มาแชร์ประสบการณ์ให้ฟังครับ
คุณพ่อเสีย เมื่อ 21 ม.ค. 2569 หลังจากจัดงานอะไรเรียบร้อยแล้ว ก็มาคุยกันเรื่องจัดการมรดก
ถ้าทายาทเยอะหน่อยก็คงเรื่องเยอะแต่ถ้าน้อยก็คุยกันง่าย
ของผมทายาท มีแค่ แม่(ทายาทในฐานะคู่สมรส) พี่สาว และผม ก็เลยคุยกันให้ผมเป็น ผจก.มรดก
เดิมทีจะให้อัยการ ดำเนินการให้ แต่ผมไม่ค่อยสะดวก เลยไปจ้าง ทนาย ให้ดำเนินการให้
(เท่าที่ทราบมา หลักๆ ราคาค่าจ้างจะขึ้นอยู่กับ มูลค่าของมรดก)
จริงๆ มรดก มีไม่เยอะครับ มีแค่เงินในบัญชี กับ บ้าน+ที่ดิน แค่นั้น
*** บ้านและที่ดิน ผมรู้มาแต่แรกแล้วว่าไม่จำเป็นต้องใช้ ผจก.มรดก แต่ไม่ได้เอะใจอะไร
และคิดว่าไหนๆ ก็ต้องตั้ง ผจก.มรดก อยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้ไปทำเรื่องโอนให้เรียบร้อย
***เรื่องนี้จะมีประเด็นภายหลังครับ***
27 ม.ค. 2569 ไปติดต่อทนาย ส่งเอกสารต่างๆให้ทนายให้เรียบร้อย
ทนายแจ้งว่าน่าจะไม่เกิน 2 เดือน น่าจะจบ ระหว่างรอให้เตรียมเอกสารตัวจริง
เพราะต้องใช้วันขึ้นศาล ของผมเอกสารตัวจริง ที่หายากมากคือ..
คำสั่งศาลที่ให้ปู่ (พ่อของพ่อ) เป็นคนสาบสูญ, และมรณบัตรตัวจริงของย่า (แม่ของพ่อ)
แต่โชคดีที่มีญาติของพ่อคนนึงเก็บตัวจริงไว้ แต่กว่าจะหาเจอก็วุ่นวายพอสมควร
เรื่องพินัยกรรม เดิมทีไม่ได้คิดว่าจะเป็นประเด็น เพราะทีแรกไม่รู้ว่ามีหรือไม่มี
เลยแจ้งทนายว่าไม่มี ทนายเขียนคำร้องว่าไม่มีพินัยกรรมไป ตอนหลังมารู้ว่ามี
เลยต้องแก้คำร้องที่ส่งไปศาลใหม่ ว่ามีพินัยกรรม
***ในพินัยกรรมไม่ได้บอกว่าให้ใครเป็น ผจก.มรดก ผมเลยไม่ต้องเปลี่ยน***
ถ้าพินัยกรรมระบุให้ใครเป็น ก็ต้องให้คนนั้นเป็น
23 มี.ค. 2569 ศาลนัดไต่สวน ก่อนนี้ก็มีการนัดแนะคำถามกับทนายเรียบร้อย
ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ต้องนัดแนะกันหรอก เพราะสิ่งที่ถามมันก็คือเรื่องที่เราตอบได้และรู้อยู่แล้ว
ไปถึงศาลก็สาบานตน แล้วทนายก็ซักถามไม่ถึง 10 นาทีเลย ก็จบ
ศาลก็มีคำสั่งแต่งตั้ง ณ วันนั้นเลย (ผมไม่ได้อยู่รอ ให้ทนายเขาดำเนินการต่อ)
ทนายแจ้งว่าอีก 30 วัน ค่อยมารับหนังสือคดีถึงที่สุด แล้วค่อยไปดำเนินการต่อได้
***เอกสาร คุยกับทนายให้เรียบร้อยไว้ว่า Copy กี่ชุด เพราะบาง ธนาคารจะขอแต่ตัวจริง
ซึ่ง ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะขอตัว Copy จริงทำไม ใครมีมรดกหลายธนาคาร
