"แดนฝันอันตรธาน" มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า "The White Rabbit" งานชิ้นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นโดย บอส ณัฐภกร แน่งน้อย เด็กหนุ่มจาก จ.ภูเก็ต ที่มีความหลงใหลในศาสตร์ของมายากลมาตั้งแต่อายุ 11 ปี จนได้รับฉายาว่า "Magic Boy" เมื่อเติบโตขึ้น เขาได้เดินทางเข้าเมืองหลวง เพื่อมาศึกษาต่อทางด้านภาพยนต์ที่ ม.กรุงเทพ จนได้พบว่าทั้ง 2 ศาสตร์นี้ ต่างก็มีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ การสร้างภาพมายาออกมาเป็นศิลปะแห่งการสื่อสารและความบันเทิง แดนฝันอันตรธาน เป็นผลงานที่ บอส ใช้เวลา 2-3 ปี พัฒนาต่อยอดขึ้นมาจากงานธีลิส ร่วมกับเพื่อน ๆ พี่น้องร่วมสถาบันเดียวกัน ดังนั้น แดนฝันอันตรธาน จึงไม่ได้มีจุดเริ่มต้นจากความเป็น Commercial Feature Film แต่มันคืองานกึ่ง ๆ Experimental Film ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ จขกท. จะพูดถึงต่อไป
สิ่งที่อยากชื่นชมในหนังอย่างแรกเลย คือ ในเรื่องของ Cinematography ที่เป็นภาพรวมในหนัง ทั้งเรื่อง Setting, Lighting, Camera Movement, Grading หรือพวก Framing / Composition อะไรเหล่านี้ ทีมสร้างทำออกมา ถ้าถือว่านี่เป็นหนังใหญ่เรื่องแรก ก็ถือว่าทำออกมาได้ดี จขกท. คิดอยู่เสมอว่า ถ้าเป็น ผกก. ยุคใหม่ ๆ ของบ้านเรา เรื่องทางเทคนิคเราไม่แย่เลยครับ เพราะ ผกก. รุ่นใหม่ ส่วนมากก็จะมาจากเด็กฟิล์ม ที่เรียนมาตามหลักการจากอาจารย์ที่มีองค์ความรู้ที่ถูกต้องจริง ๆ ไม่ใช่การใช้ครูพักลักจำแบบ ผกก. รุ่นก่อน ๆ สมัย 40-50 ปีก่อนในอดีต นอกจากนี้ ในส่วนของ Special Effects ที่เป็น Corpse Props หรือศพจำลอง (หนังเกี่ยวกับกู้ภัยก็ต้องมีงานเก็บศพเนอะ) นั้นทำได้ดีที่สุดครับ ไม่น่าเชื่อว่าหนังทุนสร้างประมานนี้ จะทำดัมมี่และการแต่งเอฟเฟกต์ออกมาได้ดีขนาดนี้ ดีกว่าหนังทุนสูง ๆ อีกครับ ขอชื่นชม
ภาพรวมของหนังขอใช้คำว่า "มีกลิ่นอาย" ของหนังคุณเจ้ยแล้วกัน มีการใช้ Cinematic Symbolism หรือ สัญญะในหนัง และการเปรียบเปรยโดยใช้เรื่องเล่าในงานวรรณกรรมที่นางเอกกำลังแต่งขึ้น (เรื่อง White Rabbit นั่นแหละครับ เป็นเรื่องเล่าของเจ้ากระต่ายสีขาว ที่ถูกนำมาเลี้ยงท่ามกลางฝูงกระต่ายดำ) เป็นตัวขับเคลื่อนสารที่หนังต้องการนำเสนอตลอดทั้งเรื่อง ดังนั้น หนังเรื่องนี้อาจไม่ใช่งานที่เป็นสไตล์แบบ Audience Friendly หรือเหมาะกับทุก ๆ คนแน่ ๆ เพราะมันมีความเป็นหนังอาร์ต (ขอใช้คำง่าย ๆ) อยู่สูงที่เดียว แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่จะยากแบบหนังคุณเจ้ย เอาเป็นว่าถ้าดู "ผีใช้ได้ค่ะ" แล้วเข้าใจ หรือชอบ เรื่องนี้ก็ไม่ยากไปกว่านั้นครับ
