รีวิวของใหม่ Muse HiFi M3 Ultra DAC/Amp พกพาสไตล์หลอด
ตัวนี้เป็นรุ่นเริ่มต้น ไม่แพงที่น่าสนใจมากตัวหนึ่งครับ เพราะในยุคที่ dongle ส่วนใหญ่แข่งกันเรื่องความใส ความแรง ความคม หรือสเปกตัวเลข Muse HiFi เลือกเดินอีกทาง คือทำ DAC/Amp พกพาที่ใช้หลอดจริงเข้ามาเป็นคาแรกเตอร์หลักของเสียงครับ
รุ่นนี้ใช้หลอด JAN6418 แบบคู่ ซึ่งเป็นหลอดขนาดเล็กที่เจอในอุปกรณ์แนว tube portable หลายรุ่น จุดที่ทำให้ M3 Ultra น่าสนใจคือเขาพยายามทำให้ “เสียงหลอด” เข้ามาอยู่ในรูปแบบที่ใช้งานง่ายขึ้น ไม่ต้องเป็นแอมป์ตั้งโต๊ะ ไม่ต้องมีชุดใหญ่ แค่ต่อกับมือถือ แท็บเล็ต หรือคอม ก็ได้โทนเสียงที่ต่างจาก dongle DAC ทั่วไปพอสมควรครับ
แนวเสียงของ M3 Ultra จะไม่ใช่แนวใสจัด คมจัด หรือ neutral สุดทางนะครับ คาแรกเตอร์หลักจะออกอุ่น หนา มีมวล และฟังลื่นขึ้น เบสมีน้ำหนักมากขึ้น โดยเฉพาะช่วง mid-bass ที่ช่วยเติมเนื้อเสียงให้เพลงดูเต็มขึ้น เสียงร้องจะมีความอิ่ม มีความนุ่ม และมีบรรยากาศอบอุ่น ฟังแล้วนึกถึงอารมณ์ Safe Zone มากกว่า dongle หลายตัวครับ
สิ่งที่ผมชอบในคาแรกเตอร์แบบนี้คือมันทำให้หูฟังบางตัวที่เสียงออกบาง สว่าง หรือปลายแหลมคม ฟังง่ายขึ้นเยอะครับ พวก IEM ที่ปกติแหลมมีประกายจัด หรือโทนค่อนข้าง lean พอต่อกับ M3 Ultra แล้วจะรู้สึกว่าเสียงมีเนื้อขึ้น เบสลงน้ำหนักดีขึ้น และปลายเสียงไม่บาดหูเท่าเดิม เหมาะมากกับคนที่มีหูฟังดีอยู่แล้ว แต่อยากเติมความ musical ให้เสียงมันฟังสนุกขึ้นโดยไม่ได้เน้นจับผิดเสียงครับ
ภาคสเปกใช้ DAC ES9028Q2M, แอมป์ ES9603Q, รองรับทั้ง 3.5mm และ 4.4mm Balanced กำลังขับตามสเปกขึ้นไปได้ราว 480mW ที่ 32 โอห์ม ซึ่งสำหรับ IEM ส่วนใหญ่ รวมถึงหูฟัง Fullzise ที่ขับไม่ยากเช่น Superlux HD660PRO ตัวโปรดของผม ถือว่าเหลือๆครับ แรงขับจริงก็ให้มาค่อนข้างโอเคเลยครับ
ด้านงานออกแบบ ตัวเครื่องมีความเป็น gadget สายนักฟังเพลงมากครับ เป็นดีไซน์แบบโชว์หลอด มีความล้ำ มีความสะสมได้ ใครชอบของเล่นเสียงที่มีคาแรกเตอร์ มีไฟหลอด มีความรู้สึกแบบ analog หน่อยๆ น่าจะชอบมากครับ แต่ก็ต้องพูดตรงๆว่าไซซ์และรูปทรงมันอาจไม่ได้คล่องตัวเท่า dongle ตัวเล็กทั่วไป ถ้าจะเอาไปเสียบมือถือแล้วถือเดินทั้งวัน อาจต้องดูไลฟ์สไตล์ตัวเองนิดหนึ่งครับ
