เรื่องสั้นนี้ดัดแปลงจากนิยายอินเดียภาษาเบงกอลเรื่อง Devdas (1917) โดย Sarat Chandra Chattopadhyay ขอคารวะต่อผู้เขียนนิยายดังกล่าวไว้ ณ ที่นี้ด้วย
ในดินแดนภาคเหนือปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เทพราชเป็นบุตรชายของหนานไชยสิงห์และนางคำเดือน หนานไชยสิงห์เป็นผู้ใหญ่บ้านผู้มีชื่อเสียงในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองเถิน เขาเติบโตมาในตระกูลข้าราชบริพารที่รับใช้ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนมาตั้งแต่ครั้งพระเจ้ากาวิละ ด้วยเคยบวชเรียนเป็นพระมาก่อน จึงอ่านออกเขียนได้และได้รับตำแหน่งเป็นคณะลูกขุนในการพิพากษาของเจ้าเมืองเถินด้วย เรือนของเทพราชเป็นเรือนไม้สักหลังใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่กลางหมู่บ้านซึ่งมีบ้านหลังใหญ่เพียงไม่กี่หลัง รอบเรือนมีเรือนเล็กเรือนน้อยของบ่าวไพร่ตั้งอยู่รายล้อมนับสิบหลัง ข้างเรือนของเขาเป็นเรือนใหญ่ของคหบดีชาวพม่านามอ่องจอ ผู้มีภรรยาหลวงคือพิมพา อดีตช่างฟ้อนชาวล้านนา อ่องจอและพิมพามีธิดาชื่อแก้วใจ เทพราชและแก้วใจมีอายุไล่เลี่ยกัน จึงเติบโตมาพร้อมกัน เป็นสหายเล่นในวัยเยาว์ และผูกพันกันมาตั้งแต่จำความได้ หนานไชยสิงห์และคำเดือนแม้จะเอ็นดูแก้วใจดุจลูกสาวคนหนึ่ง แต่ในใจลึกๆ กลับแอบรังเกียจอ่องจอและพิมพา ด้วยอ่องจอเป็นชาวพม่า ส่วนพิมพาเคยเป็นช่างฟ้อนมาก่อน ทัศนะเช่นนั้นย่อมส่งผลให้ทั้งสองไม่อาจมองความใกล้ชิดระหว่างเทพราชกับแก้วใจด้วยความสบายใจนัก เมื่อใดที่เทพราชละเลยการเรียนเพราะมัวแต่ไปเล่นกับแก้วใจ หนานไชยสิงห์ก็มักลงโทษเขาด้วยการตีอยู่เสมอ
วันหนึ่ง เมื่อชาวอังกฤษเดินทางเข้ามาสำรวจพื้นที่ในหมู่บ้าน หัวหน้าชาวอังกฤษนามโรเบิร์ต ผู้พูดได้ทั้งภาษาไทยกลางและเหนือ ได้เดินทางมายังหมู่บ้านของหนานไชยสิงห์ ด้วยความประสงค์จะอาศัยอิทธิพลของหนานไชยสิงห์เพื่อให้กิจการของอังกฤษในล้านนาดำเนินไปโดยสะดวก อีกทั้งเมื่อได้เห็นความเฉลียวฉลาดและความใฝ่รู้ของเทพราช โรเบิร์ตก็ยิ่งเกิดความต้องการจะอุปถัมภ์เขาไปศึกษาเล่าเรียนต่อที่อังกฤษ แรกเริ่มหนานไชยสิงห์ไม่ยินยอม เพราะเห็นว่าเป็นการเดินทางไกลเกินไป แต่เมื่อถูกชักจูงทั้งในทางประโยชน์และอนาคตของบุตรชาย ในที่สุดเขาก็ยอมรับว่าเมืองนอกอาจสะดวกสบายกว่าบ้านเกิด และอาจทำให้เทพราชได้ความรู้มากกว่าคนหนุ่มในเมืองเหนือโดยทั่วไป เขาจึงยอมมอบเทพราชให้อยู่ในความดูแลของโรเบิร์ต และส่งเขาเดินทางไปศึกษาต่อยังลอนดอน
วันที่เทพราชจากหมู่บ้านไปอังกฤษ แก้วใจวิ่งตามรถม้าของโรเบิร์ตพร้อมร้องเรียกชื่อเขาอยู่จนสุดกำลังจนวิ่งต่อไม่ไหว เมื่อรถม้าลับสายตาไป ความเสียใจและความคิดถึงก็เข้าจับหัวใจนาง นับแต่นั้น แก้วใจจึงหมั่นจุดเทียนถวายพระทุกวัน ขอพรให้เทพราชมีชีวิตที่ราบรื่น ปลอดภัย และมีความสุขเสมอมา และนางก็ไม่เคยละเว้นแม้แต่วันเดียว
