
credit image:
https://graphic.in.th/graphics/แกงเผ็ดเป็ดย่าง-1779771873839
แกงเผ็ดเป็ดย่างเป็นเมนูที่มีกลิ่นเฉพาะตัวตั้งแต่ยังไม่ยกลงจากเตา ความหอมของกะทิผสมกับเครื่องแกงและกลิ่นเป็ดย่างจะลอยขึ้นมาก่อนเสมอ หลายคนชอบเมนูนี้เพราะรสชาติค่อนข้างมีมิติ มีทั้งความเผ็ดอ่อน ๆ ความหวานจากผลไม้และความหอมมันจากน้ำแกง
เมนูนี้มีจุดที่หลายคนมักทำแล้วรู้สึกว่ารสชาติยังไม่เหมือนร้านอาหาร คือใส่เป็ดย่างลงไปต้มตั้งแต่ต้นจนเนื้อแข็งขึ้น หรือบางครั้งน้ำแกงหวานโดดเกินไปจนเสียสมดุล
ความจริงแล้วเป็ดย่างไม่ต้องใช้เวลาต้มนานมาก เพราะตัวเนื้อสุกมาแล้ว สิ่งสำคัญคือให้น้ำแกงเข้มข้นและปล่อยให้เนื้อเป็ดซึมรสช่วงท้าย
วัตถุดิบ
ส่วนแกง
เป็ดย่างหั่นชิ้น 500 กรัม
กะทิ 700 มล.
น้ำเปล่า 250 มล.
สับปะรดหั่นชิ้น 150 กรัม
มะเขือเทศราชินี 100 กรัม
องุ่น 80 กรัม (ตามชอบ)
ใบโหระพา 1 ถ้วย
พริกชี้ฟ้าแดง 2 เม็ด
ส่วนเครื่องปรุง
พริกแกงเผ็ด 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2–3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 1½ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
ขั้นตอนที่ 1 : เตรียมวัตถุดิบ
หั่นเป็ดย่างเป็นชิ้นพอดีคำ
ล้างและเตรียมผักต่าง ๆ ให้พร้อม
ถ้าใช้สับปะรดสด ควรเลือกผลที่สุกกำลังดี เพราะความหวานธรรมชาติจะช่วยให้น้ำแกงกลมขึ้น
ขั้นตอนที่ 2 : ผัดพริกแกง
ตั้งหม้อใช้ไฟกลาง
ใส่หัวกะทิเล็กน้อย
ตามด้วยพริกแกงเผ็ด
ผัดไปเรื่อย ๆ จนกลิ่นเริ่มหอม
ถ้าช่วงนี้มีน้ำมันสีแดงออกมาเล็กน้อย ถือว่ากำลังดี
ขั้นตอนที่ 3 : ทำน้ำแกง
เติมกะทิส่วนที่เหลือและน้ำ
คนให้เข้ากัน
ใส่สับปะรดลงไปก่อน
เคี่ยวประมาณ 5–7 นาที
สับปะรดจะเริ่มปล่อยความหวานออกมา
ขั้นตอนที่ 4 : ใส่เป็ดย่างและปรุงรส
ใส่เป็ดย่าง
ปรุงด้วยน้ำปลาและน้ำตาลปี๊บ
ใส่มะเขือเทศ องุ่น และพริกชี้ฟ้า
ต้มต่อประมาณ 3–5 นาที
ขั้นตอนที่ 5 : ใส่ใบโหระพาและจัดเสิร์ฟ
ปิดไฟก่อนใส่ใบโหระพา
ใช้ความร้อนที่เหลือช่วยให้กลิ่นออกมา
ใบโหระพาถ้าต้มต่อจนสุกมาก กลิ่นหอมจะลดลง
พอเปิดฝาหม้อ กลิ่นกะทิและเครื่องแกงจะขึ้นมาก่อน ตามด้วยกลิ่นเป็ดย่างที่ชัดขึ้นทีหลัง น้ำแกงมีทั้งความเผ็ดนุ่ม ๆ และความหวานเล็กน้อยจากผลไม้ ยิ่งกินกับข้าวสวยร้อน ๆ มักเป็นเมนูที่ตักคำแรกแล้วตามด้วยคำต่อไปแบบไม่ค่อยรู้ตัว
