สายน้ำแห่งความหลังที่ไม่หวนคืน - River of No Return


        ภาพยนตร์เรื่อง River of No Return (1954) เป็นภาพยนตร์แนวเวสเทิร์นเรื่องเดียวของมาริลิน มอนโร ที่ถ่ายทำในรูปแบบ CinemaScope ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับตัวเธอและการถ่ายทำ
        มาริลินรับบทเป็น เคย์ เวสตัน (Kay Weston) นักร้องสาวในบาร์ที่มีจิตใจดี เธอต้องร่วมเดินทางผ่านแม่น้ำที่เชี่ยวกรากไปกับ แมตต์ คาลเดอร์ (แสดงโดย โรเบิร์ต มิทชัม) และลูกชายของเขา บทบาทนี้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนจากภาพลักษณ์สาวพราวเสน่ห์ในภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ มาสู่บทบาทที่มีความติดดินและสมบุกสมบันมากขึ้น โดยเธอต้องสวมทั้งชุดราตรีหรูหราสำหรับร้องเพลงและชุดเวสเทิร์นสำหรับการเดินทาง
       ในเรื่องนี้มาริลินได้โชว์ความสามารถด้านการร้องเพลงที่โดดเด่น เช่น เพลง "I'm Gonna File My Claim" ที่เธอร้องให้กับกลุ่มนักขุดทองในบาร์ ถือเป็นหนึ่งในการถ่ายทำที่หนักหนาสาหัสที่สุดครั้งหนึ่งในอาชีพนักแสดงของเธอ โดยมีการถ่ายทำสถานที่จริงในแถบแคนาดาและไอดาโฮ  มาริลินเกือบจมน้ำขณะถ่ายทำฉากบนแพ และยังประสบอุบัติเหตุข้อเท้าพลิกจนต้องใส่เฝือกและใช้ไม้ค้ำยันระหว่างถ่ายทำฉากที่เหลือ แม้จะมีปัญหาเบื้องหลัง แต่เคมีระหว่างเธอกับโรเบิร์ต มิทชัม ถูกพูดถึงว่ามีความสมดุลและดึงดูดใจผู้ชมได้เป็นอย่างดี
        ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทของมาริลินในฐานะนักแสดงที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและการถ่ายทำที่ท้าทาย เพื่อนำเสนอผลงานที่กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์คลาสสิกของเธอ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ


         เพลง "River of No Return" ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อให้มาริลิน มอนโร ขับร้องประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ เพลงนี้ประพันธ์โดย ไลโอเนล นิวแมน (Lionel Newman) ในส่วนของทำนอง และ เคน ดาร์บี (Ken Darby) เป็นผู้แต่งเนื้อร้อง เพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในเพลงที่เป็นเอกลักษณ์และจดจำได้ดีที่สุดของมาริลิน มอนโร โดยเธอได้ร้องเพลงนี้ด้วยน้ำเสียงที่เป็นธรรมชาติและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อเรื่องของภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางผ่านแม่น้ำที่เปรียบเสมือนโชคชะตาที่ย้อนกลับไม่ได้

