ปริยัติกับปฏิบัติ: สองสายที่ไม่ควรนำมาเกทับกัน

ดารที่ถกเถียงกันว่า ระหว่างสายวิชาการ (ผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฎก) กับสายปฏิบัติ (ผู้มุ่งเน้นการภาวนา) สิ่งใดสำคัญกว่ากัน บางครั้งบานปลายกลายเป็นการยกตนข่มท่าน ฝ่ายปริยัติอาจมองว่าฝ่ายปฏิบัติเอาแต่นั่งหลับตาโดยไม่รู้หลักการที่ถูกต้อง ส่วนฝ่ายปฏิบัติก็อาจมองว่าฝ่ายปริยัติมีแต่ความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด แท้จริงแล้ว การนำสองสิ่งนี้มาเปรียบเทียบเพื่อหาผู้ชนะ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างยิ่ง เพราะผู้เขียนมองว่า ทั้ง ๒ สายนี้ เป็นเนื้อเดียวกัน
   เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุด ลองจินตนาการว่าเรากำลังจะเดินทางไปในที่ที่ไม่เคยไป ปริยัติ (การศึกษาพระไตรปิฎก) คือ แผนที่ที่พระพุทธเจ้าทรงทิ้งไว้ให้ หากเราไม่มีแผนที่ เราย่อมหลงทาง เดินวนเวียน หรืออาจตกหน้าผา (มิจฉาทิฏฐิ) ได้ง่าย ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ต่อให้เราท่องจำแผนที่ได้ทุกตารางนิ้ว อธิบายสัญลักษณ์ในแผนที่ได้ทะลุปรุโปร่ง แต่ถ้าเราไม่ยอมก้าวเท้าเดินเลย กล่าวคือ ไม่ลงมือปฏิบัติ เราก็จะไม่มีวันไปถึงจุดหมาย (ปฏิเวธคือ ความหลุดพ้น) ได้เช่นกัน
   ผมคิดว่า พระพุทธองค์คงน่าจะทรงทราบดีว่า ในอนาคตจะมีการนำความรู้ทางธรรมมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างอัตตา กล่าวคือ ยกตน ทับถมคนอื่นเพื่อให้ตนดูเหนือกว่า จึงได้ตรัสเตือนไว้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การเรียนรู้ธรรมะเพื่อนำไปข่มผู้อื่นนั้น เป็นสิ่งที่อันตรายมาก
   (๑) อุปมาการจับงูพิษในอลคัททูปมสูตร: พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบการศึกษาธรรมว่าเหมือนการจับงู หากศึกษาธรรมเพื่อนำไปถกเถียง เอาชนะ หรือเพื่อยกตนข่มผู้อื่น ก็เหมือนการจับงูที่หาง สุดท้ายงูนั้นจะแว้งกัดเอา ทำให้เกิดความทุกข์และความเสื่อม แต่ถ้าศึกษาเพื่อนำมาขัดเกลากิเลสตัวเอง ก็เหมือนการใช้ไม้กดหัวงูแล้วจับให้มั่น ซึ่งปลอดภัยและเป็นประโยชน์ (คลิกเพื่ออ่าน: มจร. ๒. อลคัททูปมสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒)
   (๒) อุปมาคนรับจ้างเลี้ยงโคในธรรมบท: มีพระพุทธพจน์บทหนึ่งที่ตรงไปตรงมาและเห็นภาพชัดเจนที่สุด ตรัสไว้ว่า "คนที่กล่าวพุทธพจน์ แม้มาก แต่มัวประมาท ไม่ทำตามพุทธพจน์นั้น ย่อมไม่ได้รับผลแห่งความเป็นสมณะ เหมือนคนรับจ้างเลี้ยงโคได้แต่นับโคให้คนอื่น ฉะนั้น" (คลิกเพื่ออ่าน: มจร. ๑. ยมกวรรค : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕) ข้อความนี้ชี้ชัดว่า วิชาการและพระไตรปิฎกเป็นสิ่งล้ำค่า แต่คุณค่าที่แท้จริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้น้อมนำมาลองทำและสัมผัสผลลัพธ์ด้วยตนเอง
   การที่เราบอกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดีกว่า สำคัญกว่า แล้วเกิดความรู้สึกภูมิใจหรือดูแคลนอีกฝ่าย มานะ (ความถือตัวว่าเราดีกว่า เขาด้อยกว่า) (คลิกเพื่ออ่าน: มจร. ๒. วิธาสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙)
   เมื่อใดก็ตามที่เราใช้พระไตรปิฎก ซึ่งเป็นคัมภีร์แห่งการชำระจิตใจให้ปราศจากมลทิน มาเป็นอาวุธเพื่อทิ่มแทงผู้อื่น หรือเพื่อยกป้ายไฟให้ตัวเองดูเป็นผู้รู้แจ้ง เมื่อนั้นเรากำลังทำผิดวัตถุประสงค์ของการศึกษาธรรมอย่างสิ้นเชิง
   พระไตรปิฎกมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในฐานะรากฐานที่รักษาคำสอนดั้งเดิมไว้ไม่ให้ผิดเพี้ยน เราจำเป็นต้องมีนักวิชาการและผู้ทรงภูมิรู้เพื่อสืบทอดความถูกต้องนี้ไว้ แต่ความถูกต้องทางตำรานั้น จะสมบูรณ์แบบได้ก็ต่อเมื่อนำมาลองปฏิบัติด้วยตนเองก่อนแล้วจึงนำสิ่งที่เห็นผลได้ในจิตใจเราไปใช้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ดังนั้น แทนที่จะตั้งคำถามว่า ปริยัติหรือปฏิบัติสำคัญกว่ากัน ควรเปลี่ยนมาถามตัวเองว่า "วันนี้เราได้ใช้ความรู้ที่มี มาขัดเกลาจิตใจของตัวเราเองแล้วหรือยัง" เพราะท้ายที่สุดแล้ว ธรรมไม่ได้มีไว้เพื่อถกเถียงให้ชนะใคร แต่มีไว้เพื่อเอาชนะกิเลสในใจตนเองต่างหาก
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่