ก็บอกทนายขอมาให้ครบเลยครับ จะได้ไม่ต้องไปขอใหม่
24 เม.ย. 2569 ทนายแจ้งว่า หนังสือคดีถึงที่สุด ออกแล้วให้ผมไปรับได้
ถึงตรงนี้เราจะได้เอกสารมา 2 ฉบับ คือ
1.คำสั่งแต่งตั้ง ผจก.มรดก
2.ใบสำคัญเพื่อแสดงว่าคดีถึงที่สุด
ต้องได้ทั้ง 2 เอกสารมา นะครับ ถึงจะไปดำเนินการได้
ผมได้เอกสารเหล่านี้มา ก็ยังไม่ได้ไปติดต่อ ธนาคารไหนเลย เพราะยังไม่ว่าง ไม่อยากลางานด้วย
จนมาคิดอีกทีว่า มันไปวันหยุดได้มั้ย ไปต่างสาขาได้มั้ย เลยหลังไมค์ ไปใน Pantip นี่แหละ
ไปตาม ธนาคาร ที่พ่อมีบัญชีอยู่ ซึ่งที่รู้มาคือมี 2 ธนาคาร คือ KTB และ TTB
สรุป ธนาคารบอกไปต่างสาขาได้ และไปสาขาในห้างก็ได้ ผมเลยไปวันที่ 9 พ.ค. วันเสาร์ ไม่ต้องลางาน..
เวลาไปปิดบัญชี ใช้เวลาไม่นานครับ ถึงแม้บาง ธนาคารจะบอกว่า ไม่เกิน 10 วันทำการ
แต่เอาจริงๆ วันนั้นก็อนุมัติเลย..
คราวนี้มาถึงบ้าน+ที่ดิน ที่จะเป็นประเด็นกัน (ผมก็พึ่งรู้วันที่ไปโอน นี่แหละ)
**บ้านและที่ดิน ผมสละสิทธ์และบอกพ่อไปตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ว่าผมไม่ขอรับตรงนี้***
ในพินัยกรรม พ่อเขียนว่า บ้านและที่ดินขอยกให้กับพี่สาวผม และให้พี่สาวดูแลแม่จนกว่าจะเสียชีวิต
ในด้านหลังโฉนด มีชื่อพ่อแต่ไม่มีชื่อแม่ใน โฉนด
บ้านและที่ดินนี้ ได้มาหลังสมรส เพราะฉนั้น มันต้องเป็นสินสมรส
พวกเราเข้าใจกันดีว่า ครึ่งนึงคือของแม่ เพราะเป็นสินสมรส อีกครึ่งก็คือมรดกที่พ่อยกให้จะเป็นของพี่สาว
สุดท้ายมันก็จะเป็น แม่และพี่สาว เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ คนละครึ่ง
ผมไปติดต่อ สนง.ที่ดิน แล้วก็เอาเอกสารต่างๆให้ แล้วก็บอกว่า จะทำอะไรยังไง คือความเข้าใจของผม
คิดว่า สุดท้ายวันนี้ ด้านหลังโฉนดก็จะมี ชื่อแม่ กับชื่อพี่สาว ถือร่วมกัน
แต่ไม่ใช่ครับ...จนท.ดูพินัยกรรมแล้วบอกว่า แบบนี้ ทั้งหมดคือของพี่สาว ผมก็อธิบายตามความเข้าใจของผมว่า
บ้านและที่ดินมันเป็นสินสมรส มันต้องเป็นของแม่ ครึ่งนึง ไม่ใช่เหรอ คุยกันไปมาพักใหญ่ เขาขอไปถามหัวหน้า
หัวหน้าก็ยืนยันตามเดิม ผมก็คุยกับหัวหน้าเขาต่อว่าต้องเป็นแบบที่ผมเข้าใจ เขาก็ขอตัวไปคุยกับหัวหน้าเขาอีกรอบ
(หัวหน้าของหัวหน้าอีกที) ก็ได้ข้อสรุปตามเดิม ผมก็ย้ำว่าสรุปสุดท้ายหลังโฉนด จะเป็นชื่อพี่สาวผมคนเดียวไม่มีชื่อแม่เหรอ
เขาบอกใช่...
