กระทู้นี้อยากมาขอบคุณหมอ และเตือนสำหรับคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน อย่าชะล่าใจเพราะสาเหตุนั้นอาจมาจากเชื้อโรค!!!!!!
ปล.จขกท นี้ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผลประโยชน์ใดๆ เพียงแชร์ประสบการณ์ที่ตนประสบมาเท่านั้น
ก่อนอื่นอยากมาขอบคุณ นพ. กฤษฎา จำนงกิจพานิช จากใจจริงๆ เลยค่ะ เพราะถ้าไม่ได้เจอหมอคนนี้ ไม่รู้ว่าตัวเองจะยังทรมานอยู่กับโรคกรดไหลย้อนและ
โรคกระเพาะไปอีกนานแค่ไหน
ตั้งใจเขียนขึ้นมาเพราะอยากแชร์ให้คนที่กำลังเป็นอยู่ได้อ่าน คนที่เป็นโรคนี้คงรู้กันดีว่ามันทรมานแค่ไหน เวลาเป็นหนักๆนี่กินไม่ได้ นอนไม่ได้ ใช้ชีวิตแทบ
ไม่ได้เลย
แต่พอได้รักษาตรงจุดกับหมอคนนี้ อาการหายเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ
ใครที่รักษามาหลายที่แล้วยังไม่หาย ลองมาหาคุณหมอดูนะคะ รับรองว่าคุ้มค่ามากๆ
ขอแชร์เรื่องของเรา
ปกติเราเคยเป็นโรคกระเพาะเป็นๆ หายๆ มานานแล้ว แต่อาการก็หายไปนานจนไม่ได้คิดถึงมันอีก จนช่วงต้นปี 68 ที่เรียนต่อป.โทอยู่ ความเครียดสะสมจน
อาการกลับมาอีกครั้ง เริ่มแรกเลยแค่รู้สึกจุกแน่นตรงลิ้นปี่ เหมือนมีคนเอากำปั้นมากด กินได้นิดเดียวก็จุกแล้ว ตอนแรกไม่ได้คิดมาก ไปหาหมอมาแล้วสอง
ที่ก่อนหน้า ที่แรกให้เรากินแต่ยาระบายกับยาลดกรด ไม่ยอมส่องกล้องให้ กินมาหลายเดือนก็ไม่ดีขึ้นสักทีจนต้องย้ายไปที่สอง ได้ส่อง
กล้องแต่ดันหาสาเหตุไม่เจอ และหลังส่องแล้วยังเจ็บท้องต่อไปอีกเป็นสัปดาห์ แต่กลับบอกสาเหตุว่าเราติดเชื้อในลำไส้ (ไปกันใหญ่) แถมกินยาที่ให้มาก็ไม่
หาย จนอาการเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ คลื่นไส้ตลอดเวลา นอนราบไม่ได้เพราะจะอาเจียน กินอะไรแทบไม่ได้ นอนไม่ได้ น้ำหนักลดไปสามกิโล ไปเรียนและทำงาน
ไม่ได้เลย ถึงจุดที่รู้สึกว่าไม่ไหวแล้วจริงๆ
จุดเปลี่ยนคือ ตอนนั้นอาได้แนะนำให้รู้จักกับ หมอกฤษฎา จำนงกิจพานิช อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและตับ ที่โรงพยาบาล
กรุงเทพคริสเตียน (อาก็รักษากับคุณหมอเหมือนกัน ทำให้กรดไหลย้อนที่อาเป็นมาสิบปีหายสนิท!!!) แล้วก็ได้นัดส่องกล้องกับคุณหมอ ผลออกมาชัดเจนเลย
ว่าเราเป็นแผลในกระเพาะอาหาร และติดเชื้อ H. pylori นี่แหละคือสาเหตุที่รักษามาหลายที่แล้วไม่หาย
และไม่ใช่แค่เคสของเรา คนในครอบครัวที่มาตรวจด้วยกันก็ได้รับการดูแลจากคุณหมออย่างดีมากเช่นกัน อาคนหนึ่งมีแผลในกระเพาะลึกมาก คุณหมอก็
ห้ามเลือดได้สนิท อีกคนมีเนื้องอกในกระเพาะ คุณหมอก็ตัดออกให้หมด และทั้งคู่ไม่มีอาการเจ็บหลังทำเลย คุณหมอเก่งมากกก
รีวิวขั้นตอนการส่องกล้องสักเล็กน้อย สำหรับคนที่กังวล
สำหรับใครที่กลัวการส่องกล้อง อยากมาเล่าให้ฟังนะคะว่าขั้นตอนเป็นยังไง เผื่อจะช่วยให้คลายกังวลได้บ้าง
ก่อนวันส่องกล้องต้องงดน้ำและอาหารประมาณ 6-8 ชั่วโมง วันที่ไปทำพยาบาลจะเจาะเปิดเส้นเลือดไว้ก่อน(พยาบาลที่นี่ก็มือเบามาก) แล้วก็ไปเปลี่ยนชุดใน
ห้องผ่าตัด ถอดทุกสิ่งทุกอย่างออกไม่เหลืออะไรเลย ทั้งหมดเหลือแต่ชุดคลุม จากนั้นก็นอนรอบนเตียง พยาบาลจะมาช่วยเตรียมเราก่อนที่หมอจะเข้ามาเริ่ม
