจากหมู่บ้านเบธานีพร้อมกับบรรดาศิษย์ พระองค์ทรงรู้สึกหิว เมื่อทอดพระเนตรแต่ไกล ทรงเห็นมะเดื่อเทศต้นหนึ่งมีใบ จึงเสด็จเข้าไปทอดพระเนตรว่ามีผลหรือไม่ ทรงพบแต่ใบ เพราะมิใช่ฤดูมะเดื่อเทศ พระองค์จึงตรัสแก่มะเดื่อเทศต้นนั้นว่า “ตั้งแต่นี้ต่อไป อย่าให้ใครได้กินผลของเจ้าอีกเลย” บรรดาศิษย์ได้ยินพระวาจานี้ […] เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่บรรดาศิษย์ผ่านมา ได้เห็นต้นมะเดื่อเทศเหี่ยวเฉาไปจนถึงราก เปโตรจำได้จึงทูลพระเยซูเจ้าว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า ดูซิ ต้นมะเดื่อเทศที่พระองค์ทรงสาปแช่งนั้นเหี่ยวเฉาไปแล้ว” (มาระโก 11:12-14 ต้นมะเดื่อเทศไร้ผล,20-21 ต้นมะเดื่อเทศเหี่ยวเฉา ความเชื่อ และการอธิษฐานภาวนา)

     ต้นมะเดื่อไม่ใช่ตัวแทนทางศีลธรรม มันไม่มีความตระหนักรู้ในตนเอง และมันก็ไม่ได้ถูกลงโทษ แต่ต้นมะเดื่อเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนถึงความแห้งแล้งทางจิตวิญญาณของอิสราเอล คุณอาจสังเกตเห็นจุดไข่ปลาในข้อความข้างต้น นั่นเป็นเพราะระหว่างที่พระเยซูทรงสาปแช่งต้นมะเดื่อและนักบุญเปโตร อัครสาวก (Saint Peter the Apostle) กล่าวถึงเรื่องนี้ในวันรุ่งขึ้น พระเยซูได้เสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็มและขับไล่บรรดาคนแลกเงินออกจากพระวิหารพลางตรัสว่า “มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์มิใช่หรือว่า บ้านของเราจะได้ชื่อว่าบ้านแห่งการอธิษฐานภาวนาสำหรับนานาชาติ แต่ท่านทั้งหลายกลับมาทำให้เป็นซ่องโจร” (มาระโก 11:17) แทนที่จะขัดจังหวะการสาปแช่งต้นมะเดื่อ การกระทำนี้กลับทำให้ความหมายของมันชัดเจนยิ่งขึ้น นั่นคือ การพิพากษาได้เกิดขึ้นกับอิสราเอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเยรูซาเล็ม


นักบุญเปโตร อัครสาวก (Saint Peter the Apostle)

+ พระองค์ตรัสสอนประชาชนว่า “มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์มิใช่หรือว่า บ้านของเราจะได้ชื่อว่าบ้านแห่งการอธิษฐานภาวนาสำหรับนานาชาติ แต่ท่านทั้งหลายกลับมาทำให้เป็นซ่องโจร” - มาระโก 11:17 พระเยซูเจ้าทรงขับไล่บรรดาพ่อค้าออกจากพระวิหาร
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่