มาถึงเรื่องบทและสารที่หนังต้องการนำเสนอ ก็ถือว่าหนังเรื่องนี้มีความแปลกใหม่และกล้าที่จะฉีกแนวทางอยู่พอสมควร แต่ทั้งหมดต้องไม่ลืมว่า หนังเรื่องนี้มันกึ่ง ๆ Experimental Film ดังนั้น จะให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบคงไม่ใช่ โดยหนังได้นำพาเราให้มองทะลุไปถึงอาชีพหน่วยกู้ภัย ที่ดูเผิน ๆ ก็คือ คนที่มีความสามารถในการช่วยเหลือประชาชน ทั้งตอนเป็นและตอนตาย หากแต่หนังเลือกที่จะหันไปมองในอีกแง่มุมนึง ที่อาชีพนี้อาจจะมีพาร์ทสีเทา ๆ อยู่เช่นกัน เมื่อต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องผลประโยชน์ของคนมีสี และอำนาจมืดของเหล่าบรรดาผู้ทรงอิทธิพลที่จะเลือกกำจัดศัตรูในชีวิตของพวกเขาเมื่อใดก็ได้ ซึ่งในวันนึง คน ๆ นั้น อาจจะเป็นใครสักคนที่อยู่ใกล้ตัวเราก็เป็นได้
สิ่งที่อยากโฟกัส คือ ความยาวของหนังเรื่องนี้ที่มีเพียง 75 นาที เท่านั้น หนังสั้นมากครับ กับโจทย์ที่ต้องนำเสนอสารที่ทั้งแข็งและหนักหน่วงขนาดนี้ กับการเดินเรื่องที่ใช้สัญญะและการเปรียบเปรยไปตลอดทาง ซึ่ง ผกก. ก็เลือกที่จะใช้การเล่าเรื่องแบบไปเรื่อย ๆ แนว Slice of Life พยายามให้คนดูเรียนรู้ไปกับการกระทำและบอกเล่าของตัวละคร แถมการให้สัญญะเปรียบเปรยกับงานเขียนของนางเอกที่มันยังดูค่อนข้างเป็นในแนวนามธรรมอีกด้วย ผลที่ออกมา คือ เวลามันไม่พอที่จะสร้างอิมแพ็คในสารให้กับคนดูได้ และต้องยอมรับว่าการเล่าเรื่องยังมีความกระท่อนกระแท่นอยู่บ้าง พูด ๆ ง่าย คือ พอเวลาน้อย มันก็แตะอะไรได้แค่อย่างละนิดละหน่อย โดยที่เราไม่สามารถเข้าไปสำรวจที่มาที่ไปของตัวละครแต่ละตัวได้เลย มันทำให้อารมณ์ไม่เกิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังครับ ทั้ง ๆ ที่ต้นทุนของสารในหนังนั้นดีมาก ๆ เลยครับ
อีกเรื่องที่คิดว่ายังไม่ค่อยสุดสำหรับความคิดของ จขกท. และอาจจะทำให้ตัวหนังดรอปลงก็เป็นได้ คือ เรื่องของการแสดงของนักแสดงนำครับ ทั้ง ขุนโน๊ต ที่เล่นเป็นพระเอก และ เอิงเอย ที่เล่นเป็นนางเอก อันนี้ความคิดของ จขกท. นะครับ ติเพื่อก่อนะ คือ Acting ไม่มีไดนามิกเลยทั้งคู่ เล่นแบบเลื่อนลอย แววตาเคว้งคว้างว่างเปล่ามาก จะบอกว่าหนังมันโทนนั้นก็ไม่ได้ เพราะแรงส่งมาถึงคนดู คือ ไม่มีเลย เนื้อเรื่องดี แต่คนดูหาวนอนมันหมายถึงอะไร ความจริง เอิงเอย ตอนเล่น Human Resource นะเล่นดีมากเลยนะ Acting คล้าย ๆ กัน แต่อันนั้นมีพลังส่งดีมาก ดีสุด ๆ เลยไม่แน่ใจว่าเรื่องไหนถ่ายก่อนถ่ายหลัง พอมาเรื่องนี้ (เทอม 4 ตอนเรือนนางสนม อีกเรื่องที่เฟลเหมือนกัน) กลายเป็นนางลอยไปแล้ว สิ่งที่ เอิงเอย ถ้าจะมา Acting สายนี้ น้องต้องพัฒนาเรื่องของ The Eyes Have It ให้ได้ คือ การแสดงความรู้สึกผ่านทางสายตา