สวัสดีค่ะ วันนี้อยากมาแชร์ประสบการณ์ผ่าตัดรักษาโรคปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ (เดอเกอแวง) และโรคนิ้วล็อกที่นิ้วกลางข้างขวาพร้อมกัน (Open release De Quervain and Open release middle trigger finger) รวมถึงเรื่องการทำ Pre-authorization (การขออนุมัติค่ารักษาล่วงหน้า) กับบริษัทประกันค่ะ
🩺 จุดเริ่มต้นและการตัดสินใจผ่าตัด
ก่อนหน้านี้เราเคยมีประสบการณ์กับแขนข้างซ้ายมาก่อน เลยพอจะทราบ Step การรักษาของโรงพยาบาลรัฐหรือโรงเรียนแพทย์ (โดยใช้สิทธิ์ประกันสังคม) ดีค่ะว่า ขั้นแรกต้องกินยารักษาก่อนประมาณ 1 เดือน ➡️ ต่อมาคือการฉีดสเตียรอยด์อีกประมาณ 2 ครั้ง ➡️ และสุดท้ายถ้าไม่หายถึงจะได้ผ่าตัด ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้กินเวลาหลายเดือนมาก และต้องเทียวไปเทียวมาโรงพยาบาลไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งค่ะ
แต่รอบนี้แขนขวาอาการหนักมาก แค่แปรงฟันก็เจ็บจนทนไม่ไหว ตอนกลางคืนเวลานอนแล้วเผลอขยับตัวจะปวดจนสะดุ้งตื่นและร้องไห้ออกมาเลยค่ะ สุดท้ายเลยตัดสินใจมารักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ตอนแรกหมอจะให้ฉีดยาก่อน และเราขอคุณหมอเลยว่าขอผ่า ให้จบๆ (ซึ่งตอนที่ผ่าตัดในห้องผ่าตัดคุณหมอก็แจ้งเลยค่ะว่า
ปลอกหุ้มเอ็นหนามาก และเนื้อเยื่อรอบๆ อักเสบจนแดงก่ำไปหมดแล้ว)
💳 บทเรียนเรื่องการยื่นเคลมประกัน และ Timeline การรอคอย
จริงๆ แล้วเรามีอาการนิ้วล็อกพร้อมๆ กับข้อมืออักเสบเลยค่ะ แต่ตอนแรกมีความไม่แน่ใจและไม่กล้าแจ้งคุณหมอว่าจะขอผ่าตัดที่นิ้วด้วย แถมตอนที่คุณหมอถามถึงเรื่องอาการนิ้วล็อก เราดันเบลอๆ ฟังไม่ค่อยเข้าใจในตอนนั้น เลยแจ้งขอผ่าตัดไปแค่ตรงข้อมือจุดเดียว และทำเรื่อง Pre-authorization (Pre-claim) กับบริษัทประกันไปเฉพาะจุดข้อมือ ซึ่งประกันก็อนุมัติคุ้มครองตามปกติ
แต่พอถึงวันผ่าตัดจริง เราเห็นว่านิ้วกลางข้างขวามันล็อกจนกำมือไม่ได้และเหยียดไม่สุดแล้วจริงๆ เลยตัดสินใจหน้างานขอคุณหมอผ่าตัดนิ้วล็อกไปพร้อมกันเลยในคราวเดียว ซึ่งหลังจากผ่าตัดเสร็จ ทางโรงพยาบาลจึงต้องส่ง Fax Claim เอกสารทั้งหมดไปให้ประกันใหม่อีกครั้ง ทำให้ต้องเจอ Timeline การรอคอยมาราธอนดังนี้ค่ะ:
09.30 น. เริ่มลงมีดผ่าตัด
11.00 น. ผ่าตัดเสร็จเรียบร้อย
12.15 น. โรงพยาบาลสรุปค่าใช้จ่ายและส่งแฟกซ์เข้าระบบประกัน
14.30 น. เรานั่งรอผลอนุมัติจนไม่ไหว สุดท้ายต้องใช้วิธีรูดบัตรเครดิตกันวงเงิน (รูดการ์ดลอย) ไว้ก่อนเพื่อจะได้กลับบ้านไปพักผ่อนค่ะ
