จขกท. ต้องขอบคุณโรงหนัง House Samyan ที่นำหนังเรื่องนี้เข้ามาฉายในจอใหญ่ ให้เราได้ชมความดีงามที่หนังได้นำเสนอแบบเต็ม ๆ ตา I Swear เป็นหนังแนว Biographical Comedy-Drama สัญชาติอังกฤษ ที่มีชื่อเข้าชิงรางวัล British Academy Film Awards (BAFTA) ครั้งที่ 79 และสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้ 2 รางวัล ซึ่งได้แก่ รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จาก Robert Aramayo และรางวัลแคสติ้งยอดเยี่ยม ซึ่งจากรางวัลที่ได้ เราคงเห็นว่าความยอดเยี่ยมของหนังน่าจะมาจากศักยภาพการแสดงของนักแสดงที่ได้รับบทที่ค่อนข้างยาก หนังเรื่องนี้กำกับและโปรดิวซ์โดย Kirk Jones ผกก.รุ่นใหญ่ฝีมือดี ที่เคยฝากผลงานน่าประทับใจไว้เช่น Nanny McPhee (2005) และ My Big Fat Greek Wedding 2 (2016) ตัวหนังสร้างขึ้นจากเรื่องจริงของ John Davidson นักกิจกรรมที่ต่อสู้เพื่อคนที่เป็นโรค Tourette ซึ่งเป็นคนที่น่าสงสารมาก คนที่เป็นโรคนี้มักจะถูกสังคมรังเกียจ และตราหน้าว่าเป็นพวกหยาบคาย ชอบก่อความรำคาญ ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเค้านั้นป่วย
(กลุ่มอาการตูแร็ต หรือ Tourette Syndrome เป็นความผิดปกติด้านพัฒนาการระบบประสาทที่พบในวัยเด็ก มีลักษณะอาการกระตุกของกล้ามเนื้อหลายครั้ง และการส่งเสียงโดยไม่ได้ตั้งใจอย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยก่อนเกิดการกระตุก ผู้ป่วยจะมีอาการไม่พึงประสงค์ที่เรียกว่า premonitory urge ซึ่งหยุดได้ยาก อาการทั่วไปอื่น ๆ ที่พบได้แก่กะพริบตา ไอ กระแอมและการแสดงสีหน้า)
ก่อนจะพูดถึงตัวหนัง เรามาทำความรู้จักเบื้องต้นกับ John Davidson ผู้ชายซึ่งเป็นที่มาของหนังเรื่องนี้ ตอนเด็ก ๆ John ก็คือเด็กหนุ่มธรรมดา ๆ ที่สดใสคนหนึ่ง เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน และกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เขาเติบโตขึ้นมาในสก็อตแลนด์ ในช่วงยุค 80's จนเมื่อเขาอายุได้ 14 ปี อาการของโรค Tourette ก็ได้ปรากฏขึ้น เมื่ออยู่ดี ๆ เขาก็ได้ตะโกนใส่หน้าแม่ตัวเองโดยไม่รู้ตัวว่า “อม ค.. goo นี่” หลังจากนั้นชีวิตของ John ก็ไม่เคยกลับไปเหมือนเดิมอีกเลย เขาถูก abuse ที่โรงเรียน ถูกจับ แม้กระทั่งถูกรุมตีจากคนที่ไม่เข้าใจ เมื่อเขาสบถคำที่ไม่สมควรพูดออกมาจากอาการป่วย ซึ่งคำส่วนใหญ่จะเป็นคำในลักษณะการเหยียด เช่น สีผิว เชื้อชาติ อัตลักษณ์ทางเพศ คำดูถูก คำลามก หรือคำที่ทำร้ายจิตใจผู้อื่น ฯลฯ และสุดท้าย ครอบครัวที่อบอุ่นต้องแตกแยก เมื่อพ่อบังเกิดเกล้าเลือกที่จะเดินหนีเขาไป แต่โชคชะตาย่อมเข้าข้างคนดี John ได้พบเจอกับ Dottie อดีตพยาบาลแผนกจิตเวช ที่เป็นแม่ของเพื่อนโดยบังเอิญ Dottie ดูแล John ด้วยความเข้าใจ และให้กำลังใจไม่ให้เขายอมแพ้ เขาเริ่มดำเนินกิจกรรมทางสังคมเพื่อเริ่มให้ความรู้แก่สาธารณชน และช่วยเหลือผู้ป่วยที่เป็นโรคพิสดารนี้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเขาได้รับเชิญให้เข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถ Elizabeth II เพื่อรับการถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นที่ 5 แต่อนิจจาตอนไปเข้าเฝ้ารับรางวัล เขาดันตะโกนใส่หน้าพระองค์ว่า “ช่างหัวราชินี!”