กาลเวลาผ่านไปสิบปี เทพราชสำเร็จการศึกษาจากลอนดอนและกลับสู่หมู่บ้าน รูปร่างและกิริยาของเขาเปลี่ยนไปจากวันวานอย่างมาก เขาสูงใหญ่ขึ้น ดูภูมิฐานคล้ายชาวอังกฤษมากขึ้น ทั้งยังสะอาดสะอ้านและมีสง่าราศีเหนือกว่าผู้คนโดยรอบ ผู้คนทั้งในเรือนของเขา เรือนของแก้วใจ และทั้งหมู่บ้านต่างยินดีที่เขากลับมา นางพิมพาผู้รักใคร่เทพราชดุจลูกแท้ๆ ก็ปลื้มปิติยิ่ง เมื่อเทพราชและแก้วใจได้พบกันอีกครั้ง เขาแสร้งทำท่าเย่อหยิ่งอยู่บ้างในคราแรก พร้อมเล่าเรื่องราวเมื่ออยู่ที่อังกฤษและความเจริญของลอนดอนในยุคนั้น เมื่อแก้วใจถามว่าเขาคิดถึงนางหรือเคยอ่านจดหมายที่นางส่งไปบ้างหรือไม่ เทพราชกลับตอบกลบเกลื่อนว่าเขาไม่ได้คิดถึงนางเลย คิดถึงแต่ข้าวนึ่ง น้ำพริก ผักปลา และพ่อแม่เท่านั้น คำตอบนั้นทำให้แก้วใจน้อยใจอยู่ไม่น้อย แต่แล้วเขากลับเปิดใจบอกความจริงว่า แท้จริงเขาคิดถึงนางทุกลมหายใจ เท่านั้นเองแก้วใจก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจและความเขินอาย ก่อนจะเดินจากไป ทว่าการกลับมาพบกันครั้งนี้กลับทำให้คำเดือนรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะนางมองว่าเทพราชกลับให้ความสนใจกับครอบครัวของแก้วใจมากเกินไป ขณะที่หนานไชยสิงห์เองก็ได้แต่เฝ้าระวังไม่ให้ความผูกพันนี้ลึกซึ้งเกินไป
ด้วยเหตุที่เทพราชกลับมาก่อนวันปีใหม่เมืองเพียงไม่กี่วัน จึงมีการจัดงานปีใหม่เมืองอย่างยิ่งใหญ่เพื่อรับขวัญการกลับมาของเขา งานครั้งนั้นใหญ่โตจนแทบจะเทียบเท่างานปีใหม่เมืองในเชียงใหม่ ทั้งหมดนี้หนานไชยสิงห์เป็นผู้จัดเตรียม นางพิมพาได้ฟ้อนรำร่วมกับข้ารับใช้ของตนเพื่อรับขวัญเทพราช จากนั้นจึงมีงานเลี้ยงต้อนรับร่วมกับครอบครัวของเทพราช จนกระทั่งต่างคนต่างมีอาการมึนเมา นางพิมพาจึงเผลอเอ่ยปากขอให้เทพราชแต่งงานกับแก้วใจต่อหน้าธารกำนัล คำเดือนรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งที่พิมพาทำลายธรรมเนียมดั้งเดิมด้วยการกล่าวขอลูกชายของตนให้บุตรสาวของผู้อื่นต่อหน้าคนมากมาย ประกอบกับยังมีอคติที่เคยมีต่อพิมพาซึ่งเป็นช่างฟ้อนมาก่อน จึงปฏิเสธอย่างไม่ใยดีและเดินจากไป ความเสียใจของพิมพาแปรเป็นความเจ็บปวดลึกซึ้ง และยิ่งทำให้อ่องจอไม่พอใจ จนประกาศตัดขาดจากบ้านของหนานไชยสิงห์ พร้อมลั่นวาจาว่าจะหาผู้ชายที่ร่ำรวยและมีฐานะสูงกว่ามาเป็นคู่ครองให้แก้วใจให้ได้
เทพราชพยายามวิงวอนให้บิดามารดาของตนคืนดีกับครอบครัวของแก้วใจ และขอให้ตนได้แต่งงานกับนาง แต่หนานไชยสิงห์และคำเดือนกลับไม่เห็นด้วยโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะหนานไชยสิงห์ เขาถึงกับทะเลาะกับเทพราชอย่างรุนแรง เขาอ้างว่าตนเป็นคนมีการศึกษา เรียนรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม อีกทั้งยังได้รับการยอมรับจากข้าหลวงจากพระนครและรัฐบาลพระนครในสติปัญญา ความสามารถ และเกียรติยศ เขาจึงไม่อาจยอมให้บุตรชายลดตัวไปคบหากับคนไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรีอย่างครอบครัวของแก้วใจได้เลย เทพราชกลับมองต่างออกไป เขากล่าวว่าทุกคนต่างเกิดจากครรภ์มารดาเช่นเดียวกัน กินข้าวนึ่งเหมือนกัน กินผักกินปลาจากแม่น้ำเดียวกัน เดินเหยียบผืนดินเดียวกัน และดำรงชีวิตไม่ต่างกัน เหตุใดจึงต้องกีดกันความรักของเขากับแก้วใจ ครอบครัวของแก้วใจทำผิดสิ่งใดกันเล่าจึงต้องถูกขัดขวางไม่ให้เขาแต่งงานกับนาง ความขัดแย้งนั้นร้าวลึกจนเกือบถึงขั้นตัดพ่อตัดลูก สุดท้ายด้วยความน้อยใจและตรอมใจต่อบิดา เทพราชจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านไปอยู่เชียงใหม่ ก่อนจากไป เขาเขียนจดหมายตัดพ้อถึงแก้วใจ บอกว่าวันนี้เขาลืมนางแล้ว ความรักระหว่างเขาและนางได้ทำให้ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายแตกแยกและมีปัญหาต่อกัน ตั้งแต่นี้ไปเขาจะมองนางเป็นเพียงเพื่อนข้างบ้านเท่านั้น จดหมายนั้นทำให้แก้วใจเสียใจอย่างมาก และในที่สุดนางก็ยอมรับให้บิดามารดาหาผู้ชายคนใหม่ให้
เมื่อถึงเชียงใหม่ เทพราชได้อาศัยอยู่กับเพื่อนชื่อบุญแก้ว ซึ่งพาเขาไปยังหอคณิกาแห่งหนึ่งในเมือง ที่นั่นเขาได้พบกับนางจันทวดี คณิกาผู้ลือชื่อทั่วเชียงใหม่ว่า มีผิวขาวดุจแสงจันทร์ และมีกลิ่นกายหอมดุจไม้จันทน์ จันทวดีซึ่งมองเห็นชะตากรรมอันน่าเวทนาของเทพราช ก็ปรนนิบัติเขาอย่างเต็มใจที่สุด แม้เทพราชในตอนแรกจะมิได้สนใจนางนัก แต่เมื่อเขาปฏิบัติต่อนางดีกว่าชายอื่นทั้งหลาย ความอ่อนโยนนั้นค่อยๆ ก่อเกิดความรู้สึกดีในใจจันทวดี และในที่สุดก็แปรเปลี่ยนเป็นความรักต่อเขา กระนั้น เทพราชยังคงลังเล เขายังคงคิดถึงแก้วใจอยู่ทุกเมื่อและไม่อาจลืมนางได้ จึงตัดสินใจกลับหมู่บ้านของตน แต่เมื่อกลับไปกลับพบว่าแก้วใจกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับเจ้าภูวงศ์ เจ้าจากเมืองลี้ เทพราชได้พบแก้วใจอีกครั้งและพยายามขอคืนดี โดยอ้างว่าตนเป็นคนใจร้อนและลังเลอยู่บ่อยครั้ง จึงได้เขียนจดหมายตัดพ้อนั้นไปก่อน ทว่าแก้วใจซึ่งกำลังจะกลายเป็นภรรยาของเจ้าภูวงศ์กลับรู้สึกทั้งโกรธและน้อยใจ ที่เทพราชมองไม่เห็นคุณค่าของนางและยังเป็นคนใจร้อน ลังเล จนทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป การพบกันครั้งนั้นจึงกลายเป็นปากเสียง ทั้งสองทะเลาะกันด้วยอารมณ์รุนแรง และในชั่ววูบหนึ่งเทพราชก็ใช้สันมีดตีหน้าผากแก้วใจจนเกิดเป็นแผล เขากล่าวด้วยความโกรธว่า นี่คือพันธสัญญาความรักที่เขามีต่อนาง แก้วใจโกรธจัดและพยายามตัดพ้อเขากลับ แต่เมื่อสติกลับคืนมา เทพราชก็ขอโทษนาง และสุดท้ายจึงร่วมส่งนางไปยังคุ้มของเจ้าภูวงศ์ที่เมืองลี้
หลังจากนั้นเทพราชกลับไปเชียงใหม่อีกครั้งและเริ่มดื่มสุราเพื่อพยายามลืมแก้วใจ ขณะเดียวกัน แก้วใจซึ่งแต่งงานกับเจ้าภูวงศ์ก็ได้รู้ว่าเจ้าภูวงศ์ ผู้เป็นพ่อหม้ายมีลูกสามคน ยังลืมภรรยาคนก่อนไม่ได้ เขาจึงขอให้นางเป็นแม่เลี้ยงที่ดีของลูกๆ และเป็นภรรยาเพียงในที่สาธารณะเท่านั้น เขายืนยันว่าเพียงต้องการภรรยาใหม่เพื่อให้ลูกๆ ไม่ขาดแม่ ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวนั้น ขอให้เว้นระยะห่างไว้ตลอดไปเพื่อเคารพความทรงจำต่อภรรยาผู้ล่วงลับ แก้วใจแม้จะเสียใจต่อการตัดสินใจนั้น แต่ลูกสาวซึ่งอายุน้อยกว่าเธอไม่กี่ปี ก็ยังพอทำให้เธอมีความสุขขึ้นได้บ้าง