เพราะถ้าจะหน้านิ่ง เสียงโมโนโทน ตาต้องแสดงแทน คนที่ควรต้องศึกษาเป็นแบบอย่างเลย คือ คุณอุ๋ม อาภาศิริ เธอเล่นหนังแนวโมโนโทนเหมือนกันหมดทุกเรื่อง แต่ทำไมเล่นดี โดดเด่น ส่งอารมณ์ได้ เพราะเธอใช้สายตาช่วยมากเลยครับ อันนี้อยากแนะนำเลย ส่วน ขุนโน๊ต นี่ก็เหมือน เอิงเอย แต่ยังต้องพัฒนามากกว่าอีกเยอะเลย ส่วนกลุ่มนักแสดงที่เล่นดี กลับกลายเป็นพวกตัวรอง โดยเฉพาะเหล่าบรรดาลุง ๆ ในร้านเหล้า อันนี้ออกมาแค่ไม่กี่ซีน แต่เล่นดีมาก เอาจริง ๆ อันนี้ฝากไว้ให้พิจารณาครับ
อย่างไรก็ดี ภาพรวมของหนังเรื่องนี้ จขกท. ก็ยังให้อยู่ในเกณฑ์ผ่าน และน่าดูอยู่ เนื่องด้วยหากต้องพิจารณาจากข้อจำกัดต่าง ๆ ของหนัง และความกล้าที่จะนำเสนอเรื่องราวที่เป็นบริบททางสังคม ซึ่งผู้สร้างน้อยรายที่จะหยิบยกขึ้นมานำเสนอให้เป็นประเด็น ก็ถือว่าเป็นเรื่องราวดี ๆ ที่มีรสชาติที่แปลกใหม่ ชวนลิ้มลอง ส่วนจะชอบไม่ชอบคงแล้วแต่เทสก์ของแต่ละคน
ปัจจุบัน แดนฝันอันตรธาร ฉายเฉพาะที่โรงภาพยนตร์ House Samyan (ก่อนหน้าที่มีฉายที่โรงเครือสีบลูด้วย แต่ก็เหมือนฉายแก้บน เพราะมีแค่ 2 โรง ที่ CTW กับ เชียงใหม่ และฉายแค่วันละรอบ อาทิตย์นี้ก็หลุดรอบไปแล้ว) ใครสนใจตามไปดูกันได้ครับ ส่วนใครที่ไปดูหนังเรื่องนี้มาแล้ว คิดเห็นอย่างไรมาแชร์กันได้ครับ
(รีวิว..ไม่สปอย) แดนฝันอันตรธาน..The White Rabbit (2026)
"แดนฝันอันตรธาน" มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า "The White Rabbit" งานชิ้นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นโดย บอส ณัฐภกร แน่งน้อย เด็กหนุ่มจาก จ.ภูเก็ต ที่มีความหลงใหลในศาสตร์ของมายากลมาตั้งแต่อายุ 11 ปี จนได้รับฉายาว่า "Magic Boy" เมื่อเติบโตขึ้น เขาได้เดินทางเข้าเมืองหลวง เพื่อมาศึกษาต่อทางด้านภาพยนต์ที่ ม.กรุงเทพ จนได้พบว่าทั้ง 2 ศาสตร์นี้ ต่างก็มีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ การสร้างภาพมายาออกมาเป็นศิลปะแห่งการสื่อสารและความบันเทิง แดนฝันอันตรธาน เป็นผลงานที่ บอส ใช้เวลา 2-3 ปี พัฒนาต่อยอดขึ้นมาจากงานธีลิส ร่วมกับเพื่อน ๆ พี่น้องร่วมสถาบันเดียวกัน ดังนั้น แดนฝันอันตรธาน จึงไม่ได้มีจุดเริ่มต้นจากความเป็น Commercial Feature Film แต่มันคืองานกึ่ง ๆ Experimental Film ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ จขกท. จะพูดถึงต่อไป