แกงเผ็ดเป็ดย่าง สูตรน้ำแกงหอมกะทิ เข้มข้น ครบรส
credit image: https://graphic.in.th/graphics/แกงเผ็ดเป็ดย่าง-1779771873839
แกงเผ็ดเป็ดย่างเป็นเมนูที่มีกลิ่นเฉพาะตัวตั้งแต่ยังไม่ยกลงจากเตา ความหอมของกะทิผสมกับเครื่องแกงและกลิ่นเป็ดย่างจะลอยขึ้นมาก่อนเสมอ หลายคนชอบเมนูนี้เพราะรสชาติค่อนข้างมีมิติ มีทั้งความเผ็ดอ่อน ๆ ความหวานจากผลไม้และความหอมมันจากน้ำแกง
เมนูนี้มีจุดที่หลายคนมักทำแล้วรู้สึกว่ารสชาติยังไม่เหมือนร้านอาหาร คือใส่เป็ดย่างลงไปต้มตั้งแต่ต้นจนเนื้อแข็งขึ้น หรือบางครั้งน้ำแกงหวานโดดเกินไปจนเสียสมดุล
ความจริงแล้วเป็ดย่างไม่ต้องใช้เวลาต้มนานมาก เพราะตัวเนื้อสุกมาแล้ว สิ่งสำคัญคือให้น้ำแกงเข้มข้นและปล่อยให้เนื้อเป็ดซึมรสช่วงท้าย
วัตถุดิบ
ส่วนแกง
เป็ดย่างหั่นชิ้น 500 กรัม
กะทิ 700 มล.
น้ำเปล่า 250 มล.
สับปะรดหั่นชิ้น 150 กรัม
มะเขือเทศราชินี 100 กรัม
องุ่น 80 กรัม (ตามชอบ)
ใบโหระพา 1 ถ้วย
พริกชี้ฟ้าแดง 2 เม็ด
ส่วนเครื่องปรุง
พริกแกงเผ็ด 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2–3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 1½ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
ขั้นตอนที่ 1 : เตรียมวัตถุดิบ
หั่นเป็ดย่างเป็นชิ้นพอดีคำ
ล้างและเตรียมผักต่าง ๆ ให้พร้อม
ถ้าใช้สับปะรดสด ควรเลือกผลที่สุกกำลังดี เพราะความหวานธรรมชาติจะช่วยให้น้ำแกงกลมขึ้น
ขั้นตอนที่ 2 : ผัดพริกแกง
ตั้งหม้อใช้ไฟกลาง
ใส่หัวกะทิเล็กน้อย
ตามด้วยพริกแกงเผ็ด
ผัดไปเรื่อย ๆ จนกลิ่นเริ่มหอม
ถ้าช่วงนี้มีน้ำมันสีแดงออกมาเล็กน้อย ถือว่ากำลังดี
ขั้นตอนที่ 3 : ทำน้ำแกง
เติมกะทิส่วนที่เหลือและน้ำ
คนให้เข้ากัน
ใส่สับปะรดลงไปก่อน
เคี่ยวประมาณ 5–7 นาที
สับปะรดจะเริ่มปล่อยความหวานออกมา
ขั้นตอนที่ 4 : ใส่เป็ดย่างและปรุงรส
ใส่เป็ดย่าง
ปรุงด้วยน้ำปลาและน้ำตาลปี๊บ
ใส่มะเขือเทศ องุ่น และพริกชี้ฟ้า
ต้มต่อประมาณ 3–5 นาที
ขั้นตอนที่ 5 : ใส่ใบโหระพาและจัดเสิร์ฟ
ปิดไฟก่อนใส่ใบโหระพา
ใช้ความร้อนที่เหลือช่วยให้กลิ่นออกมา
ใบโหระพาถ้าต้มต่อจนสุกมาก กลิ่นหอมจะลดลง
พอเปิดฝาหม้อ กลิ่นกะทิและเครื่องแกงจะขึ้นมาก่อน ตามด้วยกลิ่นเป็ดย่างที่ชัดขึ้นทีหลัง น้ำแกงมีทั้งความเผ็ดนุ่ม ๆ และความหวานเล็กน้อยจากผลไม้ ยิ่งกินกับข้าวสวยร้อน ๆ มักเป็นเมนูที่ตักคำแรกแล้วตามด้วยคำต่อไปแบบไม่ค่อยรู้ตัว