ไม่นานต่อมา หนานไชยสิงห์ล้มป่วยหนักและต้องการพบหน้าเทพราชเป็นครั้งสุดท้าย จึงให้คำตัน คนใช้อาวุโส ออกติดตามเทพราชกลับมา แต่เมื่อเทพราชกลับถึงบ้าน เขากลับพบว่าบิดาสิ้นใจไปเสียแล้ว เขาในฐานะบุตรชายจึงจัดการพิธีศพให้สมฐานะและทำหน้าที่ของลูกชายอย่างดีที่สุด หลังจากนั้น เทพราชจึงได้พบแก้วใจอีกครั้ง แก้วใจเห็นว่าเขาซูบผอมและทรุดโทรมเพราะสุรา จึงวิงวอนให้เขาเลิกดื่ม แต่เทพราชไม่อาจทำได้ อย่างไรก็ตาม เขาได้มอบของที่เป็นทั้งของซึ่งเขาเคยแอบนำไปจากนาง และของที่นางเคยมอบให้เขาเอง พร้อมสาบานต่อหน้านางว่า หากเขาใกล้ตายเมื่อใด เขาจะไปหาเธอที่หน้าประตูคุ้มของนางในเมืองลี้ จากนั้นไม่นาน เทพราชกลับไปเชียงใหม่และดื่มสุราไม่หยุด บุญแก้วและจันทวดีก็คอยดูแลเขา พยายามให้เขาได้เสพสุขเพื่อให้ลืมความทุกข์ ขณะเดียวกันจันทวดีเองก็พยายามไม่ให้เขาดื่มมากเกินไป
วันหนึ่ง แก้วใจเดินทางตามเจ้าภูวงศ์ไปเชียงใหม่ และได้พบจันทวดีซึ่งนางจำได้ว่าเคยเป็นหญิงคณิกาที่อยู่กับเทพราช แก้วใจขอเข้าพบเทพราช แต่ด้วยความหวั่นเกรงว่าจะทำให้เขาเสียใจยิ่งขึ้น นางจึงเชิญจันทวดีไปงานยี่เป็งที่เมืองลี้แทนโดยบอกเจ้าภูวงศ์ว่าจันทวดีเป็นเพื่อนของนางและอยากไปเที่ยวเมืองลี้ เจ้าภูวงศ์จึงไม่ติดใจและอนุญาตให้จันทวดีติดตามกลับไปเมืองลี้ ทุกอย่างดำเนินไปโดยไม่ติดขัดจนกระทั่งเมื่อแก้วใจได้พบจันทวดีในห้องพักและขอให้เล่าเรื่องของเทพราช จันทวดีเล่าว่าเทพราชเอาแต่ดื่มเหล้าและคิดถึงแก้วใจไม่หยุดทำให้แก้วใจเสียใจยิ่งนัก ทว่าก็มีข้ารับใช้ของเจ้าภูวงศ์แอบได้ยินเรื่องทั้งหมดจึงนำไปรายงานแก่เจ้าภูวงศ์ เมื่อเจ้าภูวงศ์ทราบความจริงจึงสั่งห้ามแก้วใจออกไปนอกคุ้มอีกและหากมีธุระจำเป็นก็ให้บ่าวไพร่เป็นผู้ไปแทน พร้อมทั้งส่งจันทวดีกลับเชียงใหม่
ต่อมาเวลาผ่านไป เทพราชเริ่มมีใจให้จันทวดี แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่อาจลืมแก้วใจได้ เขายังคงลังเล ไม่อาจตัดสินได้ว่าใครคือผู้มีความหมายมากกว่ากัน ระหว่างหญิงที่ผูกพันมาตั้งแต่วัยเยาว์ ผู้มีความอ่อนไหวลึกซึ้ง กับหญิงอีกคนที่แทบจะมอบชีวิตทั้งหมดให้เขาและเปี่ยมด้วยความสุขุมอ่อนโยน เขาจึงได้แต่เมามาย พยายามลืมความทุกข์ ร้องไห้เสียใจ และทำลายข้าวของ จนร่างกายและจิตใจทรุดโทรมลงทุกที ในที่สุดเทพราชก็ล้มป่วยจากการดื่มสุราเกินขนาด หมอมิชชันนารีเข้าตรวจแล้ววินิจฉัยว่าเขาเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังและมีภาวะตับแข็ง เขารู้ดีว่าวาระสุดท้ายกำลังใกล้เข้ามาจึงตัดสินใจร่ำลาจันทวดีพร้อมกล่าวว่าเขาไม่อาจตายต่อหน้าเธอได้ จันทวดีจำต้องปล่อยเขาไปทั้งน้ำตา โดยก่อนจาก เธอใช้เส้นผมของตนเช็ดรองเท้าให้เขา
เทพราชเดินทางจากเมืองเชียงใหม่ไปเมืองลี้โดยตั้งใจจะไปอำลาแก้วใจ แต่เมื่อไปถึงหน้าคุ้มของเจ้าภูวงศ์ เขากลับถูกผู้เฝ้าประตูกีดกันไว้ ขณะเดียวกันเมื่อแก้วใจรู้ว่าเทพราชมาถึงหน้าบ้านและใกล้จะสิ้นใจ นางก็รีบวิ่งไปเพื่อหวังจะพบเขาอีกครั้ง ดุจเดียวกับครั้งที่เคยวิ่งตามรถม้าเมื่อวันเก่า แต่แล้วนางก็ถูกคนใช้ของเจ้าภูวงศ์ห้ามไว้ เจ้าภูวงศ์สั่งปิดประตูหน้าคุ้มเพื่อไม่ให้เกิดความเสื่อมเสียต่อตน ท้ายที่สุด เทพราชสิ้นใจอย่างสงบโดยที่แก้วใจไม่มีโอกาสเข้าใกล้เขาในห้วงสุดท้ายของชีวิต นางทำได้เพียงยืนร่ำไห้อยู่หน้าประตูที่ถูกปิดตาย ขณะที่บ่าวของเจ้าภูวงศ์มองเหตุการณ์นั้นด้วยความสลดใจ เทียนเล่มสุดท้ายที่แก้วใจจุดไว้ให้เทพราชหน้าพระพุทธรูปก็ดับลงพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของเขาในชั่วขณะเดียวกัน เทพราชนอนสิ้นใจอย่างสงบท่ามกลางดอกหางนกยูงที่ร่วงหล่นลงมาราวกับอำลา เขาหลับไปตลอดกาล
