แชร์ประสบการณ์: วิธีจัดการความเครียดเมื่อหนี้รุมเร้า ยอดรวมอาจน่ากลัว แต่ถ้ากระเป๋ายังบวกก็ลุยต่อ!

สวัสดีครับเพื่อนๆ สมาชิกทุกคน
ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ค่อนข้างผันผวนมากๆ ในช่วงนี้ หันไปทางไหนก็มีแต่คนบ่นเรื่องค่าครองชีพ
และสิ่งหนึ่งที่ตามมาสำหรับหลายๆ คนรวมถึงตัวผมเองก็คือ “ความวิตกกังวลในภาระหนี้สิน” ครับ
ขออนุญาตเปิดภาระของผมให้ดูแบบไม่อายเลยครับ ตอนนี้หนี้หลักๆ ที่ผมต้องแบกอยู่คือ สินเชื่อบ้านประมาณ 1 ล้านต้นๆ
มีสินเชื่ออื่นๆ อีกประมาณ 8 หมื่นบาท แถมยังมียอดผ่อนสินค้าแบบ BNPL (Buy Now Pay Later) จุกจิกอีกนิดหน่อย
พอเอาตัวเลขทั้งหมดมารวมกันบอกตรงๆ เลยว่ายอดมันเยอะอยู่เหมือนกันครับ ก่อนหน้านี้เวลาผมเปิดดูยอดรวมทีไร ใจมันกังวลมาก
เครียดจนนอนแทบไม่หลับ เพราะในหัวคิดแต่ว่าอยากจะปลดหนี้ทั้งหมดนี้ให้หมดไปเร็วๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งกดดันตัวเอง

จนกระทั่งผมได้มีโอกาสไปฟังข้อคิดดีๆ จาก โค้ชหนุ่ม (The Money Coach) ที่เข้ามาเปลี่ยนความคิดของผมไปเลย
โค้ชหนุ่มแนะนำไว้เฉียบคมมากครับว่า “อย่าไปคิดกังวลกับจำนวนยอดหนี้ทั้งหมด แต่ให้กลับมาโฟกัสที่สภาพคล่องในแต่ละเดือนว่า
หักผ่อนหนี้แล้วสภาพคล่องของเรายังเป็นบวกอยู่ก็พอ”

พอคิดได้ตามนี้ ใจผมเบาลงไปเยอะเลยครับ มันทำให้เรากลับมาอยู่กับปัจจุบันและมองโลกตามความเป็นจริงมากขึ้น
ตราบใดที่ในแต่ละเดือนเรายังมีเงินหมุนเวียนพอกิน พอใช้ และพอจ่ายหนี้ โดยที่ไม่ติดลบ นั่นแปลว่าสถานการณ์ของเรายังปลอดภัยดีอยู่
แต่ถ้าเพื่อนๆ ลองคำนวณดูแล้วพบว่า “สภาพคล่องในแต่ละเดือนเริ่มติดลบ” หรือตึงมือเกินไป สิ่งสำคัญคือต้องห้ามหนีหาย
แต่ต้องลองเดินไปเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ดูครับ

จากประสบการณ์ตรงของผมเอง ครั้งหนึ่งเคยประสบปัญหาประจวบเหมาะกับช่วงที่รายได้ลดลง ทำให้สภาพคล่องเริ่มไม่สมดุล เงินไม่พอผ่อน
ผมเลยตัดสินใจเดินเข้าไปเจรจาขอปรับโครงสร้างหนี้กับ “ธนาคารสีม่วง” (ซึ่งเป็นหนี้สินเชื่อบ้านของผม) ขอบอกเลยครับว่าขั้นตอนจริงๆ
“ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย”

วิธีการที่ผมทำมีแค่นี้ครับ:
1.เข้าไปดาวน์โหลดแบบฟอร์มจากหน้าเว็บไซต์ของธนาคาร (น่าจะชื่อว่า “แบบฟอร์มขอปรับยอดชำระ”ประมาณนี้)
2.กรอกข้อมูลตามความจริง ระบุเหตุผล และจำนวนยอดผ่อนชำระที่เราต้องการปรับ พร้อมระบุระยะเวลาที่ต้องการขอความช่วยเหลือ
3.ส่งเอกสารและแบบฟอร์มทั้งหมดให้ธนาคารผ่านทางอีเมล (Email)

หลังจากส่งอีเมลไป ไม่ถึงวันก็มีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมาบอกว่าได้รับเรื่องแล้ว และมีการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย
จากนั้นผอรออีกประมาณ 10 วัน เจ้าหน้าที่ก็ติดต่อกลับมาเพื่อแจ้งผลการพิจารณาว่าผ่าน และนัดหมายให้ผมเข้าไปเซ็นเอกสารสัญญาที่สาขา
ซึ่งเราสามารถเลือกสาขาที่เดินทางสะดวกได้เลย สะดวกและรวดเร็วมากครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเผชิญหน้ากับความเครียดเรื่องหนี้สินอยู่
อย่าปล่อยให้ตัวเลขกลมๆ มาทำลายความสุขในชีวิตประจำวันของเรานะครับ ค่อยๆ ตั้งสติ ดูสภาพคล่องรายเดือน
และใช้สิทธิในการเจรจาปรับตัวดูครับ

แล้วเพื่อนๆ สมาชิกท่านอื่นล่ะครับ มีวิธีการจัดการกับความกังวลเรื่องหนี้สิน หรือมีประสบการณ์เจรจากับเจ้าหนี้ในรูปแบบไหนกันบ้าง
แวะมาคอมเมนต์แนะนำและแชร์ไอเดียกันได้นะครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์และเป็นแนวทางให้กับเพื่อนๆ คนอื่นที่กำลังเจอทางตันอยู่ในตอนนี้ครับ! 🙏✨

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่