สิ่งที่อยากชื่นชมในหนังอย่างแรกเลย คือ ในเรื่องของ Cinematography ที่เป็นภาพรวมในหนัง ทั้งเรื่อง Setting, Lighting, Camera Movement, Grading หรือพวก Framing / Composition อะไรเหล่านี้ ทีมสร้างทำออกมา ถ้าถือว่านี่เป็นหนังใหญ่เรื่องแรก ก็ถือว่าทำออกมาได้ดี จขกท. คิดอยู่เสมอว่า ถ้าเป็น ผกก. ยุคใหม่ ๆ ของบ้านเรา เรื่องทางเทคนิคเราไม่แย่เลยครับ เพราะ ผกก. รุ่นใหม่ ส่วนมากก็จะมาจากเด็กฟิล์ม ที่เรียนมาตามหลักการจากอาจารย์ที่มีองค์ความรู้ที่ถูกต้องจริง ๆ ไม่ใช่การใช้ครูพักลักจำแบบ ผกก. รุ่นก่อน ๆ สมัย 40-50 ปีก่อนในอดีต นอกจากนี้ ในส่วนของ Special Effects ที่เป็น Corpse Props หรือศพจำลอง (หนังเกี่ยวกับกู้ภัยก็ต้องมีงานเก็บศพเนอะ) นั้นทำได้ดีที่สุดครับ ไม่น่าเชื่อว่าหนังทุนสร้างประมานนี้ จะทำดัมมี่และการแต่งเอฟเฟกต์ออกมาได้ดีขนาดนี้ ดีกว่าหนังทุนสูง ๆ อีกครับ ขอชื่นชม
ภาพรวมของหนังขอใช้คำว่า "มีกลิ่นอาย" ของหนังคุณเจ้ยแล้วกัน มีการใช้ Cinematic Symbolism หรือ สัญญะในหนัง และการเปรียบเปรยโดยใช้เรื่องเล่าในงานวรรณกรรมที่นางเอกกำลังแต่งขึ้น (เรื่อง White Rabbit นั่นแหละครับ เป็นเรื่องเล่าของเจ้ากระต่ายสีขาว ที่ถูกนำมาเลี้ยงท่ามกลางฝูงกระต่ายดำ) เป็นตัวขับเคลื่อนสารที่หนังต้องการนำเสนอตลอดทั้งเรื่อง ดังนั้น หนังเรื่องนี้อาจไม่ใช่งานที่เป็นสไตล์แบบ Audience Friendly หรือเหมาะกับทุก ๆ คนแน่ ๆ เพราะมันมีความเป็นหนังอาร์ต (ขอใช้คำง่าย ๆ) อยู่สูงที่เดียว แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่จะยากแบบหนังคุณเจ้ย เอาเป็นว่าถ้าดู "ผีใช้ได้ค่ะ" แล้วเข้าใจ หรือชอบ เรื่องนี้ก็ไม่ยากไปกว่านั้นครับ
มาถึงเรื่องบทและสารที่หนังต้องการนำเสนอ ก็ถือว่าหนังเรื่องนี้มีความแปลกใหม่และกล้าที่จะฉีกแนวทางอยู่พอสมควร แต่ทั้งหมดต้องไม่ลืมว่า หนังเรื่องนี้มันกึ่ง ๆ Experimental Film ดังนั้น จะให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบคงไม่ใช่ โดยหนังได้นำพาเราให้มองทะลุไปถึงอาชีพหน่วยกู้ภัย ที่ดูเผิน ๆ ก็คือ คนที่มีความสามารถในการช่วยเหลือประชาชน ทั้งตอนเป็นและตอนตาย หากแต่หนังเลือกที่จะหันไปมองในอีกแง่มุมนึง ที่อาชีพนี้อาจจะมีพาร์ทสีเทา ๆ อยู่เช่นกัน เมื่อต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องผลประโยชน์ของคนมีสี และอำนาจมืดของเหล่าบรรดาผู้ทรงอิทธิพลที่จะเลือกกำจัดศัตรูในชีวิตของพวกเขาเมื่อใดก็ได้ ซึ่งในวันนึง คน ๆ นั้น อาจจะเป็นใครสักคนที่อยู่ใกล้ตัวเราก็เป็นได้
สิ่งที่อยากโฟกัส คือ ความยาวของหนังเรื่องนี้ที่มีเพียง 75 นาที เท่านั้น หนังสั้นมากครับ กับโจทย์ที่ต้องนำเสนอสารที่ทั้งแข็งและหนักหน่วงขนาดนี้ กับการเดินเรื่องที่ใช้สัญญะและการเปรียบเปรยไปตลอดทาง ซึ่ง ผกก. ก็เลือกที่จะใช้การเล่าเรื่องแบบไปเรื่อย ๆ แนว Slice of Life พยายามให้คนดูเรียนรู้ไปกับการกระทำและบอกเล่าของตัวละคร แถมการให้สัญญะเปรียบเปรยกับงานเขียนของนางเอกที่มันยังดูค่อนข้างเป็นในแนวนามธรรมอีกด้วย