จนท.ชี้แจงดังนี้ครับ...
วันนี้เขาจะจดกรรมสิทธิ์ให้ตามที่พินัยกรรมเขียนไว้ คือให้พี่สาวคนเดียว แม้ว่าในความจริงมันจะเป็นสินสมรส
แต่เขาไม่มีมีอำนาจไปตัดสินได้ว่ามันคือ สินสมรส ถ้าอยากจะให้แยกสินสมรส ต้องฟ้องศาลให้ศาลระบุมาว่า
เป็นสินสมรส... ถึงจะจดแยกให้ได้
หรือถ้าไม่มีพินัยกรรมมาแสดง แล้วใช้อำนาจของ ผจก.มรดก แบ่ง ก็ได้ (แต่ Case นี้ มีพินัยกรรมไปแสดง)
เลยทำไม่ได้
ความจริงเป็นยังไงไม่รู้แต่ จนท.ชี้แจงแบบนี้
สรุปสุดท้าย เพื่อจะไม่ให้แม่เสียใจ ผมเลยบอกกับพี่สาวว่า ขอให้จดสิทธิเก็บกินให้แม่ ตลอดชีวิต ของผู้ทรงสิทธิไป
จะได้ไม่เกิดปัญหา..
ก็เป็นอันจบภาระกิจของผม..ตั้งแต่พ่อเสียจนทำภาระกิจสุดท้าย สิ้นสุดที่ 27 พ.ค.2569 เมื่อวานนี้ครับ..
ข้อคิดที่ได้..จากเหตุการณ์นี้..
ถ้าผมจะเขียนพินัยกรรม ผมจะระบุไปเลยว่า..ทรัพย์สินรายการไหนให้แบ่งสินสมรสออกก่อน จะได้ไม่มีปัญหาทีหลัง
แชร์ประสบการณ์ การตั้ง ผจก.มรดก และดำเนินการเรื่องแบ่งมรดก
คุณพ่อเสีย เมื่อ 21 ม.ค. 2569 หลังจากจัดงานอะไรเรียบร้อยแล้ว ก็มาคุยกันเรื่องจัดการมรดก
ถ้าทายาทเยอะหน่อยก็คงเรื่องเยอะแต่ถ้าน้อยก็คุยกันง่าย
ของผมทายาท มีแค่ แม่(ทายาทในฐานะคู่สมรส) พี่สาว และผม ก็เลยคุยกันให้ผมเป็น ผจก.มรดก
เดิมทีจะให้อัยการ ดำเนินการให้ แต่ผมไม่ค่อยสะดวก เลยไปจ้าง ทนาย ให้ดำเนินการให้
(เท่าที่ทราบมา หลักๆ ราคาค่าจ้างจะขึ้นอยู่กับ มูลค่าของมรดก)
จริงๆ มรดก มีไม่เยอะครับ มีแค่เงินในบัญชี กับ บ้าน+ที่ดิน แค่นั้น
*** บ้านและที่ดิน ผมรู้มาแต่แรกแล้วว่าไม่จำเป็นต้องใช้ ผจก.มรดก แต่ไม่ได้เอะใจอะไร
และคิดว่าไหนๆ ก็ต้องตั้ง ผจก.มรดก อยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้ไปทำเรื่องโอนให้เรียบร้อย
***เรื่องนี้จะมีประเด็นภายหลังครับ***
27 ม.ค. 2569 ไปติดต่อทนาย ส่งเอกสารต่างๆให้ทนายให้เรียบร้อย
ทนายแจ้งว่าน่าจะไม่เกิน 2 เดือน น่าจะจบ ระหว่างรอให้เตรียมเอกสารตัวจริง
เพราะต้องใช้วันขึ้นศาล ของผมเอกสารตัวจริง ที่หายากมากคือ..