15.15 น. มี SMS แจ้งจากประกันส่งมาว่าอนุมัติเรียบร้อย (เบ็ดเสร็จเฉพาะเวลารอประกันพิจารณาใหม่หน้างานรอบนี้คือ 3 ชั่วโมงเต็มๆ ค่ะ)
💡 ความเข้าใจผิดเรื่อง "นิ้วล็อก" ที่อยากบอกต่อ
ตอนแรกเรานึกว่าเวลานิ้วล็อก มันจะมีอาการกึกกักและต้องผ่าตัดตรงข้อกลางนิ้ว แต่จริงๆ แล้ว
คุณหมอผ่าตัดที่โคนนิ้วนะคะ
ดังนั้น การดามนิ้วเพื่อลดภาวะนิ้วล็อกที่หลายคนชอบทำกัน แทบไม่ได้ช่วยอะไรเลยค่ะ เพราะจุดที่เราดามกับจุดที่เป็นต้นเหตุของโรคมันอยู่คนละจุดกันเลย (ต้นเหตุอยู่ที่ปลอกหุ้มเอ็นตรงโคนนิ้วค่ะ)
💉 ประสบการณ์ในห้องผ่าตัด
คุณหมอใจดี น่ารัก และละเอียดมาก ชวนคุยในห้องผ่าตัดตลอด แต่มีจุดหนึ่งที่อยากแชร์ให้ฟังค่ะ ตอนผ่าตัดคุณหมอจะใช้สายรัดทูนิเกต์ (Tourniquet) รัดที่ต้นแขนเพื่อลดเลือดไหลไปที่นิ้ว ซึ่งมันจะรัดแน่นมากกก!
พอรัดไปได้ราวๆ 30 นาที (ผ่าข้อมือเสร็จแล้ว ช่วงกำลังผ่าตัดนิ้วล็อกพอดี) เรารู้สึกเจ็บต้นแขนจนทนไม่ไหว เลยขอให้คุณหมอช่วยคลายสายรัดให้ ซึ่งพอคลายปุ๊บ จะเกิดอาการเหมือนเป็นเหน็บชา ซ่าๆ ที่มืออยู่ประมาณ 10 นาทีเลยค่ะ โดยคุณหมอแจ้งเหตุผลว่า
ที่เลือกใช้วิธีนี้เพราะไม่อยากใช้เครื่องจี้ไฟฟ้าในการห้ามเลือด เนื่องจากจะทำให้กระบวนการแผลหายช้าลงค่ะ
แผลผ่าตัดที่ข้อมือ เย็บสามเข็ม คุณหมอปิดแผลและพันสำลี ทับด้วยเฝือกอ่อน ให้งดใช้งานนิ้วโป้ง (ต้องใช้เอ็นตรงข้อมือขยับไปมา) ส่วนแผลที่โคนนิ้วกลาง (น้ิวล็อค) ก็นิดเดียวค่ะ (ในภาพ ข้อมือดูบวม เพราะเฝือกนะคะ)
📌 ข้อแนะนำสำหรับทุกท่านที่จะผ่าตัดด้วยประกันสุขภาพ:
หากมีหลายอาการและตั้งใจจะผ่าตัดพร้อมกัน แนะนำให้คุยกับคุณหมอให้เคลียร์ตั้งแต่แรก และทำ Pre-authorization ครบทุกจุดไปทีเดียวเลยนะคะ จะได้ไม่ต้องมารอนานหน้างานแบบเรา แถมถ้าผ่ารวบไปเลยในครั้งเดียวได้ยิ่งดีค่ะ จะได้เจ็บตัวทีเดียวไปเลย
เพราะหลังจากผ่าตัดเสร็จ กว่าแผนกการเงินของโรงพยาบาลจะสรุปค่าใช้จ่ายจริงส่งให้ประกันก็ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า และกว่าประกันจะพิจารณาอนุมัติอีกก็เป็นชั่วโมงเลยค่ะ
สรุปค่าใช้จ่าย: ผ่าตัดทั้ง 2 จุด (ข้อมือและนิ้วล็อก) ณ โรงพยาบาลเอกชน ยอดเรียกเก็บจริงอยู่ที่
44,000 บาท ค่ะ (ตอนแรกทางโรงพยาบาลประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นไว้ที่ 54,000 บาท)
หวังว่าประสบการณ์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนนะคะ ใครที่มีอาการอยู่ลองสังเกตตัวเองดูค่ะ อย่าปล่อยไว้นานจนอักเสบระบมแบบเราเลยนะคะ สู้ๆ ค่ะทุกคน
เพิ่มเติมข้อมูลเพื่อประโยชน์ต่อเพื่อนๆ เมื่อ 4 มิถุนายน 69