ข้อสังเกตของรุ่นนี้คือถ้าคุณเป็นสายที่ต้องการเสียง โปร่งที่สุด รายละเอียดปลายแหลมเปิดสุด หรือเอาไปใช้ฟังแบบ monitor จริงจัง M3 Ultra อาจไม่ใช่คำตอบหลักครับ เพราะเสน่ห์ของมันคือการเติมคาแรกเตอร์ เติมความอุ่น เติมเนื้อ และทำให้เพลงฟังมีอารมณ์มากขึ้น ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับหลายคน แต่ถ้าหูฟังของคุณเดิมทีเสียงหนา มืด หรือเบสเยอะอยู่แล้ว การจับคู่กับตัวนี้อาจทำให้เสียงอวบเกินไปได้ครับ
โดยรวม Muse HiFi M3 Ultra เหมาะกับคนที่เบื่อเสียง dongle แบบเดิมๆ และอยากลองรสชาติของเสียงหลอดในงบที่ยังจับต้องได้ครับ มันไม่ใช่ DAC/Amp ที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน แต่เป็นรุ่นที่มีตัวตนชัดมาก ฟังแล้วควรรู้สึกได้ว่าเสียงเปลี่ยนไปในทางอุ่นขึ้น หนาขึ้น ฟังง่ายขึ้น และมีความเป็นดนตรีมากขึ้นครับ ส่วนตัวผมมองว่ารุ่นนี้น่าสนใจมากสำหรับคนที่มี IEM โทนสว่าง โทน reference หรือหูฟังที่อยากเติมเบส เติมมวลเสียง และลดความคมของปลายแหลมครับ ถ้าอยากได้ของเล่นสายเสียงที่ไม่ได้เน้นแค่ตัวเลข แต่มีคาแรกเตอร์ชัด มีความสนุก และราคาไม่แรงเกินไป M3 Ultra เป็นรุ่นที่ควรจับตาครับ
ตอนนี้ผมยังไม่ทราบแหล่งซื้อในไทยนะครับ ถ้าพบจะมาแปะลิงก์ให้ภายหลัง แต่ราคาประมาณ 3,500 บาท บวกลบนิดหน่อยครับ
[SR] รีวิวของใหม่ Muse HiFi M3 Ultra DAC/Amp พกพาสไตล์หลอด ยกระดับเสียงให้โทรศัพท์อย่างจริงจัง
ตัวนี้เป็นรุ่นเริ่มต้น ไม่แพงที่น่าสนใจมากตัวหนึ่งครับ เพราะในยุคที่ dongle ส่วนใหญ่แข่งกันเรื่องความใส ความแรง ความคม หรือสเปกตัวเลข Muse HiFi เลือกเดินอีกทาง คือทำ DAC/Amp พกพาที่ใช้หลอดจริงเข้ามาเป็นคาแรกเตอร์หลักของเสียงครับ
รุ่นนี้ใช้หลอด JAN6418 แบบคู่ ซึ่งเป็นหลอดขนาดเล็กที่เจอในอุปกรณ์แนว tube portable หลายรุ่น จุดที่ทำให้ M3 Ultra น่าสนใจคือเขาพยายามทำให้ “เสียงหลอด” เข้ามาอยู่ในรูปแบบที่ใช้งานง่ายขึ้น ไม่ต้องเป็นแอมป์ตั้งโต๊ะ ไม่ต้องมีชุดใหญ่ แค่ต่อกับมือถือ แท็บเล็ต หรือคอม ก็ได้โทนเสียงที่ต่างจาก dongle DAC ทั่วไปพอสมควรครับ
แนวเสียงของ M3 Ultra จะไม่ใช่แนวใสจัด คมจัด หรือ neutral สุดทางนะครับ คาแรกเตอร์หลักจะออกอุ่น หนา มีมวล และฟังลื่นขึ้น เบสมีน้ำหนักมากขึ้น โดยเฉพาะช่วง mid-bass ที่ช่วยเติมเนื้อเสียงให้เพลงดูเต็มขึ้น เสียงร้องจะมีความอิ่ม มีความนุ่ม และมีบรรยากาศอบอุ่น ฟังแล้วนึกถึงอารมณ์ Safe Zone มากกว่า dongle หลายตัวครับ