ผลที่ออกมา คือ เวลามันไม่พอที่จะสร้างอิมแพ็คในสารให้กับคนดูได้ และต้องยอมรับว่าการเล่าเรื่องยังมีความกระท่อนกระแท่นอยู่บ้าง พูด ๆ ง่าย คือ พอเวลาน้อย มันก็แตะอะไรได้แค่อย่างละนิดละหน่อย โดยที่เราไม่สามารถเข้าไปสำรวจที่มาที่ไปของตัวละครแต่ละตัวได้เลย มันทำให้อารมณ์ไม่เกิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังครับ ทั้ง ๆ ที่ต้นทุนของสารในหนังนั้นดีมาก ๆ เลยครับ
อีกเรื่องที่คิดว่ายังไม่ค่อยสุดสำหรับความคิดของ จขกท. และอาจจะทำให้ตัวหนังดรอปลงก็เป็นได้ คือ เรื่องของการแสดงของนักแสดงนำครับ ทั้ง ขุนโน๊ต ที่เล่นเป็นพระเอก และ เอิงเอย ที่เล่นเป็นนางเอก อันนี้ความคิดของ จขกท. นะครับ ติเพื่อก่อนะ คือ Acting ไม่มีไดนามิกเลยทั้งคู่ เล่นแบบเลื่อนลอย แววตาเคว้งคว้างว่างเปล่ามาก จะบอกว่าหนังมันโทนนั้นก็ไม่ได้ เพราะแรงส่งมาถึงคนดู คือ ไม่มีเลย เนื้อเรื่องดี แต่คนดูหาวนอนมันหมายถึงอะไร ความจริง เอิงเอย ตอนเล่น Human Resource นะเล่นดีมากเลยนะ Acting คล้าย ๆ กัน แต่อันนั้นมีพลังส่งดีมาก ดีสุด ๆ เลยไม่แน่ใจว่าเรื่องไหนถ่ายก่อนถ่ายหลัง พอมาเรื่องนี้ (เทอม 4 ตอนเรือนนางสนม อีกเรื่องที่เฟลเหมือนกัน) กลายเป็นนางลอยไปแล้ว สิ่งที่ เอิงเอย ถ้าจะมา Acting สายนี้ น้องต้องพัฒนาเรื่องของ The Eyes Have It ให้ได้ คือ การแสดงความรู้สึกผ่านทางสายตา เพราะถ้าจะหน้านิ่ง เสียงโมโนโทน ตาต้องแสดงแทน คนที่ควรต้องศึกษาเป็นแบบอย่างเลย คือ คุณอุ๋ม อาภาศิริ เธอเล่นหนังแนวโมโนโทนเหมือนกันหมดทุกเรื่อง แต่ทำไมเล่นดี โดดเด่น ส่งอารมณ์ได้ เพราะเธอใช้สายตาช่วยมากเลยครับ อันนี้อยากแนะนำเลย ส่วน ขุนโน๊ต นี่ก็เหมือน เอิงเอย แต่ยังต้องพัฒนามากกว่าอีกเยอะเลย ส่วนกลุ่มนักแสดงที่เล่นดี กลับกลายเป็นพวกตัวรอง โดยเฉพาะเหล่าบรรดาลุง ๆ ในร้านเหล้า อันนี้ออกมาแค่ไม่กี่ซีน แต่เล่นดีมาก เอาจริง ๆ อันนี้ฝากไว้ให้พิจารณาครับ
อย่างไรก็ดี ภาพรวมของหนังเรื่องนี้ จขกท. ก็ยังให้อยู่ในเกณฑ์ผ่าน และน่าดูอยู่ เนื่องด้วยหากต้องพิจารณาจากข้อจำกัดต่าง ๆ ของหนัง และความกล้าที่จะนำเสนอเรื่องราวที่เป็นบริบททางสังคม ซึ่งผู้สร้างน้อยรายที่จะหยิบยกขึ้นมานำเสนอให้เป็นประเด็น ก็ถือว่าเป็นเรื่องราวดี ๆ ที่มีรสชาติที่แปลกใหม่ ชวนลิ้มลอง ส่วนจะชอบไม่ชอบคงแล้วแต่เทสก์ของแต่ละคน
ปัจจุบัน แดนฝันอันตรธาร ฉายเฉพาะที่โรงภาพยนตร์ House Samyan (ก่อนหน้าที่มีฉายที่โรงเครือสีบลูด้วย แต่ก็เหมือนฉายแก้บน เพราะมีแค่ 2 โรง ที่ CTW กับ เชียงใหม่ และฉายแค่วันละรอบ อาทิตย์นี้ก็หลุดรอบไปแล้ว) ใครสนใจตามไปดูกันได้ครับ ส่วนใครที่ไปดูหนังเรื่องนี้มาแล้ว คิดเห็นอย่างไรมาแชร์กันได้ครับ