🔍 สาเหตุและพฤติกรรมเสี่ยงที่อยากเตือน (แชร์จากพฤติกรรมตัวเองล้วนๆ ค่ะ)
หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเราถึงเป็นทั้งเดอเกอแวงและนิ้วล็อกพร้อมกัน ขอบอกเลยค่ะว่ามาจากพฤติกรรมการใช้มือผิดท่าในชีวิตประจำวันล้วนๆ เลยค่ะ
มือซ้าย (ที่ผ่าไปเมื่อ 10 ปีก่อน): เกิดจาก "ขันตักน้ำ" ตอนนั้นเราชอบใช้ขันตักน้ำรดน้ำต้นไม้ ราดพื้น และล้างห้องน้ำเป็นประจำค่ะ ท่าทางตอนจับขันคือ
"นิ้วโป้งต้องกางง้างออก ส่วนนิ้วที่เหลือคอยประคองน้ำหนักขัน" พอทำติดต่อกันบ่อยๆ ข้อมือขยับผิดท่าซ้ำๆ จนอักเสบเรื้อรังและต้องผ่าตัดในที่สุดค่ะ
มือขวา (ที่เพิ่งผ่าสดๆ ร้อนๆ): เกิดจาก "งานเอกสาร + เมาส์คอมพิวเตอร์" หลังจากผ่ามือซ้ายไป เราก็คิดว่าตราบใดที่ไม่ได้ยกขันน้ำอีกคงไม่เป็นไร... แต่คิดผิดค่ะ! เพราะเมื่อปลายปีที่แล้วเรามีงานเอกสารชุกชุมและหนาแน่นมาก เรียกได้ว่าไม่ได้หลับไม่ได้นอน
อาการเดอเกอแวง (ข้อมือขวา): ใช้เม้าส์ทำงานต่อเนื่อง เกร็งข้อมือเลื่อนเม้าส็ไปมา และโดนซ้ำเติมจากเวลาทำงานรีบๆ บางทีเลื่อนเก้าอี้ไปเก็บแล้ว แต่มีงานด่วนเข้ามา แทนที่จะลากเก้าอี้ออกมานั่งดีๆ เรากลับใช้วิธี
"ยืนค้ำโต๊ะทำงาน" ทำให้ข้อมือถูกหักผิดท่าอย่างรุนแรงในลักษณะทิ้งน้ำหนักลงไป แล้วมืออีกข้างก็จับเมาส์เลื่อนไปมาในท่าข้อมือหักแบบนั้นสะสมอยู่ตลอด มือข้างขวาก็ทิ้งน้ำหนักลงตรงข้อมือด้วย แต่อุ้งมือจับเม้าส์เลื่อนไปมา
อาการนิ้วล็อก (นิ้วกลางขวา): เกิดจากการจับเมาส์ทำงานต่อเนื่องหลายเดือน
นิ้วกลางต้องคอยเกร็งข้อนิ้วเพื่อคลิกซ้าย-คลิกขวาอยู่ตลอดเวลา พอเกร็งต่อเนื่องนานๆ ปลอกหุ้มเอ็นตรงโคนนิ้วเลยอักเสบจนล็อกในที่สุดค่ะ
📌 บทเรียนราคาแพง: พฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ อย่างการยืนค้ำโต๊ะทำงาน ท่าจับเมาส์ หรือการเกร็งนิ้วคลิกคอมพิวเตอร์ต่อเนื่อง ถือเป็นภัยเงียบที่ทำลายข้อมือและเส้นเอ็นเราได้โดยไม่รู้ตัวเลยค่ะ ใครที่ต้องทำงานออฟฟิศหรือทำงานบ้านท่าเดิมซ้ำๆ ลองสังเกตและปรับท่าทางของตัวเองดูนะคะ ไม่อยากให้ต้องมาจบที่ห้องผ่าตัดแบบเราค่ะ
[เพิ่มเติมข้อมูลประเด็นค่ายาตอน Follow-up ค่ะ]
สำหรับใครที่ต้องไปตรวจแผลรอบแรก (Follow-up) หลังผ่าตัดที่โรงพยาบาลเอกชน สามารถแจ้งคุณหมอหน้างานตรง ๆ ได้เลยนะคะว่า
"ขอปฏิเสธการรับยา หรือขอเช็กรายการยาก่อน" ด้วยเหตุผลเซฟเงินในกระเป๋าตามนี้เลยค่ะ:
+++ยาแก้ฟกช้ำ/ลดบวม (มีทั้งชนิดกินและชนิดทา): แจ้งไม่รับได้เลยค่ะ ไปซื้อตามร้านขายยาข้างนอกถูกกว่ากันเยอะมาก!