สิ่งที่ผมชอบในคาแรกเตอร์แบบนี้คือมันทำให้หูฟังบางตัวที่เสียงออกบาง สว่าง หรือปลายแหลมคม ฟังง่ายขึ้นเยอะครับ พวก IEM ที่ปกติแหลมมีประกายจัด หรือโทนค่อนข้าง lean พอต่อกับ M3 Ultra แล้วจะรู้สึกว่าเสียงมีเนื้อขึ้น เบสลงน้ำหนักดีขึ้น และปลายเสียงไม่บาดหูเท่าเดิม เหมาะมากกับคนที่มีหูฟังดีอยู่แล้ว แต่อยากเติมความ musical ให้เสียงมันฟังสนุกขึ้นโดยไม่ได้เน้นจับผิดเสียงครับ
ภาคสเปกใช้ DAC ES9028Q2M, แอมป์ ES9603Q, รองรับทั้ง 3.5mm และ 4.4mm Balanced กำลังขับตามสเปกขึ้นไปได้ราว 480mW ที่ 32 โอห์ม ซึ่งสำหรับ IEM ส่วนใหญ่ รวมถึงหูฟัง Fullzise ที่ขับไม่ยากเช่น Superlux HD660PRO ตัวโปรดของผม ถือว่าเหลือๆครับ แรงขับจริงก็ให้มาค่อนข้างโอเคเลยครับ
ด้านงานออกแบบ ตัวเครื่องมีความเป็น gadget สายนักฟังเพลงมากครับ เป็นดีไซน์แบบโชว์หลอด มีความล้ำ มีความสะสมได้ ใครชอบของเล่นเสียงที่มีคาแรกเตอร์ มีไฟหลอด มีความรู้สึกแบบ analog หน่อยๆ น่าจะชอบมากครับ แต่ก็ต้องพูดตรงๆว่าไซซ์และรูปทรงมันอาจไม่ได้คล่องตัวเท่า dongle ตัวเล็กทั่วไป ถ้าจะเอาไปเสียบมือถือแล้วถือเดินทั้งวัน อาจต้องดูไลฟ์สไตล์ตัวเองนิดหนึ่งครับ
ข้อสังเกตของรุ่นนี้คือถ้าคุณเป็นสายที่ต้องการเสียง โปร่งที่สุด รายละเอียดปลายแหลมเปิดสุด หรือเอาไปใช้ฟังแบบ monitor จริงจัง M3 Ultra อาจไม่ใช่คำตอบหลักครับ เพราะเสน่ห์ของมันคือการเติมคาแรกเตอร์ เติมความอุ่น เติมเนื้อ และทำให้เพลงฟังมีอารมณ์มากขึ้น ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับหลายคน แต่ถ้าหูฟังของคุณเดิมทีเสียงหนา มืด หรือเบสเยอะอยู่แล้ว การจับคู่กับตัวนี้อาจทำให้เสียงอวบเกินไปได้ครับ
โดยรวม Muse HiFi M3 Ultra เหมาะกับคนที่เบื่อเสียง dongle แบบเดิมๆ และอยากลองรสชาติของเสียงหลอดในงบที่ยังจับต้องได้ครับ มันไม่ใช่ DAC/Amp ที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน แต่เป็นรุ่นที่มีตัวตนชัดมาก ฟังแล้วควรรู้สึกได้ว่าเสียงเปลี่ยนไปในทางอุ่นขึ้น หนาขึ้น ฟังง่ายขึ้น และมีความเป็นดนตรีมากขึ้นครับ ส่วนตัวผมมองว่ารุ่นนี้น่าสนใจมากสำหรับคนที่มี IEM โทนสว่าง โทน reference หรือหูฟังที่อยากเติมเบส เติมมวลเสียง และลดความคมของปลายแหลมครับ ถ้าอยากได้ของเล่นสายเสียงที่ไม่ได้เน้นแค่ตัวเลข แต่มีคาแรกเตอร์ชัด มีความสนุก และราคาไม่แรงเกินไป M3 Ultra เป็นรุ่นที่ควรจับตาครับ
ตอนนี้ผมยังไม่ทราบแหล่งซื้อในไทยนะครับ ถ้าพบจะมาแปะลิงก์ให้ภายหลัง แต่ราคาประมาณ 3,500 บาท บวกลบนิดหน่อยครับ
SR - Sponsored Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ SR โดยที่เจ้าของกระทู้