John Davidson ต้องทนทุกข์กับโรคประหลาดนี้มาอย่างยาวนานในชีวิตกว่า 40 ปี โดยที่เอาเข้าจริงแล้วคนส่วนใหญ่ ไม่ได้ตระหนักรู้ถึงปัญหาอาการเจ็บป่วยของคนที่เป็นโรคนี้ เขายังคงเป็นคนหยาบคาย ประหลาด ในสายตาของคนส่วนใหญ่ ทั้งที่ภายในของเขานั้นเป็นคนที่จิตใจดี และมีนิสัยร่าเริง ยิ่งไปกว่านั้น โรค Tourette นี้มีหลายอาการ และหลายระดับความรุนแรง ส่วนมากจะมีอาการ เช่น อวัยวะกระตุก สบถคำหยาบ ควบคุมการกระพริบตาไม่ได้ ส่งเสียงออกมาโดยควบคุมไม่ได้ ฯลฯ ปัจจุบันมีคนดังที่มีชื่อเสียงหลายคนเป็นโรคนี้และได้รับการเปิดเผย 1 ในนั้น คือ นักร้องชื่อดัง Billie Ellish นั่นเอง
(จขกท. สรุปจากบทความบน FB : house samyan)
ต้องบอกว่าในที่สุด จขกท. อาจจะเจอหนังที่ตัวเองชื่นชอบที่สุดเรื่องหนึ่งในช่วงครึ่งปีแรกนี้แล้วก็ได้ "I Swear" คือ หนังที่เกินกว่าหนังไปแล้วครับ มันไม่ใช่แค่สื่อเพื่อความบันเทิง แต่มัน คือ สื่อเพื่อความเข้าใจ สื่อที่ล้วงลึกเข้าไปถึงในจิตใจของคนที่อาจจะไม่ได้เหมือนกับเรา สื่อที่ทำให้คนปกติอย่างเรา ๆ ได้รู้จักคนที่อาจไม่ได้เหมือนกับเรา และเข้าใจ ยอมรับความแตกต่าง จขกท. ยิ้มทั้งน้ำตาให้กับหนังเรื่องนี้จริง ๆ ครับ
สิ่งแรกที่อยากจะชื่นชม คือ นักแสดงครับ ทั้ง Scott Ellis Watson และ Robert Aramayo ที่แสดงเป็น John Davidson ตอนเด็กและตอนโต การแสดงของทั้งคู่เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก มันไม่ใช่แค่การถ่ายทอดอารมณ์ แต่มันคือการสวมวิญญาณของคนจริง ๆ ลงไปแบบที่คนดูจะเชื่อในสิ่งนั้นแบบ 100% ไม่แปลกใจที่ Robert จะได้ BAFTA ถ้าไม่ได้สิแปลก อีกคน คือ Maxine Peake ที่แสดงเป็น Dottie น่าทึ่งมาก เธอส่งอารมณ์ความรู้สึกได้ดีมาก เรารู้สึกได้จริง รวมถึง Peter Mullan ที่แสดงเป็น Tommy แค่ซีนในศาลซีนเดียวก็เหลือ ๆ แล้วครับ นอกจากนี้ ทีมแคสของหนังเรื่องนี้ คือ ดีมาก ไม่แปลกใจเช่นกันที่คว้า BAFTA มาได้ ทั้งหมดเหมือนทีมฟุตบอลที่เล่นกันเป็นทีมเวิร์ค ต่างคนต่างเสริมบทบาทให้กันและกันได้อย่างลงตัว มันเป็นอะไรที่หายากมากนะ ที่ทีมแคสจะมาครบหมดแบบนี้
ที่ชอบอีกอย่าง คือ กลิ่นอายของหนังที่สามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์ความเป็น British Film ได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือการคุมโทนภาพและบรรยากาศในหนัง ถ้าใครที่ดูหนังอังกฤษบ่อย ๆ จะรู้ว่าหนังอังกฤษจะมีลักษณะของภาพที่ถ่ายทอดออกมาแบบเฉพาะตัวมาก ทั้งเรื่องสีภาพและบรรยากาศโดยรอบ และอีกอย่าง คือ เรื่องสำเนียงภาษาอังกฤษที่ใช้พูดในหนัง จขกท. ยอมรับว่าฟังไม่ค่อยออกจริง ๆ งานนี้เน้นอ่านซับเอาเลย เค้าเรียกว่าสำเนียง Scottish English ใช่มั้ยครับ ที่คำว่า "Yes" จะพูดว่า "Aye" อะไรแบบนี้ ผกก. ทำการบ้านดีมากเลยครับ สำเนียงไม่มีหลุดเลยสักคน ทั้ง ๆ ที่นักแสดงส่วนใหญ่ไม่ใช่คนสก็อตเลย
