The Human Centipede (2009) ศิลปะอันมืดหม่นของการจับคนมาทำตะขาบ

ดูเผินๆ เหมือนเป็นหนังวิปลาสขายความบันเทิงเกรดบีแบบเสื่อมๆ เฉพาะกลุ่ม ทว่าหากมองในเชิงภาพยนตร์ คอนเซปต์อันวิปริตผิดมนุษย์มนานี้ ก็นับว่าเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความระทึกขวัญแบบคลาสสิก โดยเฉพาะการยกระดับตัวร้ายอย่าง ดร.ไฮเตอร์ ให้เป็นศัลยแพทย์ผู้เยือกเย็นและอัจฉริยะ ไม่ใช่เอะอะก็เป็นตัวร้ายโรคจิตพร่ำเพรื่อเหมือนหนังเกรดบีทั่วไป และด้วยความที่ไร้ซึ่งเมตตาธรรมอย่างสมบูรณ์แบบ ประกอบกับสายตาและท่าทีที่เยือกเย็น ผู้ชมอย่างเราจึงเชื่อสนิทใจว่าเขามองมนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นต้องมี โดยไม่แคร์ว่าหนูทดลองตัวนั้นๆ จะรู้สึกรู้สาหรือไม่ ถือเป็นการวิพากษ์ความล่มสลายของจริยธรรมทางการแพทย์อย่างหยาบคายและกักขฬะอยู่ไม่น้อย
.
ที่น่าสนใจคือตัวละครคนญี่ปุ่นที่อยู่ส่วนหัวของตะขาบมนุษย์ การที่เขาสบถภาษาญี่ปุ่นอยู่ตลอดเวลาทั้งที่ ดร.ไฮเตอร์ ก็ไม่เข้าใจความหมาย เหมือนเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านและการรักษาเศษเสี้ยวศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ครั้งสุดท้ายของตัวละคร การที่ตัวหนังเลือกที่จะไม่แปลประโยคภาษาญี่ปุ่นเหล่านั้น ยิ่งตอกย้ำถึงความโดดเดี่ยวและการไร้ซึ่งความสามารถในการสื่อสารผ่านสถานการณ์ที่แสนสิ้นหวังของมนุษย์ โดยเฉพาะฉากสารภาพบาปและความโกรธแค้นของคนที่อยู่ส่วนหัวในช่วงท้าย ทำให้หนังตะขาบมนุษย์ที่เต็มไปด้วยฉากพะอืดพะอมชวนคลื่นเหียน กลายเป็นโศกนาฏกรรมอันน่าเศร้าสลด ประหนึ่งงานศิลปะอันมืดหม่นบนแผ่นฟิล์มที่ฝังลึกจนกลายเป็นภาพที่ติดตาคนดูอย่างเราๆ ไปอีกแสนนาน


แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่