+++ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs: ส่วนใหญ่เราจะมีเหลือเฟือตั้งแต่บิลรอบวันผ่าตัดใหญ่แล้วค่ะ (แทบไม่ได้กินด้วยซ้ำ) ไม่จำเป็นต้องรับเพิ่ม
+++Case Study สุดโก๊ะของตัวเอง: เคสเราดันจำวันนัดผิด! ไปผิดวันเลยเจอคุณหมอเวรอีกท่านที่ไม่ใช่ศัลยแพทย์เจ้าของไข้คนเดิม คุณหมอท่านใหม่เลยคีย์สั่งยาคอมโบเซ็ตลดบวมแก้ช้ำแบบจัดเต็มจัดหมวดออโต้รันมาให้เลย
ลำพังโดนค่าเบต้าดีน เซ้ททำแผล ก็หน้ามืดแล้วค่ะ
ถ้ารู้ทันและตรวจเช็กดี ๆ จะช่วยประหยัดค่ายาไปได้หลายพันเลยค่ะ เพราะโรงพยาบาลเอกชนค่ายาแรงมาก จ่ายเองล้วน ๆ ค่ะ รู้ไว้จะได้ไม่พลาดท่าบิลโป่งแบบเรานะคะ! 😊
ของเราคุ้มครองเฉพาะผ่าตัด (minor surgery) ไม่ใช่ day case เพราะฉีดยาชาเฉพาะที่ ทำให้ไม่คุ้มครองค่าตรวจแผล/รับยาต่อเนื่อง (OPD)/ follow up ค่ะ

หมอใส่เฝือกอ่อนให้ก่อน
แชร์ประสบการณ์ผ่าตัด "ปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ (เดอเกอแวง)" และ "นิ้วล็อก" พร้อมบทเรียนเรื่องการเคลมประกันสุขภาพ
🩺 จุดเริ่มต้นและการตัดสินใจผ่าตัด
ก่อนหน้านี้เราเคยมีประสบการณ์กับแขนข้างซ้ายมาก่อน เลยพอจะทราบ Step การรักษาของโรงพยาบาลรัฐหรือโรงเรียนแพทย์ (โดยใช้สิทธิ์ประกันสังคม) ดีค่ะว่า ขั้นแรกต้องกินยารักษาก่อนประมาณ 1 เดือน ➡️ ต่อมาคือการฉีดสเตียรอยด์อีกประมาณ 2 ครั้ง ➡️ และสุดท้ายถ้าไม่หายถึงจะได้ผ่าตัด ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้กินเวลาหลายเดือนมาก และต้องเทียวไปเทียวมาโรงพยาบาลไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งค่ะ
แต่รอบนี้แขนขวาอาการหนักมาก แค่แปรงฟันก็เจ็บจนทนไม่ไหว ตอนกลางคืนเวลานอนแล้วเผลอขยับตัวจะปวดจนสะดุ้งตื่นและร้องไห้ออกมาเลยค่ะ สุดท้ายเลยตัดสินใจมารักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ตอนแรกหมอจะให้ฉีดยาก่อน และเราขอคุณหมอเลยว่าขอผ่า ให้จบๆ (ซึ่งตอนที่ผ่าตัดในห้องผ่าตัดคุณหมอก็แจ้งเลยค่ะว่า ปลอกหุ้มเอ็นหนามาก และเนื้อเยื่อรอบๆ อักเสบจนแดงก่ำไปหมดแล้ว)