เทพราช
ในดินแดนภาคเหนือปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เทพราชเป็นบุตรชายของหนานไชยสิงห์และนางคำเดือน หนานไชยสิงห์เป็นผู้ใหญ่บ้านผู้มีชื่อเสียงในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองเถิน เขาเติบโตมาในตระกูลข้าราชบริพารที่รับใช้ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนมาตั้งแต่ครั้งพระเจ้ากาวิละ ด้วยเคยบวชเรียนเป็นพระมาก่อน จึงอ่านออกเขียนได้และได้รับตำแหน่งเป็นคณะลูกขุนในการพิพากษาของเจ้าเมืองเถินด้วย เรือนของเทพราชเป็นเรือนไม้สักหลังใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่กลางหมู่บ้านซึ่งมีบ้านหลังใหญ่เพียงไม่กี่หลัง รอบเรือนมีเรือนเล็กเรือนน้อยของบ่าวไพร่ตั้งอยู่รายล้อมนับสิบหลัง ข้างเรือนของเขาเป็นเรือนใหญ่ของคหบดีชาวพม่านามอ่องจอ ผู้มีภรรยาหลวงคือพิมพา อดีตช่างฟ้อนชาวล้านนา อ่องจอและพิมพามีธิดาชื่อแก้วใจ เทพราชและแก้วใจมีอายุไล่เลี่ยกัน จึงเติบโตมาพร้อมกัน เป็นสหายเล่นในวัยเยาว์ และผูกพันกันมาตั้งแต่จำความได้ หนานไชยสิงห์และคำเดือนแม้จะเอ็นดูแก้วใจดุจลูกสาวคนหนึ่ง แต่ในใจลึกๆ กลับแอบรังเกียจอ่องจอและพิมพา ด้วยอ่องจอเป็นชาวพม่า ส่วนพิมพาเคยเป็นช่างฟ้อนมาก่อน ทัศนะเช่นนั้นย่อมส่งผลให้ทั้งสองไม่อาจมองความใกล้ชิดระหว่างเทพราชกับแก้วใจด้วยความสบายใจนัก เมื่อใดที่เทพราชละเลยการเรียนเพราะมัวแต่ไปเล่นกับแก้วใจ หนานไชยสิงห์ก็มักลงโทษเขาด้วยการตีอยู่เสมอ
วันหนึ่ง เมื่อชาวอังกฤษเดินทางเข้ามาสำรวจพื้นที่ในหมู่บ้าน หัวหน้าชาวอังกฤษนามโรเบิร์ต ผู้พูดได้ทั้งภาษาไทยกลางและเหนือ ได้เดินทางมายังหมู่บ้านของหนานไชยสิงห์ ด้วยความประสงค์จะอาศัยอิทธิพลของหนานไชยสิงห์เพื่อให้กิจการของอังกฤษในล้านนาดำเนินไปโดยสะดวก อีกทั้งเมื่อได้เห็นความเฉลียวฉลาดและความใฝ่รู้ของเทพราช โรเบิร์ตก็ยิ่งเกิดความต้องการจะอุปถัมภ์เขาไปศึกษาเล่าเรียนต่อที่อังกฤษ แรกเริ่มหนานไชยสิงห์ไม่ยินยอม เพราะเห็นว่าเป็นการเดินทางไกลเกินไป แต่เมื่อถูกชักจูงทั้งในทางประโยชน์และอนาคตของบุตรชาย ในที่สุดเขาก็ยอมรับว่าเมืองนอกอาจสะดวกสบายกว่าบ้านเกิด และอาจทำให้เทพราชได้ความรู้มากกว่าคนหนุ่มในเมืองเหนือโดยทั่วไป เขาจึงยอมมอบเทพราชให้อยู่ในความดูแลของโรเบิร์ต และส่งเขาเดินทางไปศึกษาต่อยังลอนดอน
วันที่เทพราชจากหมู่บ้านไปอังกฤษ แก้วใจวิ่งตามรถม้าของโรเบิร์ตพร้อมร้องเรียกชื่อเขาอยู่จนสุดกำลังจนวิ่งต่อไม่ไหว เมื่อรถม้าลับสายตาไป ความเสียใจและความคิดถึงก็เข้าจับหัวใจนาง นับแต่นั้น แก้วใจจึงหมั่นจุดเทียนถวายพระทุกวัน ขอพรให้เทพราชมีชีวิตที่ราบรื่น ปลอดภัย และมีความสุขเสมอมา และนางก็ไม่เคยละเว้นแม้แต่วันเดียว