If you listen you can hear it call. (Wailaree)
     หากคุณลองฟังดู คุณจะสามารถได้ยินเสียงเรียกของมัน (เวย์ลา-รี...)
There is a river called the river of no return
     มีแม่น้ำสายหนึ่งที่ถูกเรียกว่า แม่น้ำแห่งความหลังที่ไม่หวนคืน
Sometimes it's peaceful and sometimes wild and free
     บางครั้งมันก็สงบนิ่ง และบางครั้งก็เชี่ยวกรากอย่างเป็นอิสระ
Love is a traveller on the river of no return
     ความรักก็เหมือนนักเดินทางที่ล่องไปบนแม่น้ำแห่งความหลังที่ไม่มีวันหวนคืนนี้
Swept on forever to be lost in the stormy sea. (Wailaree)
     ถูกพัดพาไปชั่วนิรันดร์ เพื่อที่จะจมหายไปในทะเลที่บ้าคลั่ง (เวย์ลา-รี...)
I can hear the river call (no return, no return)
     ฉันได้ยินเสียงแม่น้ำนั้นเรียกหา (ไม่มีวันหวนคืน, ไม่มีการหวนคืน)
I can hear my lover call ,"come to me"
     ฉันได้ยินเสียงคนรักของฉันเรียกหาว่า "มาหาฉันสิ"
I lost my love on the river
     ฉันสูญเสียคนรักไปในแม่น้ำสายนี้
And forever my heart will yearn
     และหัวใจของฉันจะเฝ้าโหยหาเขาไปตลอดกาล
Gone, gone forever
     จากไปแล้ว จากไปตลอดกาล
Down the river of no return
     ไปตามสายน้ำแห่งความหลังที่ไม่มีวันหวนคืน
Wailaree, wailaree..
     เวย์ลา-รี, เวย์ลา-รี...
You never return to me
     คุณไม่มีวันกลับมาหาฉันอีกแล้ว

------------------------------------------------------------------

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

      เหตุการณ์ที่มาริลิน มอนโร ร้องเพลง "Happy Birthday, Mr. President" ให้แก่ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี เป็นหนึ่งในภาพจำที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1962 ณ เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ในนครนิวยอร์ก เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 45 ปีของประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี โดยเป็นงานระดมทุนของพรรคเดโมแครตที่มีแขกเหรื่อเข้าร่วมกว่า 15,000 คน
       มาริลิน มอนโร ก้าวขึ้นเวทีหลังจากที่พิธีกรประกาศชื่อของเธอ เธอสวมชุดราตรีผ้าไหมแก้วสีเนื้อที่ประดับด้วยคริสตัลกว่า 2,500 เม็ด ออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดัง ฌอง หลุยส์ (Jean Louis) ซึ่งชุดนี้มีความรัดรูปและให้ความรู้สึกเย้ายวนใจเป็นอย่างมาก จนมีเสียงเล่าลือกันว่าเธอไม่ได้สวมใส่อะไรไว้ข้างในเลย
       เมื่อถึงเวลาที่เธอต้องร้องเพลง เธอก็ได้ปลดผ้าคลุมไหล่ขนสัตว์ออกแล้วเดินไปที่ไมโครโฟนด้วยท่าทางที่ดูสง่างามแต่แฝงไปด้วยความอ่อนหวาน น้ำเสียงที่เธอใช้ร้องเพลงนั้นมีความนุ่มนวล แหบพร่า และลากเสียงยาวแบบสไตล์ของเธอเอง (Breathy voice) ซึ่งทำให้บรรยากาศในฮอลล์ดูเงียบกริบและตราตรึงใจผู้คนในงานเป็นอย่างมาก การที่เธอกล่าวคำว่า "Mr. President" ด้วยน้ำเสียงที่สื่ออารมณ์เช่นนั้น ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข่าวลืออย่างหนาหูในขณะนั้นว่า ทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกัน
       หลังจากที่เธอร้องเพลงจบ ประธานาธิบดีเคนเนดีได้ขึ้นบนเวทีและกล่าวขอบคุณด้วยอารมณ์ขันว่า "ตอนนี้ฉันสามารถเกษียณจากชีวิตการเมืองได้แล้ว หลังจากที่ได้ฟังเพลง 'Happy Birthday' ที่ไพเราะและน่าประทับใจขนาดนี้ กล่าวกันว่า แจกกี้ เคเนดี ภรรยาของประธานาธิบดีไม่พอใจเรื่องข่าวความสัมพันธ์ของทั้งคู่มาก
       เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งสุดท้ายครั้งหนึ่งที่มาริลิน มอนโร ปรากฏตัวต่อสาธารณชนก่อนที่เธอจะเสียชีวิตในอีกไม่กี่เดือนต่อมา ทำให้ภาพของเธอในชุดราตรีสีเนื้อและการร้องเพลงในคืนนั้นกลายเป็นสัญลักษณ์อมตะของฮอลลีวูดจนถึงปัจจุบัน