คำสั่งศาลที่ให้ปู่ (พ่อของพ่อ) เป็นคนสาบสูญ, และมรณบัตรตัวจริงของย่า (แม่ของพ่อ)
แต่โชคดีที่มีญาติของพ่อคนนึงเก็บตัวจริงไว้ แต่กว่าจะหาเจอก็วุ่นวายพอสมควร
เรื่องพินัยกรรม เดิมทีไม่ได้คิดว่าจะเป็นประเด็น เพราะทีแรกไม่รู้ว่ามีหรือไม่มี
เลยแจ้งทนายว่าไม่มี ทนายเขียนคำร้องว่าไม่มีพินัยกรรมไป ตอนหลังมารู้ว่ามี
เลยต้องแก้คำร้องที่ส่งไปศาลใหม่ ว่ามีพินัยกรรม
***ในพินัยกรรมไม่ได้บอกว่าให้ใครเป็น ผจก.มรดก ผมเลยไม่ต้องเปลี่ยน***
ถ้าพินัยกรรมระบุให้ใครเป็น ก็ต้องให้คนนั้นเป็น
23 มี.ค. 2569 ศาลนัดไต่สวน ก่อนนี้ก็มีการนัดแนะคำถามกับทนายเรียบร้อย
ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ต้องนัดแนะกันหรอก เพราะสิ่งที่ถามมันก็คือเรื่องที่เราตอบได้และรู้อยู่แล้ว
ไปถึงศาลก็สาบานตน แล้วทนายก็ซักถามไม่ถึง 10 นาทีเลย ก็จบ
ศาลก็มีคำสั่งแต่งตั้ง ณ วันนั้นเลย (ผมไม่ได้อยู่รอ ให้ทนายเขาดำเนินการต่อ)
ทนายแจ้งว่าอีก 30 วัน ค่อยมารับหนังสือคดีถึงที่สุด แล้วค่อยไปดำเนินการต่อได้
***เอกสาร คุยกับทนายให้เรียบร้อยไว้ว่า Copy กี่ชุด เพราะบาง ธนาคารจะขอแต่ตัวจริง
ซึ่ง ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะขอตัว Copy จริงทำไม ใครมีมรดกหลายธนาคาร
ก็บอกทนายขอมาให้ครบเลยครับ จะได้ไม่ต้องไปขอใหม่
24 เม.ย. 2569 ทนายแจ้งว่า หนังสือคดีถึงที่สุด ออกแล้วให้ผมไปรับได้
ถึงตรงนี้เราจะได้เอกสารมา 2 ฉบับ คือ
1.คำสั่งแต่งตั้ง ผจก.มรดก
2.ใบสำคัญเพื่อแสดงว่าคดีถึงที่สุด
ต้องได้ทั้ง 2 เอกสารมา นะครับ ถึงจะไปดำเนินการได้
ผมได้เอกสารเหล่านี้มา ก็ยังไม่ได้ไปติดต่อ ธนาคารไหนเลย เพราะยังไม่ว่าง ไม่อยากลางานด้วย
จนมาคิดอีกทีว่า มันไปวันหยุดได้มั้ย ไปต่างสาขาได้มั้ย เลยหลังไมค์ ไปใน Pantip นี่แหละ
ไปตาม ธนาคาร ที่พ่อมีบัญชีอยู่ ซึ่งที่รู้มาคือมี 2 ธนาคาร คือ KTB และ TTB
สรุป ธนาคารบอกไปต่างสาขาได้ และไปสาขาในห้างก็ได้ ผมเลยไปวันที่ 9 พ.ค. วันเสาร์ ไม่ต้องลางาน..
เวลาไปปิดบัญชี ใช้เวลาไม่นานครับ ถึงแม้บาง ธนาคารจะบอกว่า ไม่เกิน 10 วันทำการ
แต่เอาจริงๆ วันนั้นก็อนุมัติเลย..
