ถ้าแนวคิดเรื่องเงินไม่ตรงกันตั้งแต่แรก ควรหยุดทำธุรกิจด้วยกันไหมคะ

คือเพื่อนชวนเรามาไลฟ์ขายของใน TikTok ขายเสื้อผ้ามือสองกับเครื่องประดับรวมกัน ช่วงนั้นเรากำลังจะย้ายบ้านพอดี เลยมีเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่แล้วประมาณ 170 กว่าตัว ตั้งใจจะโล๊ะอยู่แล้ว ก็เลยตอบตกลง

ฝั่งเพื่อนจะมีเครื่องประดับหลายอย่าง ทั้งสร้อยเชือกเทียนที่ถักเอง แล้วก็พวกสร้อย แหวน ต่างหูทั่วไป เราเลยคุยกันว่าจะลองทำจริงจัง ลงทุนร่วมกันคนละ 1,000 บาท เป็นทุนกองกลาง เวลาขายได้ก็หักเติมทุนคืนก่อน แล้วกำไรค่อยแบ่งคนละครึ่ง

หลังจากนั้นเพื่อนก็ชวนไปตลาดมือสองเพื่อซื้อเสื้อผ้ามาเพิ่ม ตอนแรกเราปฏิเสธ แต่สุดท้ายก็โอเคไปด้วยกัน

พอกลับมา เราก็มานั่งช่วยจัดของ คัดเครื่องประดับหลายร้อยชิ้นคนเดียว เพราะมันไม่ได้ขายมานานแล้ว ของค่อนข้างกระจัดกระจาย เราขอให้เพื่อนเอาเสื้อผ้าไปซักเตรียมไลฟ์ แต่เพื่อนบอกเหนื่อย สุดท้ายก็ยังไม่ได้เริ่มขาย

คืนนั้นเรานั่งทำ Line OA ร้าน ทำบัญชีร้าน เตรียมระบบต่างๆ แล้วส่งให้เพื่อนดู เพื่อนก็แก้หลายอย่าง รวมถึงวิธีพูดเวลาไลฟ์ ว่าไม่ควรแทนตัวเองว่าแม่ค้าลูกค้า ควรใช้คำว่าเรากับเค้าแทน อันนี้เราก็ไม่ได้ติดอะไร คิดว่าช่วยกันปรับได้

แต่ปัญหาคือ เช้าวันที่จะเริ่มไลฟ์ เพื่อนบอกว่า “เงินจากสร้อยเชือกเทียนขอไม่แบ่งนะ เพราะลงทุนลงแรงไปเยอะ”

เราก็เลยงง เพราะตอนแรกตกลงกันว่าขายรวมกันหมด แล้วกำไรหาร เราเลยถามว่าแบบนี้บัญชีร้านจะยากไหม แล้วมันจะยังแฟร์อยู่ไหม เพราะถ้ากลับกัน เสื้อผ้า 170 กว่าตัวของเราที่เอามาขาย กำไรตรงนั้นก็ยังต้องแบ่งเหมือนเดิม

เราเลยเสนอว่า งั้นแยกของใครของมันไหม
- เสื้อผ้าของเรา รายได้เป็นของเรา
- เครื่องประดับของเพื่อน รายได้เป็นของเพื่อน
- ส่วนของที่ลงทุนซื้อร่วมกันจากตลาดมือสอง ค่อยหาร 50/50

แต่เพื่อนดูไม่โอเค แล้วบอกว่าเดี๋ยวตัวเองก็ต้องเอาของมาโล๊ะเหมือนกัน แล้วก็พูดถึงเสื้อผ้าบางส่วนที่เคยให้เราเมื่อก่อน

ซึ่งเรื่องนั้นคือ เมื่อก่อนเราเคยเอฟกระโปรงมาแล้วใส่ไม่ได้ เพื่อนเลยเอากระสอบเสื้อผ้ามาแลก แล้วบอกเองว่าเอาไปเลย ตอนแรกจะขายแต่ไม่อยากขายแล้ว เราเลยเข้าใจมาตลอดว่าของพวกนั้นกลายเป็นของเราแล้ว

อีกเรื่องคือ ตอนหารเงินค่าของจากตลาดมือสอง เพื่อนส่งสลิปมาให้ แล้วให้เราคิดยอดเอง เราก็แจกแจงละเอียดเลยว่าค่าไหนบวก ค่าไหนลบ เพราะตอนแรกเราโอนเผื่อไว้ในบัญชีเพื่อน สุดท้ายยอดที่เราคิดกับที่เพื่อนกดเครื่องคิดเลขได้ไม่ตรงกัน เราเลยบอกว่าเดี๋ยวค่อยมานั่งคิดละเอียดตอนเช้า เพราะยังไงต้องลงบัญชีร้านอยู่แล้ว แต่เพื่อนบอกว่าได้แต่ต้องใช้ยอดที่เพื่อนคิด

ตอนนี้เลยเริ่มรู้สึกว่า ถ้ายังไม่ทันเริ่มขายจริงยังรู้สึกตึงขนาดนี้ พอมีเงินเข้ามาจริงๆ มันอาจมีปัญหาหนักกว่าเดิม

ถ้าเป็นทุกคน จะมองว่าวิธีที่เราเสนอให้แยกของใครของมัน แล้วหารเฉพาะของที่ลงทุนร่วมกัน มันโอเคไหมคะ หรือเราคิดมากเกินไปจริงๆ

ล่าสุดเราตัดสินใจเสนอทางออกกับเพื่อนว่า เราไม่อยากทำต่อแล้ว เพราะรู้สึกว่าแนวคิดเรื่องการทำงานและการจัดการเงินของเราสองคนต่างกันมาก ถ้าฝืนทำต่ออาจมีปัญหากันหนักกว่าเดิม

เราเลยเสนอว่า งั้นไม่ต้องไลฟ์ขายด้วยกันแล้ว แยกกันตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า
ส่วนเสื้อผ้าที่ไปลงทุนซื้อร่วมกันจากตลาดมือสอง เราก็บอกว่าให้นั่งคิดกันตรงๆ ว่าแต่ละร้านซื้อมาเท่าไหร่ เพราะบางร้านขายเป็นกิโล บางร้านขายเป็นตัว แล้วค่อยแบ่งของกันตามที่แต่ละคนเลือก

ฝั่งเรา เราก็จะเอาเฉพาะตัวที่เราเลือกมา และเรายังบอกเพื่อนอีกว่า เราคิดว่าของที่เราเลือกมามูลค่าสูงกว่าของฝั่งเพื่อน เพราะงั้นเดี๋ยวเราจะโอนเงินเพิ่มให้ในส่วนต่างที่เกิน เพื่อให้มันแฟร์ที่สุด

หลังจากส่งข้อความไป เพื่อนอ่านแล้วไม่ตอบ
คืนนั้นเราก็เลยทักไปอีกรอบ แต่ครั้งนี้เพื่อนไม่อ่านเลย

สิ่งที่ทำไปมันผิดตรงไหนไหม
เพราะเราพยายามคิดให้จบแบบเคลียร์ทั้งเรื่องของและเรื่องเงิน ไม่อยากมีปัญหาค้างคา และก็ไม่ได้อยากเอาเปรียบอีกฝ่ายเลย

ถ้าเป็นทุกคน จะมองว่าเราทำถูกไหมคะ หรือจริงๆแล้วเราควรจัดการยังไงดีกว่านี้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่