รีวิวหนังสือ กลับสู่ไฮฟา ของ คัสซาน กานาฟานี

ผมว่านี่คืองานเขียนระดับ Masterpiece ที่สั้น กระชับ แต่ทรงพลังทั้งในเชิงอารมณ์และปัญญาที่สุดแล้วครับ

”กลับสู่ไฮฟา“ ของ คัสซาน กานาฟานี เป็นวรรณกรรมเรื่องสั้น ที่ดูเรียบง่าย แต่กลับซับซ้อนอย่างลึกซึ้งในเชิงสัญลักษณ์และความคิด

เรื่องราวของซาอิดและซาฟียา สองสามีภรรยาชาวปาเลสไตน์ที่ต้องลี้ภัยจากเมืองไฮฟาในช่วงเหตุการณ์ Al-Nakba ปี 1948 จนจำใจทิ้ง ”คอลดูน“ ลูกน้อยวัยเพียงห้าเดือนไว้เบื้องหลัง จนกระทั่ง 20 ปีต่อมา หลังสงครามปี 1967 พวกเขาได้รับโอกาสกลับไปยังบ้านหลังเดิมอีกครั้ง

แต่สิ่งที่รออยู่ไม่ใช่การหวนคืนสู่ความทรงจำ หากเป็นการเผชิญหน้ากับความจริงอันเจ็บปวด

บ้านของพวกเขามีผู้อื่นอาศัยอยู่แล้ว ”มิเรียม“ หญิงชาวยิวผู้รอดชีวิตจาก Holocaust และคอลดูน ลูกชายที่พวกเขาตามหา ได้เติบโตขึ้นในชื่อใหม่ว่า “ดอฟ” ทหารหนุ่มในกองทัพอิสราเอล

นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของครอบครัวที่พลัดพราก หากคือคำถามใหญ่ที่สุดที่กานาฟานีโยนใส่ผู้อ่านคือ

“มาตุภูมิคืออะไร?”

มันคือผืนดินที่บรรพบุรุษเคยอาศัยอยู่?
คือความทรงจำ?
หรือคือสิ่งที่เราพร้อมจะต่อสู้เพื่อรักษาเอาไว้?

ในท้ายที่สุด ซาอิดได้ค้นพบความจริงอันขมขื่นว่า

“มาตุภูมิไม่ใช่อดีต แต่มันคืออนาคต”

สำหรับผม วรรณกรรมเล่มนี้มีสัญลักษณ์สำคัญอยู่สามประการ

ข้อแรก คือ ”บ้าน“ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงกำแพง หลังคา หรือเฟอร์นิเจอร์ แต่หมายถึงมาตุภูมิ อัตลักษณ์ และความเป็นเจ้าของ

สองคือ ”ลูกชาย“ คอลดูนที่กลายเป็นดอฟ คือสัญลักษณ์ของการเสียดินแดนปาเลสไตน์ ที่ถูกสร้างความทรงจำและอัตลักษณ์ขึ้นใหม่ ขณะที่คาลิด ลูกชายอีกคน คือภาพแทนของอนาคตและความหวังของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมยืนหยัด

สามคือ ”การเดินทางกลับ“ ซึ่งไม่ใช่การกลับไปยังสถานที่เดิม แต่คือการกลับไปเผชิญหน้ากับความจริงที่เคยหลีกหนี

สิ่งที่ทำให้ กลับสู่ไฮฟา ทรงพลังไม่ใช่เพราะมันเล่าเรื่องความสูญเสียได้อย่างเจ็บปวดอย่างเดียว แต่เพราะมันกล้าตั้งคำถามต่อผู้ถูกกระทำเอง ถึงความอ่อนแอ ความลังเล ความใจกว้าง และเปิดกว้าง นับว่าเป็นงานที่มีชีวิต

ในช่วงแรก ซาอิดและซาฟียามองตนเองเป็นเหยื่อของประวัติศาสตร์ เป็นผู้สูญเสียบ้าน สูญเสียลูก และสูญเสียชีวิตที่เคยมี และโหยหวนถึงอดีต

แต่เมื่อเรื่องดำเนินไป กานาฟานีค่อย ๆ ชี้ให้เห็นว่า นอกจากการเป็นเหยื่อแล้ว มนุษย์ยังต้องเผชิญคำถามเรื่องความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเองด้วย

การโหยหาอดีตเพียงอย่างเดียว ไม่อาจทวงคืนอนาคตได้

นี่คือแก่นแท้ของวรรณกรรมเล่มนี้ครับ

มันไม่ใช่เรื่องของความทรงจำ แต่เป็นเรื่องของการลงมือทำต่างหาก

ไม่ใช่เรื่องของสิ่งที่สูญเสียไปแล้ว แต่เป็นเรื่องของสิ่งที่ยังเหลืออยู่ให้ปกป้อง

ประโยคที่กระแทกใจผมมากที่สุดคือ

“หากบาดแผลถูกกรีดลงบนร่างที่ไร้วิญญาณ มันย่อมไม่อาจสั่นสะเทือนสิ่งใด แต่ถ้ามันถูกกรีดลงบนร่างที่มีชีวิต มันจะยิ่งทวีขีดความสามารถในการยืนหยัดขัดขืน”

กานาฟานีไม่ได้กำลังพูดถึงบาดแผลทางกาย หากกำลังพูดถึงหัวใจของมนุษย์เรา และถามทุกคนว่า

เมื่อเราเห็นเด็กที่หิวโหย เรายังรู้สึกอะไรบ้างไหม

เมื่อเราเห็นผู้คนถูกสังหาร  บ้านเรือนถูกทำลาย หรือเห็นความอยุติธรรมเกิดขึ้น เห็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยกันต่อหน้าต่อตา เรายังรู้สึกโกรธ หรืออยากลุกขึ้นทำอะไรสักอย่างหรือไม่ หรือว่าเราไม่รู้สึกอะไรอีกแล้วไม่ต่างจากซากศพที่ตายไปแล้ว…

ซาอิดพูด..

“ผมแค่บอกกับตัวเองว่า ปาเลสไตน์ในสายตาของคาลิดคืออะไร เราเข้าใจผิดที่คิดว่ามาตุภูมิคืออดีต แต่สำหรับคาลิดมาตุภูมิคืออนาคต นั่นคือความต่างของเรา คนอย่างคาลิดมองไปยังอนาคต เพื่อที่พวกเขาจะได้แก้ไขความผิดพลาดของเรา และความผิดพลาดของโลกทั้งใบ ดอฟ คือความอัปยศของเรา แต่คาลิดคือเกียรติยศที่ยืนยง”

หมายเหตุ: คัสซาน กานาฟานี เขาจากโลกนี้ไป ตอนอายุเพียง 36 ปี (เท่าอายุผมในตอนนี้) เขาถูกลอบสังหารด้วยระเบิดรถยนต์นอกบ้านพักในเบรุต เขาจากไปพร้อมกับทิ้งมรดกทางวรรณกรรมและปัญญาชนไว้เบื้องหลังอย่างมหาศาล งานเขียนของเขายังคงพูดแทนคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า และทรงพลังยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา… การสังหารนักเขียนไม่อาจสังหารงานเขียนของเขาได้จริงๆครับ

-ดร.ริฎวาน ศอลิห์วงศ์สกุล-

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่