       มาริลิน มอนโร และจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) เคยพบกันก่อนงานฉลองวันเกิดที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน และมีเสียงเล่าลือกันถึงความสัมพันธ์ลับระหว่างทั้งสอง ตำนานกล่าวว่าทั้งสองเคยมีสัมพันธ์สวาทกันในห้องรูปไข่ของทำเนียบขาว และเป็นเหตุให้มีผู้สงสัยในความสัมพันธ์ของประธานาธิบดีในยุคหลังคือ บิล คลินตั้น กับ โมนิก้า เลวินสกี้ ซึ่งเกิดในห้องรูปไข่เหมือนกัน ประธานาธิบดี คลินตั้น นั้นมี ประธานาธิบดี เคเนดี เป็นไอดอลประจำตัว ทำให้สงสัยกันว่าเขาจะพยายามเลียนแบบไอดอลของเขา
       เคเนดี และ คลินตั้น เคยพบกันที่ทำเนียบขาวในช่วงที่ เคเนดีเป็นประธานาธิบดี และ คลินตั้นเป็นนักศึกษาที่ไปเยี่ยมชมทำเนียบขาว ภาพประวัติศาสตร์นี้ถูกบันทึกไว้ทั้งในรูปภาพยนต์และภาพถ่ายด้วย

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

      ปิดท้ายเรื่องตอนนี้ด้วยคลิปภาพยนต์  "The Seven Year Itch" (1955) ฉากที่เป็นสัญลักษณ์อมตะที่สุดฉากหนึ่งของโลกภาพยนตร์ "ฉากกระโปรงเปิด"
       ในภาพยนตร์ มาริลิน มอนโร รับบทเป็น "หญิงสาว" (The Girl) ที่อาศัยอยู่ห้องข้างๆ ตัวเอก เมื่อเธอและตัวเอกเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์และได้ยินเสียงรถไฟใต้ดินวิ่งผ่านใต้พื้นทางเดิน เธอจึงก้าวขึ้นไปยืนบนตะแกรงระบายอากาศแล้วพูดว่า "Ooh, do you feel the breeze from the subway? Isn't it delicious?" (โอ้ คุณรู้สึกถึงลมจากรถไฟใต้ดินไหมคะ? มันวิเศษจังเลยเนอะ?) ก่อนที่ลมจะพัดกระโปรงชุดสีขาวของเธอเปิดขึ้น
       ชุดเดรสสีขาวที่เธอสวมใส่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดัง วิลเลียม ทราวิลลา (William Travilla) ซึ่งภาพลักษณ์ของเธอในชุดนี้บนตะแกรงระบายอากาศได้กลายเป็นหนึ่งในภาพที่ถูกจดจำมากที่สุดของศตวรรษที่ 20
        ฉากนี้เดิมทีถ่ายทำบนถนนจริงในนิวยอร์กเมื่อคืนวันที่ 15 กันยายน 1954 ซึ่งได้รับความสนใจจากฝูงชนจำนวนมากจนผู้กำกับ บิลลี ไวล์เดอร์ (Billy Wilder) ตัดสินใจนำกลับไปถ่ายทำใหม่ภายในสตูดิโอของ 20th Century Fox เพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์แบบ
        ฉากนี้ถือเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดของภาพยนตร์ในยุคนั้นที่ยังมีความอนุรักษ์นิยมสูง โดยสามารถนำเสนอความเซ็กซี่ที่ดูซุกซนและมีเสน่ห์โดยไม่ดูหยาบโลน กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ภาพยนตร์และสื่อต่างๆ นำไปเลียนแบบหรือล้อเลียนต่อมาอีกนับไม่ถ้วน

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่