กาลเวลาผ่านไปสิบปี เทพราชสำเร็จการศึกษาจากลอนดอนและกลับสู่หมู่บ้าน รูปร่างและกิริยาของเขาเปลี่ยนไปจากวันวานอย่างมาก เขาสูงใหญ่ขึ้น ดูภูมิฐานคล้ายชาวอังกฤษมากขึ้น ทั้งยังสะอาดสะอ้านและมีสง่าราศีเหนือกว่าผู้คนโดยรอบ ผู้คนทั้งในเรือนของเขา เรือนของแก้วใจ และทั้งหมู่บ้านต่างยินดีที่เขากลับมา นางพิมพาผู้รักใคร่เทพราชดุจลูกแท้ๆ ก็ปลื้มปิติยิ่ง เมื่อเทพราชและแก้วใจได้พบกันอีกครั้ง เขาแสร้งทำท่าเย่อหยิ่งอยู่บ้างในคราแรก พร้อมเล่าเรื่องราวเมื่ออยู่ที่อังกฤษและความเจริญของลอนดอนในยุคนั้น เมื่อแก้วใจถามว่าเขาคิดถึงนางหรือเคยอ่านจดหมายที่นางส่งไปบ้างหรือไม่ เทพราชกลับตอบกลบเกลื่อนว่าเขาไม่ได้คิดถึงนางเลย คิดถึงแต่ข้าวนึ่ง น้ำพริก ผักปลา และพ่อแม่เท่านั้น คำตอบนั้นทำให้แก้วใจน้อยใจอยู่ไม่น้อย แต่แล้วเขากลับเปิดใจบอกความจริงว่า แท้จริงเขาคิดถึงนางทุกลมหายใจ เท่านั้นเองแก้วใจก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจและความเขินอาย ก่อนจะเดินจากไป ทว่าการกลับมาพบกันครั้งนี้กลับทำให้คำเดือนรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะนางมองว่าเทพราชกลับให้ความสนใจกับครอบครัวของแก้วใจมากเกินไป ขณะที่หนานไชยสิงห์เองก็ได้แต่เฝ้าระวังไม่ให้ความผูกพันนี้ลึกซึ้งเกินไป
ด้วยเหตุที่เทพราชกลับมาก่อนวันปีใหม่เมืองเพียงไม่กี่วัน จึงมีการจัดงานปีใหม่เมืองอย่างยิ่งใหญ่เพื่อรับขวัญการกลับมาของเขา งานครั้งนั้นใหญ่โตจนแทบจะเทียบเท่างานปีใหม่เมืองในเชียงใหม่ ทั้งหมดนี้หนานไชยสิงห์เป็นผู้จัดเตรียม นางพิมพาได้ฟ้อนรำร่วมกับข้ารับใช้ของตนเพื่อรับขวัญเทพราช จากนั้นจึงมีงานเลี้ยงต้อนรับร่วมกับครอบครัวของเทพราช จนกระทั่งต่างคนต่างมีอาการมึนเมา นางพิมพาจึงเผลอเอ่ยปากขอให้เทพราชแต่งงานกับแก้วใจต่อหน้าธารกำนัล คำเดือนรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งที่พิมพาทำลายธรรมเนียมดั้งเดิมด้วยการกล่าวขอลูกชายของตนให้บุตรสาวของผู้อื่นต่อหน้าคนมากมาย ประกอบกับยังมีอคติที่เคยมีต่อพิมพาซึ่งเป็นช่างฟ้อนมาก่อน จึงปฏิเสธอย่างไม่ใยดีและเดินจากไป ความเสียใจของพิมพาแปรเป็นความเจ็บปวดลึกซึ้ง และยิ่งทำให้อ่องจอไม่พอใจ จนประกาศตัดขาดจากบ้านของหนานไชยสิงห์ พร้อมลั่นวาจาว่าจะหาผู้ชายที่ร่ำรวยและมีฐานะสูงกว่ามาเป็นคู่ครองให้แก้วใจให้ได้
เทพราชพยายามวิงวอนให้บิดามารดาของตนคืนดีกับครอบครัวของแก้วใจ และขอให้ตนได้แต่งงานกับนาง แต่หนานไชยสิงห์และคำเดือนกลับไม่เห็นด้วยโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะหนานไชยสิงห์ เขาถึงกับทะเลาะกับเทพราชอย่างรุนแรง เขาอ้างว่าตนเป็นคนมีการศึกษา เรียนรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม อีกทั้งยังได้รับการยอมรับจากข้าหลวงจากพระนครและรัฐบาลพระนครในสติปัญญา ความสามารถ และเกียรติยศ เขาจึงไม่อาจยอมให้บุตรชายลดตัวไปคบหากับคนไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรีอย่างครอบครัวของแก้วใจได้เลย เทพราชกลับมองต่างออกไป เขากล่าวว่าทุกคนต่างเกิดจากครรภ์มารดาเช่นเดียวกัน กินข้าวนึ่งเหมือนกัน กินผักกินปลาจากแม่น้ำเดียวกัน เดินเหยียบผืนดินเดียวกัน และดำรงชีวิตไม่ต่างกัน เหตุใดจึงต้องกีดกันความรักของเขากับแก้วใจ ครอบครัวของแก้วใจทำผิดสิ่งใดกันเล่าจึงต้องถูกขัดขวางไม่ให้เขาแต่งงานกับนาง ความขัดแย้งนั้นร้าวลึกจนเกือบถึงขั้นตัดพ่อตัดลูก สุดท้ายด้วยความน้อยใจและตรอมใจต่อบิดา เทพราชจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านไปอยู่เชียงใหม่ ก่อนจากไป เขาเขียนจดหมายตัดพ้อถึงแก้วใจ บอกว่าวันนี้เขาลืมนางแล้ว ความรักระหว่างเขาและนางได้ทำให้ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายแตกแยกและมีปัญหาต่อกัน ตั้งแต่นี้ไปเขาจะมองนางเป็นเพียงเพื่อนข้างบ้านเท่านั้น จดหมายนั้นทำให้แก้วใจเสียใจอย่างมาก และในที่สุดนางก็ยอมรับให้บิดามารดาหาผู้ชายคนใหม่ให้