คราวนี้มาถึงบ้าน+ที่ดิน ที่จะเป็นประเด็นกัน (ผมก็พึ่งรู้วันที่ไปโอน นี่แหละ)
**บ้านและที่ดิน ผมสละสิทธ์และบอกพ่อไปตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ว่าผมไม่ขอรับตรงนี้***
ในพินัยกรรม พ่อเขียนว่า บ้านและที่ดินขอยกให้กับพี่สาวผม และให้พี่สาวดูแลแม่จนกว่าจะเสียชีวิต
ในด้านหลังโฉนด มีชื่อพ่อแต่ไม่มีชื่อแม่ใน โฉนด
บ้านและที่ดินนี้ ได้มาหลังสมรส เพราะฉนั้น มันต้องเป็นสินสมรส
พวกเราเข้าใจกันดีว่า ครึ่งนึงคือของแม่ เพราะเป็นสินสมรส อีกครึ่งก็คือมรดกที่พ่อยกให้จะเป็นของพี่สาว
สุดท้ายมันก็จะเป็น แม่และพี่สาว เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ คนละครึ่ง
ผมไปติดต่อ สนง.ที่ดิน แล้วก็เอาเอกสารต่างๆให้ แล้วก็บอกว่า จะทำอะไรยังไง คือความเข้าใจของผม
คิดว่า สุดท้ายวันนี้ ด้านหลังโฉนดก็จะมี ชื่อแม่ กับชื่อพี่สาว ถือร่วมกัน
แต่ไม่ใช่ครับ...จนท.ดูพินัยกรรมแล้วบอกว่า แบบนี้ ทั้งหมดคือของพี่สาว ผมก็อธิบายตามความเข้าใจของผมว่า
บ้านและที่ดินมันเป็นสินสมรส มันต้องเป็นของแม่ ครึ่งนึง ไม่ใช่เหรอ คุยกันไปมาพักใหญ่ เขาขอไปถามหัวหน้า
หัวหน้าก็ยืนยันตามเดิม ผมก็คุยกับหัวหน้าเขาต่อว่าต้องเป็นแบบที่ผมเข้าใจ เขาก็ขอตัวไปคุยกับหัวหน้าเขาอีกรอบ
(หัวหน้าของหัวหน้าอีกที) ก็ได้ข้อสรุปตามเดิม ผมก็ย้ำว่าสรุปสุดท้ายหลังโฉนด จะเป็นชื่อพี่สาวผมคนเดียวไม่มีชื่อแม่เหรอ
เขาบอกใช่...
จนท.ชี้แจงดังนี้ครับ...
วันนี้เขาจะจดกรรมสิทธิ์ให้ตามที่พินัยกรรมเขียนไว้ คือให้พี่สาวคนเดียว แม้ว่าในความจริงมันจะเป็นสินสมรส
แต่เขาไม่มีมีอำนาจไปตัดสินได้ว่ามันคือ สินสมรส ถ้าอยากจะให้แยกสินสมรส ต้องฟ้องศาลให้ศาลระบุมาว่า
เป็นสินสมรส... ถึงจะจดแยกให้ได้
หรือถ้าไม่มีพินัยกรรมมาแสดง แล้วใช้อำนาจของ ผจก.มรดก แบ่ง ก็ได้ (แต่ Case นี้ มีพินัยกรรมไปแสดง)
เลยทำไม่ได้
ความจริงเป็นยังไงไม่รู้แต่ จนท.ชี้แจงแบบนี้
สรุปสุดท้าย เพื่อจะไม่ให้แม่เสียใจ ผมเลยบอกกับพี่สาวว่า ขอให้จดสิทธิเก็บกินให้แม่ ตลอดชีวิต ของผู้ทรงสิทธิไป
จะได้ไม่เกิดปัญหา..
ก็เป็นอันจบภาระกิจของผม..ตั้งแต่พ่อเสียจนทำภาระกิจสุดท้าย สิ้นสุดที่ 27 พ.ค.2569 เมื่อวานนี้ครับ..
ข้อคิดที่ได้..จากเหตุการณ์นี้..
ถ้าผมจะเขียนพินัยกรรม ผมจะระบุไปเลยว่า..ทรัพย์สินรายการไหนให้แบ่งสินสมรสออกก่อน จะได้ไม่มีปัญหาทีหลัง