วันนี้พี่หมอฝั่งธน..จะมาให้ความรู้
มะเร็งตับอ่อน รู้เร็ว รักษาได้ โรคร้ายที่มักถูกพบเมื่อสายเกินไป
“มะเร็งตับอ่อน” เป็นมะเร็งที่พบไม่บ่อยเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น แต่กลับเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง
และมักถูกตรวจพบในระยะลุกลาม เนื่องจากตับอ่อนเป็นอวัยวะที่อยู่ลึกภายในช่องท้อง
ทำให้ก้อนมะเร็งระยะแรกแทบไม่แสดงอาการชัดเจน ผู้ป่วยจำนวนมากจึงมาพบแพทย์เมื่อโรคดำเนินไปมากแล้ว
ปัจจุบันพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนกว่า 80–85% อยู่ในระยะที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ตั้งแต่แรกที่ตรวจพบ
และหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจมีอัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปีค่อนข้างสูง
ดังนั้น “การรู้เท่าทันอาการผิดปกติ” และ “ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก” จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก

ตับอ่อนเป็นอวัยวะที่อยู่ลึกบริเวณด้านหลังช่องท้อง ในระดับเดียวกับกระดูกสันหลังช่วงเอว (L1–L2)
โดยมีอวัยวะสำคัญล้อมรอบ เช่น กระเพาะอาหาร ตับ ม้าม ไต และลำไส้เล็ก
หน้าที่สำคัญของตับอ่อน ได้แก่
ผลิตน้ำย่อยเพื่อช่วยย่อยอาหาร
สร้างฮอร์โมนควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เช่น อินซูลิน
เมื่อเกิดมะเร็งขึ้นที่ตับอ่อน ก้อนมักลุกลามไปยังเส้นเลือดหรืออวัยวะใกล้เคียงได้ง่าย
เพราะตำแหน่งของตับอ่อนอยู่ใกล้โครงสร้างสำคัญหลายส่วนในร่างกาย

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของมะเร็งตับอ่อน แต่พบว่ามีหลายปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่
1. การสูบบุหรี่
ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยผู้สูบบุหรี่มีโอกาสเกิดมะเร็งตับอ่อนมากกว่าคนทั่วไปประมาณ 1.6–3.1 เท่า
2. การรับประทานอาหารไขมันสูง
โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสัตว์ปริมาณมาก อาหารแปรรูป หรืออาหารปิ้งย่างไหม้เกรียมเป็นประจำ
3. โรคประจำตัวบางชนิด
เช่น โรคเบาหวาน ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง ภาวะอ้วน
ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับอ่อน
4. การสัมผัสสารเคมี
เช่น สารกำจัดแมลงบางชนิด อนุพันธ์ของปิโตรเลียม หรือสารเคมีในอุตสาหกรรมบางประเภท
5. อายุที่เพิ่มขึ้น
มักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป
อาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
มะเร็งตับอ่อนระยะแรกมักไม่มีอาการ แต่เมื่อก้อนโตขึ้น ผู้ป่วยอาจมีอาการดังต่อไปนี้
ปวดท้อง โดยเฉพาะปวดลึกบริเวณลิ้นปี่หรือร้าวไปด้านหลัง
เบื่ออาหาร น้ำหนักลดผิดปกติ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม
อุจจาระสีซีด คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลียเรื้อรัง
บางรายอาจมีอาการปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งเกิดจากก้อนมะเร็งลุกลามไปกดทับเส้นประสาทด้านหลัง

การตรวจวินิจฉัยมะเร็งตับอ่อน
แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันโรค ได้แก่
การตรวจเลือด
เพื่อดูการทำงานของตับ ค่าท่อน้ำดี และสารบ่งชี้มะเร็งบางชนิด เช่น CA 19-9