เมื่อถึงเชียงใหม่ เทพราชได้อาศัยอยู่กับเพื่อนชื่อบุญแก้ว ซึ่งพาเขาไปยังหอคณิกาแห่งหนึ่งในเมือง ที่นั่นเขาได้พบกับนางจันทวดี คณิกาผู้ลือชื่อทั่วเชียงใหม่ว่า มีผิวขาวดุจแสงจันทร์ และมีกลิ่นกายหอมดุจไม้จันทน์ จันทวดีซึ่งมองเห็นชะตากรรมอันน่าเวทนาของเทพราช ก็ปรนนิบัติเขาอย่างเต็มใจที่สุด แม้เทพราชในตอนแรกจะมิได้สนใจนางนัก แต่เมื่อเขาปฏิบัติต่อนางดีกว่าชายอื่นทั้งหลาย ความอ่อนโยนนั้นค่อยๆ ก่อเกิดความรู้สึกดีในใจจันทวดี และในที่สุดก็แปรเปลี่ยนเป็นความรักต่อเขา กระนั้น เทพราชยังคงลังเล เขายังคงคิดถึงแก้วใจอยู่ทุกเมื่อและไม่อาจลืมนางได้ จึงตัดสินใจกลับหมู่บ้านของตน แต่เมื่อกลับไปกลับพบว่าแก้วใจกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับเจ้าภูวงศ์ เจ้าจากเมืองลี้ เทพราชได้พบแก้วใจอีกครั้งและพยายามขอคืนดี โดยอ้างว่าตนเป็นคนใจร้อนและลังเลอยู่บ่อยครั้ง จึงได้เขียนจดหมายตัดพ้อนั้นไปก่อน ทว่าแก้วใจซึ่งกำลังจะกลายเป็นภรรยาของเจ้าภูวงศ์กลับรู้สึกทั้งโกรธและน้อยใจ ที่เทพราชมองไม่เห็นคุณค่าของนางและยังเป็นคนใจร้อน ลังเล จนทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป การพบกันครั้งนั้นจึงกลายเป็นปากเสียง ทั้งสองทะเลาะกันด้วยอารมณ์รุนแรง และในชั่ววูบหนึ่งเทพราชก็ใช้สันมีดตีหน้าผากแก้วใจจนเกิดเป็นแผล เขากล่าวด้วยความโกรธว่า นี่คือพันธสัญญาความรักที่เขามีต่อนาง แก้วใจโกรธจัดและพยายามตัดพ้อเขากลับ แต่เมื่อสติกลับคืนมา เทพราชก็ขอโทษนาง และสุดท้ายจึงร่วมส่งนางไปยังคุ้มของเจ้าภูวงศ์ที่เมืองลี้
หลังจากนั้นเทพราชกลับไปเชียงใหม่อีกครั้งและเริ่มดื่มสุราเพื่อพยายามลืมแก้วใจ ขณะเดียวกัน แก้วใจซึ่งแต่งงานกับเจ้าภูวงศ์ก็ได้รู้ว่าเจ้าภูวงศ์ ผู้เป็นพ่อหม้ายมีลูกสามคน ยังลืมภรรยาคนก่อนไม่ได้ เขาจึงขอให้นางเป็นแม่เลี้ยงที่ดีของลูกๆ และเป็นภรรยาเพียงในที่สาธารณะเท่านั้น เขายืนยันว่าเพียงต้องการภรรยาใหม่เพื่อให้ลูกๆ ไม่ขาดแม่ ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวนั้น ขอให้เว้นระยะห่างไว้ตลอดไปเพื่อเคารพความทรงจำต่อภรรยาผู้ล่วงลับ แก้วใจแม้จะเสียใจต่อการตัดสินใจนั้น แต่ลูกสาวซึ่งอายุน้อยกว่าเธอไม่กี่ปี ก็ยังพอทำให้เธอมีความสุขขึ้นได้บ้าง
ไม่นานต่อมา หนานไชยสิงห์ล้มป่วยหนักและต้องการพบหน้าเทพราชเป็นครั้งสุดท้าย จึงให้คำตัน คนใช้อาวุโส ออกติดตามเทพราชกลับมา แต่เมื่อเทพราชกลับถึงบ้าน เขากลับพบว่าบิดาสิ้นใจไปเสียแล้ว เขาในฐานะบุตรชายจึงจัดการพิธีศพให้สมฐานะและทำหน้าที่ของลูกชายอย่างดีที่สุด หลังจากนั้น เทพราชจึงได้พบแก้วใจอีกครั้ง แก้วใจเห็นว่าเขาซูบผอมและทรุดโทรมเพราะสุรา จึงวิงวอนให้เขาเลิกดื่ม แต่เทพราชไม่อาจทำได้ อย่างไรก็ตาม เขาได้มอบของที่เป็นทั้งของซึ่งเขาเคยแอบนำไปจากนาง และของที่นางเคยมอบให้เขาเอง พร้อมสาบานต่อหน้านางว่า หากเขาใกล้ตายเมื่อใด เขาจะไปหาเธอที่หน้าประตูคุ้มของนางในเมืองลี้ จากนั้นไม่นาน เทพราชกลับไปเชียงใหม่และดื่มสุราไม่หยุด บุญแก้วและจันทวดีก็คอยดูแลเขา พยายามให้เขาได้เสพสุขเพื่อให้ลืมความทุกข์ ขณะเดียวกันจันทวดีเองก็พยายามไม่ให้เขาดื่มมากเกินไป