ในเรื่องของบทนั้นคือ ดีมากครับ บทเนียนสุด ๆ เรื่องราวในหนังมันกินระยะเวลายาวนานเกือบ 30 ปี กับแอร์ไทม์แค่ 2 ชั่วโมง แต่หนังไม่ได้เร่งเร้าให้เราทำความเข้าใจสิ่งที่ต้องการนำเสนอ แต่มันกลับค่อย ๆ ให้เราซึมซับชีวิตของชายคนหนึ่งกับโรคประหลาดของเขา หนังค่อย ๆ อธิบายเรื่องโรคผ่านการใช้ชีวิตของ John Davidson ไม่มียัดเยียด ไม่มีดราม่า ทุกอย่างออกแบบมาเป็นธรรมชาติ แต่สุดท้ายคนดูกลับ "หัวเราะพร้อมกับความขมขื่น" และ "ยิ้มทั้งน้ำตา" ให้กับชีวิตที่โคตะระน่ายกย่องของผู้ชายคนนี้เลยครับ สุดท้ายที่ดีงาม คือ เพลงประกอบ เลือกมาแบบเพลงฮิตในยุคสมัยต่าง ๆ ตั้งแต่ 80's มาถึงปัจจุบันเลย แล้วมาได้อย่างลงตัวมาก โดยเฉพาะเพลงประกอบเครดิตอย่าง "Stop Crying Your Heart Out" ของ Oasis คือแบบ จขกท. ชอบเพลงนี้มากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คนในโรงนั่งแบบไม่อยากลุกออกเลยครับ
หนังเรื่องนี้เข้าฉายเฉพาะโรงภาพยนต์ House Samyan และน่าจะยืนโรงไปอีกสักระยะหนึ่ง ใครที่สนใจเชิญไปชมกันได้ครับ I Swear คือ หนังที่ จขกท. กล้าพูดเลยว่าดีมากกกก โชคดีที่ตัวเองไม่ได้มองข้ามหนังเรื่องนี้ เป็นหนังที่ทุกคนควรจะได้ดู แม้จะไม่ได้ดูในโรง แต่ถ้าหนังเข้าสตรีมมิ่งใดก็ควรดูครับ จขกท. เชื่อว่าเมื่อเราดูหนังเรื่องนี้จบ เราจะได้เป็นตัวเราในเวอร์ชั่นที่ดีขึ้นกว่าเดิม ที่มีความเข้าใจในคำว่า "เห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์มากกว่าเดิม" ส่วนใครที่ไปดูหนังเรื่องนี้มาแล้วบ้าง คิดเห็นอย่างไรมาแชร์กันได้ครับ
(รีวิว..ไม่สปอย) I Swear (2025)
จขกท. ต้องขอบคุณโรงหนัง House Samyan ที่นำหนังเรื่องนี้เข้ามาฉายในจอใหญ่ ให้เราได้ชมความดีงามที่หนังได้นำเสนอแบบเต็ม ๆ ตา I Swear เป็นหนังแนว Biographical Comedy-Drama สัญชาติอังกฤษ ที่มีชื่อเข้าชิงรางวัล British Academy Film Awards (BAFTA) ครั้งที่ 79 และสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้ 2 รางวัล ซึ่งได้แก่ รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จาก Robert Aramayo และรางวัลแคสติ้งยอดเยี่ยม ซึ่งจากรางวัลที่ได้ เราคงเห็นว่าความยอดเยี่ยมของหนังน่าจะมาจากศักยภาพการแสดงของนักแสดงที่ได้รับบทที่ค่อนข้างยาก หนังเรื่องนี้กำกับและโปรดิวซ์โดย Kirk Jones ผกก.