💳 บทเรียนเรื่องการยื่นเคลมประกัน และ Timeline การรอคอย
จริงๆ แล้วเรามีอาการนิ้วล็อกพร้อมๆ กับข้อมืออักเสบเลยค่ะ แต่ตอนแรกมีความไม่แน่ใจและไม่กล้าแจ้งคุณหมอว่าจะขอผ่าตัดที่นิ้วด้วย แถมตอนที่คุณหมอถามถึงเรื่องอาการนิ้วล็อก เราดันเบลอๆ ฟังไม่ค่อยเข้าใจในตอนนั้น เลยแจ้งขอผ่าตัดไปแค่ตรงข้อมือจุดเดียว และทำเรื่อง Pre-authorization (Pre-claim) กับบริษัทประกันไปเฉพาะจุดข้อมือ ซึ่งประกันก็อนุมัติคุ้มครองตามปกติ
แต่พอถึงวันผ่าตัดจริง เราเห็นว่านิ้วกลางข้างขวามันล็อกจนกำมือไม่ได้และเหยียดไม่สุดแล้วจริงๆ เลยตัดสินใจหน้างานขอคุณหมอผ่าตัดนิ้วล็อกไปพร้อมกันเลยในคราวเดียว ซึ่งหลังจากผ่าตัดเสร็จ ทางโรงพยาบาลจึงต้องส่ง Fax Claim เอกสารทั้งหมดไปให้ประกันใหม่อีกครั้ง ทำให้ต้องเจอ Timeline การรอคอยมาราธอนดังนี้ค่ะ:
09.30 น. เริ่มลงมีดผ่าตัด
11.00 น. ผ่าตัดเสร็จเรียบร้อย
12.15 น. โรงพยาบาลสรุปค่าใช้จ่ายและส่งแฟกซ์เข้าระบบประกัน
14.30 น. เรานั่งรอผลอนุมัติจนไม่ไหว สุดท้ายต้องใช้วิธีรูดบัตรเครดิตกันวงเงิน (รูดการ์ดลอย) ไว้ก่อนเพื่อจะได้กลับบ้านไปพักผ่อนค่ะ
15.15 น. มี SMS แจ้งจากประกันส่งมาว่าอนุมัติเรียบร้อย (เบ็ดเสร็จเฉพาะเวลารอประกันพิจารณาใหม่หน้างานรอบนี้คือ 3 ชั่วโมงเต็มๆ ค่ะ)
💡 ความเข้าใจผิดเรื่อง "นิ้วล็อก" ที่อยากบอกต่อ
ตอนแรกเรานึกว่าเวลานิ้วล็อก มันจะมีอาการกึกกักและต้องผ่าตัดตรงข้อกลางนิ้ว แต่จริงๆ แล้วคุณหมอผ่าตัดที่โคนนิ้วนะคะ
ดังนั้น การดามนิ้วเพื่อลดภาวะนิ้วล็อกที่หลายคนชอบทำกัน แทบไม่ได้ช่วยอะไรเลยค่ะ เพราะจุดที่เราดามกับจุดที่เป็นต้นเหตุของโรคมันอยู่คนละจุดกันเลย (ต้นเหตุอยู่ที่ปลอกหุ้มเอ็นตรงโคนนิ้วค่ะ)
💉 ประสบการณ์ในห้องผ่าตัด
คุณหมอใจดี น่ารัก และละเอียดมาก ชวนคุยในห้องผ่าตัดตลอด แต่มีจุดหนึ่งที่อยากแชร์ให้ฟังค่ะ ตอนผ่าตัดคุณหมอจะใช้สายรัดทูนิเกต์ (Tourniquet) รัดที่ต้นแขนเพื่อลดเลือดไหลไปที่นิ้ว ซึ่งมันจะรัดแน่นมากกก!