วันหนึ่ง แก้วใจเดินทางตามเจ้าภูวงศ์ไปเชียงใหม่ และได้พบจันทวดีซึ่งนางจำได้ว่าเคยเป็นหญิงคณิกาที่อยู่กับเทพราช แก้วใจขอเข้าพบเทพราช แต่ด้วยความหวั่นเกรงว่าจะทำให้เขาเสียใจยิ่งขึ้น นางจึงเชิญจันทวดีไปงานยี่เป็งที่เมืองลี้แทนโดยบอกเจ้าภูวงศ์ว่าจันทวดีเป็นเพื่อนของนางและอยากไปเที่ยวเมืองลี้ เจ้าภูวงศ์จึงไม่ติดใจและอนุญาตให้จันทวดีติดตามกลับไปเมืองลี้ ทุกอย่างดำเนินไปโดยไม่ติดขัดจนกระทั่งเมื่อแก้วใจได้พบจันทวดีในห้องพักและขอให้เล่าเรื่องของเทพราช จันทวดีเล่าว่าเทพราชเอาแต่ดื่มเหล้าและคิดถึงแก้วใจไม่หยุดทำให้แก้วใจเสียใจยิ่งนัก ทว่าก็มีข้ารับใช้ของเจ้าภูวงศ์แอบได้ยินเรื่องทั้งหมดจึงนำไปรายงานแก่เจ้าภูวงศ์ เมื่อเจ้าภูวงศ์ทราบความจริงจึงสั่งห้ามแก้วใจออกไปนอกคุ้มอีกและหากมีธุระจำเป็นก็ให้บ่าวไพร่เป็นผู้ไปแทน พร้อมทั้งส่งจันทวดีกลับเชียงใหม่
ต่อมาเวลาผ่านไป เทพราชเริ่มมีใจให้จันทวดี แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่อาจลืมแก้วใจได้ เขายังคงลังเล ไม่อาจตัดสินได้ว่าใครคือผู้มีความหมายมากกว่ากัน ระหว่างหญิงที่ผูกพันมาตั้งแต่วัยเยาว์ ผู้มีความอ่อนไหวลึกซึ้ง กับหญิงอีกคนที่แทบจะมอบชีวิตทั้งหมดให้เขาและเปี่ยมด้วยความสุขุมอ่อนโยน เขาจึงได้แต่เมามาย พยายามลืมความทุกข์ ร้องไห้เสียใจ และทำลายข้าวของ จนร่างกายและจิตใจทรุดโทรมลงทุกที ในที่สุดเทพราชก็ล้มป่วยจากการดื่มสุราเกินขนาด หมอมิชชันนารีเข้าตรวจแล้ววินิจฉัยว่าเขาเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังและมีภาวะตับแข็ง เขารู้ดีว่าวาระสุดท้ายกำลังใกล้เข้ามาจึงตัดสินใจร่ำลาจันทวดีพร้อมกล่าวว่าเขาไม่อาจตายต่อหน้าเธอได้ จันทวดีจำต้องปล่อยเขาไปทั้งน้ำตา โดยก่อนจาก เธอใช้เส้นผมของตนเช็ดรองเท้าให้เขา
เทพราชเดินทางจากเมืองเชียงใหม่ไปเมืองลี้โดยตั้งใจจะไปอำลาแก้วใจ แต่เมื่อไปถึงหน้าคุ้มของเจ้าภูวงศ์ เขากลับถูกผู้เฝ้าประตูกีดกันไว้ ขณะเดียวกันเมื่อแก้วใจรู้ว่าเทพราชมาถึงหน้าบ้านและใกล้จะสิ้นใจ นางก็รีบวิ่งไปเพื่อหวังจะพบเขาอีกครั้ง ดุจเดียวกับครั้งที่เคยวิ่งตามรถม้าเมื่อวันเก่า แต่แล้วนางก็ถูกคนใช้ของเจ้าภูวงศ์ห้ามไว้ เจ้าภูวงศ์สั่งปิดประตูหน้าคุ้มเพื่อไม่ให้เกิดความเสื่อมเสียต่อตน ท้ายที่สุด เทพราชสิ้นใจอย่างสงบโดยที่แก้วใจไม่มีโอกาสเข้าใกล้เขาในห้วงสุดท้ายของชีวิต นางทำได้เพียงยืนร่ำไห้อยู่หน้าประตูที่ถูกปิดตาย ขณะที่บ่าวของเจ้าภูวงศ์มองเหตุการณ์นั้นด้วยความสลดใจ เทียนเล่มสุดท้ายที่แก้วใจจุดไว้ให้เทพราชหน้าพระพุทธรูปก็ดับลงพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของเขาในชั่วขณะเดียวกัน เทพราชนอนสิ้นใจอย่างสงบท่ามกลางดอกหางนกยูงที่ร่วงหล่นลงมาราวกับอำลา เขาหลับไปตลอดกาล