รุ่นใหญ่ฝีมือดี ที่เคยฝากผลงานน่าประทับใจไว้เช่น Nanny McPhee (2005) และ My Big Fat Greek Wedding 2 (2016) ตัวหนังสร้างขึ้นจากเรื่องจริงของ John Davidson นักกิจกรรมที่ต่อสู้เพื่อคนที่เป็นโรค Tourette ซึ่งเป็นคนที่น่าสงสารมาก คนที่เป็นโรคนี้มักจะถูกสังคมรังเกียจ และตราหน้าว่าเป็นพวกหยาบคาย ชอบก่อความรำคาญ ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเค้านั้นป่วย
(กลุ่มอาการตูแร็ต หรือ Tourette Syndrome เป็นความผิดปกติด้านพัฒนาการระบบประสาทที่พบในวัยเด็ก มีลักษณะอาการกระตุกของกล้ามเนื้อหลายครั้ง และการส่งเสียงโดยไม่ได้ตั้งใจอย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยก่อนเกิดการกระตุก ผู้ป่วยจะมีอาการไม่พึงประสงค์ที่เรียกว่า premonitory urge ซึ่งหยุดได้ยาก อาการทั่วไปอื่น ๆ ที่พบได้แก่กะพริบตา ไอ กระแอมและการแสดงสีหน้า)
ก่อนจะพูดถึงตัวหนัง เรามาทำความรู้จักเบื้องต้นกับ John Davidson ผู้ชายซึ่งเป็นที่มาของหนังเรื่องนี้ ตอนเด็ก ๆ John ก็คือเด็กหนุ่มธรรมดา ๆ ที่สดใสคนหนึ่ง เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน และกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เขาเติบโตขึ้นมาในสก็อตแลนด์ ในช่วงยุค 80's จนเมื่อเขาอายุได้ 14 ปี อาการของโรค Tourette ก็ได้ปรากฏขึ้น เมื่ออยู่ดี ๆ เขาก็ได้ตะโกนใส่หน้าแม่ตัวเองโดยไม่รู้ตัวว่า “อม ค.. goo นี่” หลังจากนั้นชีวิตของ John ก็ไม่เคยกลับไปเหมือนเดิมอีกเลย เขาถูก abuse ที่โรงเรียน ถูกจับ แม้กระทั่งถูกรุมตีจากคนที่ไม่เข้าใจ เมื่อเขาสบถคำที่ไม่สมควรพูดออกมาจากอาการป่วย ซึ่งคำส่วนใหญ่จะเป็นคำในลักษณะการเหยียด เช่น สีผิว เชื้อชาติ อัตลักษณ์ทางเพศ คำดูถูก คำลามก หรือคำที่ทำร้ายจิตใจผู้อื่น ฯลฯ และสุดท้าย ครอบครัวที่อบอุ่นต้องแตกแยก เมื่อพ่อบังเกิดเกล้าเลือกที่จะเดินหนีเขาไป แต่โชคชะตาย่อมเข้าข้างคนดี John ได้พบเจอกับ Dottie อดีตพยาบาลแผนกจิตเวช ที่เป็นแม่ของเพื่อนโดยบังเอิญ Dottie ดูแล John ด้วยความเข้าใจ และให้กำลังใจไม่ให้เขายอมแพ้ เขาเริ่มดำเนินกิจกรรมทางสังคมเพื่อเริ่มให้ความรู้แก่สาธารณชน และช่วยเหลือผู้ป่วยที่เป็นโรคพิสดารนี้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเขาได้รับเชิญให้เข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถ Elizabeth II เพื่อรับการถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นที่ 5 แต่อนิจจาตอนไปเข้าเฝ้ารับรางวัล เขาดันตะโกนใส่หน้าพระองค์ว่า “ช่างหัวราชินี!”