อัลตราซาวด์ช่องท้อง
ช่วยตรวจหาก้อนหรือความผิดปกติของตับอ่อนและท่อน้ำดี
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
เป็นการตรวจสำคัญที่ช่วยประเมินขนาดก้อน การลุกลาม และการแพร่กระจายของมะเร็ง
MRI และ MRCP
ช่วยดูรายละเอียดของตับอ่อนและท่อน้ำดีได้ชัดเจนมากขึ้น
การส่องกล้องอัลตราซาวด์ (EUS)
ใช้ตรวจชิ้นเนื้อเพื่อยืนยันการวินิจฉัยในบางกรณี
แนวทางการรักษา
การรักษามะเร็งตับอ่อนขึ้นอยู่กับระยะของโรค สุขภาพของผู้ป่วย และการลุกลามของก้อนมะเร็ง
1. การผ่าตัด
เป็นวิธีที่ให้โอกาสหายขาดดีที่สุด หากตรวจพบในระยะเริ่มต้นและก้อนยังไม่ลุกลาม
2. เคมีบำบัด
ใช้เพื่อควบคุมโรค ลดการลุกลาม หรือใช้ร่วมกับการผ่าตัด
3. รังสีรักษา
ช่วยลดขนาดก้อนและบรรเทาอาการในบางราย
4. การรักษาแบบประคับประคอง
ในผู้ป่วยระยะลุกลาม แพทย์จะเน้นลดอาการปวด เพิ่มคุณภาพชีวิต และช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ดีที่สุด
ป้องกันมะเร็งตับอ่อนได้อย่างไร
แม้ไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
งดสูบบุหรี่
ลดอาหารไขมันสูง
รับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น
ควบคุมน้ำหนัก
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ควบคุมโรคเบาหวาน
หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง
เพราะการรู้เร็ว อาจเปลี่ยนโอกาสรอดชีวิตได้
มะเร็งตับอ่อนเป็นโรคที่อันตรายและมักถูกพบในระยะท้าย แต่หากสังเกตอาการผิดปกติและเข้ารับการตรวจเร็ว
ก็อาจเพิ่มโอกาสในการรักษาได้มากขึ้น
หากมีอาการปวดท้องเรื้อรัง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง
ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะ “การตรวจพบเร็ว” คือกุญแจสำคัญของการรักษามะเร็งตับอ่อน
ความรู้เพิ่มเติม
https://www.thonburihospital.com/



มะเร็งตับอ่อน รู้เร็ว รักษาได้ โรคร้ายที่มักถูกพบเมื่อสายเกินไป
“มะเร็งตับอ่อน” เป็นมะเร็งที่พบไม่บ่อยเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น แต่กลับเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง
และมักถูกตรวจพบในระยะลุกลาม เนื่องจากตับอ่อนเป็นอวัยวะที่อยู่ลึกภายในช่องท้อง
ทำให้ก้อนมะเร็งระยะแรกแทบไม่แสดงอาการชัดเจน ผู้ป่วยจำนวนมากจึงมาพบแพทย์เมื่อโรคดำเนินไปมากแล้ว
ปัจจุบันพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนกว่า 80–85% อยู่ในระยะที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ตั้งแต่แรกที่ตรวจพบ
และหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจมีอัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปีค่อนข้างสูง
ดังนั้น “การรู้เท่าทันอาการผิดปกติ” และ “ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก” จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก
โดยมีอวัยวะสำคัญล้อมรอบ เช่น กระเพาะอาหาร ตับ ม้าม ไต และลำไส้เล็ก
หน้าที่สำคัญของตับอ่อน ได้แก่
ผลิตน้ำย่อยเพื่อช่วยย่อยอาหาร
สร้างฮอร์โมนควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เช่น อินซูลิน
เมื่อเกิดมะเร็งขึ้นที่ตับอ่อน ก้อนมักลุกลามไปยังเส้นเลือดหรืออวัยวะใกล้เคียงได้ง่าย
เพราะตำแหน่งของตับอ่อนอยู่ใกล้โครงสร้างสำคัญหลายส่วนในร่างกาย