พอรัดไปได้ราวๆ 30 นาที (ผ่าข้อมือเสร็จแล้ว ช่วงกำลังผ่าตัดนิ้วล็อกพอดี) เรารู้สึกเจ็บต้นแขนจนทนไม่ไหว เลยขอให้คุณหมอช่วยคลายสายรัดให้ ซึ่งพอคลายปุ๊บ จะเกิดอาการเหมือนเป็นเหน็บชา ซ่าๆ ที่มืออยู่ประมาณ 10 นาทีเลยค่ะ โดยคุณหมอแจ้งเหตุผลว่า ที่เลือกใช้วิธีนี้เพราะไม่อยากใช้เครื่องจี้ไฟฟ้าในการห้ามเลือด เนื่องจากจะทำให้กระบวนการแผลหายช้าลงค่ะ
แผลผ่าตัดที่ข้อมือ เย็บสามเข็ม คุณหมอปิดแผลและพันสำลี ทับด้วยเฝือกอ่อน ให้งดใช้งานนิ้วโป้ง (ต้องใช้เอ็นตรงข้อมือขยับไปมา) ส่วนแผลที่โคนนิ้วกลาง (น้ิวล็อค) ก็นิดเดียวค่ะ (ในภาพ ข้อมือดูบวม เพราะเฝือกนะคะ)
📌 ข้อแนะนำสำหรับทุกท่านที่จะผ่าตัดด้วยประกันสุขภาพ:
หากมีหลายอาการและตั้งใจจะผ่าตัดพร้อมกัน แนะนำให้คุยกับคุณหมอให้เคลียร์ตั้งแต่แรก และทำ Pre-authorization ครบทุกจุดไปทีเดียวเลยนะคะ จะได้ไม่ต้องมารอนานหน้างานแบบเรา แถมถ้าผ่ารวบไปเลยในครั้งเดียวได้ยิ่งดีค่ะ จะได้เจ็บตัวทีเดียวไปเลย
เพราะหลังจากผ่าตัดเสร็จ กว่าแผนกการเงินของโรงพยาบาลจะสรุปค่าใช้จ่ายจริงส่งให้ประกันก็ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า และกว่าประกันจะพิจารณาอนุมัติอีกก็เป็นชั่วโมงเลยค่ะ
สรุปค่าใช้จ่าย: ผ่าตัดทั้ง 2 จุด (ข้อมือและนิ้วล็อก) ณ โรงพยาบาลเอกชน ยอดเรียกเก็บจริงอยู่ที่ 44,000 บาท ค่ะ (ตอนแรกทางโรงพยาบาลประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นไว้ที่ 54,000 บาท)
หวังว่าประสบการณ์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนนะคะ ใครที่มีอาการอยู่ลองสังเกตตัวเองดูค่ะ อย่าปล่อยไว้นานจนอักเสบระบมแบบเราเลยนะคะ สู้ๆ ค่ะทุกคน
เพิ่มเติมข้อมูลเพื่อประโยชน์ต่อเพื่อนๆ เมื่อ 4 มิถุนายน 69
🔍 สาเหตุและพฤติกรรมเสี่ยงที่อยากเตือน (แชร์จากพฤติกรรมตัวเองล้วนๆ ค่ะ)
หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเราถึงเป็นทั้งเดอเกอแวงและนิ้วล็อกพร้อมกัน ขอบอกเลยค่ะว่ามาจากพฤติกรรมการใช้มือผิดท่าในชีวิตประจำวันล้วนๆ เลยค่ะ
มือซ้าย (ที่ผ่าไปเมื่อ 10 ปีก่อน): เกิดจาก "ขันตักน้ำ" ตอนนั้นเราชอบใช้ขันตักน้ำรดน้ำต้นไม้ ราดพื้น และล้างห้องน้ำเป็นประจำค่ะ ท่าทางตอนจับขันคือ "นิ้วโป้งต้องกางง้างออก ส่วนนิ้วที่เหลือคอยประคองน้ำหนักขัน" พอทำติดต่อกันบ่อยๆ ข้อมือขยับผิดท่าซ้ำๆ จนอักเสบเรื้อรังและต้องผ่าตัดในที่สุดค่ะ
มือขวา (ที่เพิ่งผ่าสดๆ ร้อนๆ): เกิดจาก "งานเอกสาร + เมาส์คอมพิวเตอร์" หลังจากผ่ามือซ้ายไป เราก็คิดว่าตราบใดที่ไม่ได้ยกขันน้ำอีกคงไม่เป็นไร... แต่คิดผิดค่ะ! เพราะเมื่อปลายปีที่แล้วเรามีงานเอกสารชุกชุมและหนาแน่นมาก เรียกได้ว่าไม่ได้หลับไม่ได้นอน