John Davidson ต้องทนทุกข์กับโรคประหลาดนี้มาอย่างยาวนานในชีวิตกว่า 40 ปี โดยที่เอาเข้าจริงแล้วคนส่วนใหญ่ ไม่ได้ตระหนักรู้ถึงปัญหาอาการเจ็บป่วยของคนที่เป็นโรคนี้ เขายังคงเป็นคนหยาบคาย ประหลาด ในสายตาของคนส่วนใหญ่ ทั้งที่ภายในของเขานั้นเป็นคนที่จิตใจดี และมีนิสัยร่าเริง ยิ่งไปกว่านั้น โรค Tourette นี้มีหลายอาการ และหลายระดับความรุนแรง ส่วนมากจะมีอาการ เช่น อวัยวะกระตุก สบถคำหยาบ ควบคุมการกระพริบตาไม่ได้ ส่งเสียงออกมาโดยควบคุมไม่ได้ ฯลฯ ปัจจุบันมีคนดังที่มีชื่อเสียงหลายคนเป็นโรคนี้และได้รับการเปิดเผย 1 ในนั้น คือ นักร้องชื่อดัง Billie Ellish นั่นเอง
(จขกท. สรุปจากบทความบน FB : house samyan)
ต้องบอกว่าในที่สุด จขกท. อาจจะเจอหนังที่ตัวเองชื่นชอบที่สุดเรื่องหนึ่งในช่วงครึ่งปีแรกนี้แล้วก็ได้ "I Swear" คือ หนังที่เกินกว่าหนังไปแล้วครับ มันไม่ใช่แค่สื่อเพื่อความบันเทิง แต่มัน คือ สื่อเพื่อความเข้าใจ สื่อที่ล้วงลึกเข้าไปถึงในจิตใจของคนที่อาจจะไม่ได้เหมือนกับเรา สื่อที่ทำให้คนปกติอย่างเรา ๆ ได้รู้จักคนที่อาจไม่ได้เหมือนกับเรา และเข้าใจ ยอมรับความแตกต่าง จขกท. ยิ้มทั้งน้ำตาให้กับหนังเรื่องนี้จริง ๆ ครับ
สิ่งแรกที่อยากจะชื่นชม คือ นักแสดงครับ ทั้ง Scott Ellis Watson และ Robert Aramayo ที่แสดงเป็น John Davidson ตอนเด็กและตอนโต การแสดงของทั้งคู่เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก มันไม่ใช่แค่การถ่ายทอดอารมณ์ แต่มันคือการสวมวิญญาณของคนจริง ๆ ลงไปแบบที่คนดูจะเชื่อในสิ่งนั้นแบบ 100% ไม่แปลกใจที่ Robert จะได้ BAFTA ถ้าไม่ได้สิแปลก อีกคน คือ Maxine Peake ที่แสดงเป็น Dottie น่าทึ่งมาก เธอส่งอารมณ์ความรู้สึกได้ดีมาก เรารู้สึกได้จริง รวมถึง Peter Mullan ที่แสดงเป็น Tommy แค่ซีนในศาลซีนเดียวก็เหลือ ๆ แล้วครับ นอกจากนี้ ทีมแคสของหนังเรื่องนี้ คือ ดีมาก ไม่แปลกใจเช่นกันที่คว้า BAFTA มาได้ ทั้งหมดเหมือนทีมฟุตบอลที่เล่นกันเป็นทีมเวิร์ค ต่างคนต่างเสริมบทบาทให้กันและกันได้อย่างลงตัว มันเป็นอะไรที่หายากมากนะ ที่ทีมแคสจะมาครบหมดแบบนี้