1. การสูบบุหรี่
ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยผู้สูบบุหรี่มีโอกาสเกิดมะเร็งตับอ่อนมากกว่าคนทั่วไปประมาณ 1.6–3.1 เท่า
2. การรับประทานอาหารไขมันสูง
โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสัตว์ปริมาณมาก อาหารแปรรูป หรืออาหารปิ้งย่างไหม้เกรียมเป็นประจำ
3. โรคประจำตัวบางชนิด
เช่น โรคเบาหวาน ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง ภาวะอ้วน
ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับอ่อน
4. การสัมผัสสารเคมี
เช่น สารกำจัดแมลงบางชนิด อนุพันธ์ของปิโตรเลียม หรือสารเคมีในอุตสาหกรรมบางประเภท
5. อายุที่เพิ่มขึ้น
มักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป
มะเร็งตับอ่อนระยะแรกมักไม่มีอาการ แต่เมื่อก้อนโตขึ้น ผู้ป่วยอาจมีอาการดังต่อไปนี้
ปวดท้อง โดยเฉพาะปวดลึกบริเวณลิ้นปี่หรือร้าวไปด้านหลัง
เบื่ออาหาร น้ำหนักลดผิดปกติ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม
อุจจาระสีซีด คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลียเรื้อรัง
บางรายอาจมีอาการปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งเกิดจากก้อนมะเร็งลุกลามไปกดทับเส้นประสาทด้านหลัง
แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันโรค ได้แก่
การตรวจเลือด
เพื่อดูการทำงานของตับ ค่าท่อน้ำดี และสารบ่งชี้มะเร็งบางชนิด เช่น CA 19-9
อัลตราซาวด์ช่องท้อง
ช่วยตรวจหาก้อนหรือความผิดปกติของตับอ่อนและท่อน้ำดี
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
เป็นการตรวจสำคัญที่ช่วยประเมินขนาดก้อน การลุกลาม และการแพร่กระจายของมะเร็ง
MRI และ MRCP
ช่วยดูรายละเอียดของตับอ่อนและท่อน้ำดีได้ชัดเจนมากขึ้น
การส่องกล้องอัลตราซาวด์ (EUS)
ใช้ตรวจชิ้นเนื้อเพื่อยืนยันการวินิจฉัยในบางกรณี
แนวทางการรักษา
การรักษามะเร็งตับอ่อนขึ้นอยู่กับระยะของโรค สุขภาพของผู้ป่วย และการลุกลามของก้อนมะเร็ง
1. การผ่าตัด
เป็นวิธีที่ให้โอกาสหายขาดดีที่สุด หากตรวจพบในระยะเริ่มต้นและก้อนยังไม่ลุกลาม
2. เคมีบำบัด
ใช้เพื่อควบคุมโรค ลดการลุกลาม หรือใช้ร่วมกับการผ่าตัด
3. รังสีรักษา
ช่วยลดขนาดก้อนและบรรเทาอาการในบางราย
4. การรักษาแบบประคับประคอง
ในผู้ป่วยระยะลุกลาม แพทย์จะเน้นลดอาการปวด เพิ่มคุณภาพชีวิต และช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ดีที่สุด
แม้ไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
งดสูบบุหรี่
ลดอาหารไขมันสูง
รับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น
ควบคุมน้ำหนัก
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ควบคุมโรคเบาหวาน
หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง
เพราะการรู้เร็ว อาจเปลี่ยนโอกาสรอดชีวิตได้
มะเร็งตับอ่อนเป็นโรคที่อันตรายและมักถูกพบในระยะท้าย แต่หากสังเกตอาการผิดปกติและเข้ารับการตรวจเร็ว
ก็อาจเพิ่มโอกาสในการรักษาได้มากขึ้น
หากมีอาการปวดท้องเรื้อรัง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง
ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะ “การตรวจพบเร็ว” คือกุญแจสำคัญของการรักษามะเร็งตับอ่อน
ความรู้เพิ่มเติม
https://www.thonburihospital.com/