อาการเดอเกอแวง (ข้อมือขวา): ใช้เม้าส์ทำงานต่อเนื่อง เกร็งข้อมือเลื่อนเม้าส็ไปมา และโดนซ้ำเติมจากเวลาทำงานรีบๆ บางทีเลื่อนเก้าอี้ไปเก็บแล้ว แต่มีงานด่วนเข้ามา แทนที่จะลากเก้าอี้ออกมานั่งดีๆ เรากลับใช้วิธี "ยืนค้ำโต๊ะทำงาน" ทำให้ข้อมือถูกหักผิดท่าอย่างรุนแรงในลักษณะทิ้งน้ำหนักลงไป แล้วมืออีกข้างก็จับเมาส์เลื่อนไปมาในท่าข้อมือหักแบบนั้นสะสมอยู่ตลอด มือข้างขวาก็ทิ้งน้ำหนักลงตรงข้อมือด้วย แต่อุ้งมือจับเม้าส์เลื่อนไปมา
อาการนิ้วล็อก (นิ้วกลางขวา): เกิดจากการจับเมาส์ทำงานต่อเนื่องหลายเดือน นิ้วกลางต้องคอยเกร็งข้อนิ้วเพื่อคลิกซ้าย-คลิกขวาอยู่ตลอดเวลา พอเกร็งต่อเนื่องนานๆ ปลอกหุ้มเอ็นตรงโคนนิ้วเลยอักเสบจนล็อกในที่สุดค่ะ
📌 บทเรียนราคาแพง: พฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ อย่างการยืนค้ำโต๊ะทำงาน ท่าจับเมาส์ หรือการเกร็งนิ้วคลิกคอมพิวเตอร์ต่อเนื่อง ถือเป็นภัยเงียบที่ทำลายข้อมือและเส้นเอ็นเราได้โดยไม่รู้ตัวเลยค่ะ ใครที่ต้องทำงานออฟฟิศหรือทำงานบ้านท่าเดิมซ้ำๆ ลองสังเกตและปรับท่าทางของตัวเองดูนะคะ ไม่อยากให้ต้องมาจบที่ห้องผ่าตัดแบบเราค่ะ
[เพิ่มเติมข้อมูลประเด็นค่ายาตอน Follow-up ค่ะ]
สำหรับใครที่ต้องไปตรวจแผลรอบแรก (Follow-up) หลังผ่าตัดที่โรงพยาบาลเอกชน สามารถแจ้งคุณหมอหน้างานตรง ๆ ได้เลยนะคะว่า "ขอปฏิเสธการรับยา หรือขอเช็กรายการยาก่อน" ด้วยเหตุผลเซฟเงินในกระเป๋าตามนี้เลยค่ะ:
+++ยาแก้ฟกช้ำ/ลดบวม (มีทั้งชนิดกินและชนิดทา): แจ้งไม่รับได้เลยค่ะ ไปซื้อตามร้านขายยาข้างนอกถูกกว่ากันเยอะมาก!
+++ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs: ส่วนใหญ่เราจะมีเหลือเฟือตั้งแต่บิลรอบวันผ่าตัดใหญ่แล้วค่ะ (แทบไม่ได้กินด้วยซ้ำ) ไม่จำเป็นต้องรับเพิ่ม
+++Case Study สุดโก๊ะของตัวเอง: เคสเราดันจำวันนัดผิด! ไปผิดวันเลยเจอคุณหมอเวรอีกท่านที่ไม่ใช่ศัลยแพทย์เจ้าของไข้คนเดิม คุณหมอท่านใหม่เลยคีย์สั่งยาคอมโบเซ็ตลดบวมแก้ช้ำแบบจัดเต็มจัดหมวดออโต้รันมาให้เลย
ลำพังโดนค่าเบต้าดีน เซ้ททำแผล ก็หน้ามืดแล้วค่ะ
ถ้ารู้ทันและตรวจเช็กดี ๆ จะช่วยประหยัดค่ายาไปได้หลายพันเลยค่ะ เพราะโรงพยาบาลเอกชนค่ายาแรงมาก จ่ายเองล้วน ๆ ค่ะ รู้ไว้จะได้ไม่พลาดท่าบิลโป่งแบบเรานะคะ! 😊
ของเราคุ้มครองเฉพาะผ่าตัด (minor surgery) ไม่ใช่ day case เพราะฉีดยาชาเฉพาะที่ ทำให้ไม่คุ้มครองค่าตรวจแผล/รับยาต่อเนื่อง (OPD)/ follow up ค่ะ
หมอใส่เฝือกอ่อนให้ก่อน