ที่ชอบอีกอย่าง คือ กลิ่นอายของหนังที่สามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์ความเป็น British Film ได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือการคุมโทนภาพและบรรยากาศในหนัง ถ้าใครที่ดูหนังอังกฤษบ่อย ๆ จะรู้ว่าหนังอังกฤษจะมีลักษณะของภาพที่ถ่ายทอดออกมาแบบเฉพาะตัวมาก ทั้งเรื่องสีภาพและบรรยากาศโดยรอบ และอีกอย่าง คือ เรื่องสำเนียงภาษาอังกฤษที่ใช้พูดในหนัง จขกท. ยอมรับว่าฟังไม่ค่อยออกจริง ๆ งานนี้เน้นอ่านซับเอาเลย เค้าเรียกว่าสำเนียง Scottish English ใช่มั้ยครับ ที่คำว่า "Yes" จะพูดว่า "Aye" อะไรแบบนี้ ผกก. ทำการบ้านดีมากเลยครับ สำเนียงไม่มีหลุดเลยสักคน ทั้ง ๆ ที่นักแสดงส่วนใหญ่ไม่ใช่คนสก็อตเลย
ในเรื่องของบทนั้นคือ ดีมากครับ บทเนียนสุด ๆ เรื่องราวในหนังมันกินระยะเวลายาวนานเกือบ 30 ปี กับแอร์ไทม์แค่ 2 ชั่วโมง แต่หนังไม่ได้เร่งเร้าให้เราทำความเข้าใจสิ่งที่ต้องการนำเสนอ แต่มันกลับค่อย ๆ ให้เราซึมซับชีวิตของชายคนหนึ่งกับโรคประหลาดของเขา หนังค่อย ๆ อธิบายเรื่องโรคผ่านการใช้ชีวิตของ John Davidson ไม่มียัดเยียด ไม่มีดราม่า ทุกอย่างออกแบบมาเป็นธรรมชาติ แต่สุดท้ายคนดูกลับ "หัวเราะพร้อมกับความขมขื่น" และ "ยิ้มทั้งน้ำตา" ให้กับชีวิตที่โคตะระน่ายกย่องของผู้ชายคนนี้เลยครับ สุดท้ายที่ดีงาม คือ เพลงประกอบ เลือกมาแบบเพลงฮิตในยุคสมัยต่าง ๆ ตั้งแต่ 80's มาถึงปัจจุบันเลย แล้วมาได้อย่างลงตัวมาก โดยเฉพาะเพลงประกอบเครดิตอย่าง "Stop Crying Your Heart Out" ของ Oasis คือแบบ จขกท. ชอบเพลงนี้มากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คนในโรงนั่งแบบไม่อยากลุกออกเลยครับ
หนังเรื่องนี้เข้าฉายเฉพาะโรงภาพยนต์ House Samyan และน่าจะยืนโรงไปอีกสักระยะหนึ่ง ใครที่สนใจเชิญไปชมกันได้ครับ I Swear คือ หนังที่ จขกท. กล้าพูดเลยว่าดีมากกกก โชคดีที่ตัวเองไม่ได้มองข้ามหนังเรื่องนี้ เป็นหนังที่ทุกคนควรจะได้ดู แม้จะไม่ได้ดูในโรง แต่ถ้าหนังเข้าสตรีมมิ่งใดก็ควรดูครับ จขกท. เชื่อว่าเมื่อเราดูหนังเรื่องนี้จบ เราจะได้เป็นตัวเราในเวอร์ชั่นที่ดีขึ้นกว่าเดิม ที่มีความเข้าใจในคำว่า "เห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์มากกว่าเดิม" ส่วนใครที่ไปดูหนังเรื่องนี้มาแล้วบ้าง คิดเห็นอย่างไรมาแชร์กันได้ครับ