ส่องกล้อง มีมอนิเตอร์วัดความดันที่แขนตลอดเวลา ก่อนเริ่มจะมีการพ่นยาชาที่คอประมาณสองสามครั้ง และมีที่ง้างปากให้กัดเพื่อให้เราอ้าปากค้างไว้ แล้ว
ก็นอนตะแคงรอ ฟังหมอพูดยังไม่ทันจบประโยคเลย แค่เริ่มเดินยานอนหลับทางเข็มที่เปิดเส้นไว้ก็หลับแล้ว ตื่นมาอีกทีงงเลยว่าเสร็จแล้วหรอ เร็วมากและ
ไม่มีอาการเจ็บใดๆ เลยแม้แต่น้อย
จริงๆหมอจ่ายยาอมเม็ดแก้เจ็บคอมาให้ด้วยนะ แต่ไม่ได้ใช้เลยเพราะไม่เจ็บจริงๆ ประทับใจมากค่ะ ต่างจากการส่องกล้องครั้งแรกที่เจ็บอยู่เป็นสัปดาห์
มากๆ แต่มีอย่างนึงที่อยากบอกคือหลังตื่นจากยาอาจจะยังง่วงๆ อ๊องๆ อยู่นิดนึง ดังนั้นอย่าขับรถกลับเองนะคะ พาคนไปด้วย หรือถ้าไม่มีก็เรียกรถกลับนะ
ชีวิตใหม่อันแสนสดใสกลับคืนมา
หลังได้รับยาฆ่าเชื้อและยารักษาแผลในกระเพาะ อาการดีขึ้นชัดเจน ครบสองสัปดาห์คุณหมอนัดตรวจซ้ำด้วย Urea Breath Test เป่าลมหายใจตรวจเชื้อ
ผลออกมาว่าไม่มีเชื้อแล้ว
แต่จริงๆก็ยังมีอาการกรดไหลย้อนอยู่บ้าง คุณหมออธิบายว่าส่วนหนึ่งมาจากความเครียดสะสมที่ทำให้ระบบประสาทในทางเดินอาหารไวผิดปกติ และโรค
กรดไหลย้อนนั้นมาจากพฤติกรรมเป็นหลักด้วย คุณหมอเลยแนะนำให้ปรับพฤติกรรมควบคู่ไปด้วย ทั้งไม่กินอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมง และออก
กำลังกายสม่ำเสมอเพื่อปรับสมดุลฮอร์โมน พอทำตามก็นอนหลับดีขึ้น อารมณ์ดีขึ้น กินได้มากขึ้น และตอนนี้น้ำหนักที่หายไปสามกิโลกลับคืนมาครบแล้วค่ะ
แถมยังมีแนวโน้มจะขึ้นเรื่อยๆเพราะกินแซ่บเกิน ฮ่าาา
เล่าความประท้บใจหน่อย จากการเป็นคนไข้คุณหมอมานานเกินชาวบ้าน เพราะเคสเรายากนะ หมอบอกคนอื่นไม่เกินสองเดือนก็หายหมดแล้ว
(แต่ตอนนี้หายดีแล้วนะคะไม่ต้องไปหาแล้ว)
สิ่งที่ประทับใจที่สุดนอกจากฝีมือคือคุณหมอไม่ได้รักษาแค่โรค แต่ให้คำแนะนำรอบด้านจนรู้สึกเหมือนมีทั้งหมอ อาจารย์ และพี่คอยดูแลอยู่
คุณหมอจบแพทย์เกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และยังสอบจบแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารได้คะแนนสูงเป็น
อันดับหนึ่งของประเทศ สูงจนอาจารย์ขอไม่นำคะแนนไปรวมกับผู้เข้าสอบคนอื่นเพราะกลัวจะดึงค่าเฉลี่ยจนทำให้มีคนตกมากขึ้น (เคยนั่งเม้าท์กับแกแล้วแก
เล่าให้ฟัง ฮ่าาา)
ข้อเสียข้อเดียวที่ต้องบอกคือคิวอาจรอนานหน่อยเพราะคนไข้แกเยอะมากๆ แต่รับรองว่าคุ้มค่ามากๆ ค่ะ ตอนนี้กินอาหารมีความสุขขึ้นเยอะมาก มีแรงเรียน
แรงทำงานได้ทุกวันนี้ต้องขอบคุณหมอจริงๆ
ฝากถึงทุกคนที่เป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน
อย่าชะล่าใจนะคะ เพราะบางครั้งสาเหตุที่แท้จริงอาจซ่อนอยู่ในรูปของเชื้อ H. pylori ซึ่งคนไทยติดโดยไม่รู้ตัวกันเยอะมาก (หมอบอกมา) เชื้อนี้ติดต่อผ่าน
น้ำลายและการกินอาหารร่วมกัน และถ้าปล่อยทิ้งไว้นานอาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารได้
และที่น่าตกใจมากคือพอตรวจจริงๆ พบว่าคนในครอบครัวติดเชื้อนี้กันถึง 4 คน เพียงแค่กินอาหารร่วมกัน และที่น่ากลัวกว่านั้นคือบางคนไม่มีอาการอะไร
เลย ทำให้ไม่รู้ตัวว่าติดเชื้ออยู่
ถ้าใครรักษาโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อนมาแล้วหลายที่แต่ยังไม่หายลองตรวจหาเชื้อH.Pyloriดูนะคะ อาจจะเจอสาเหตุที่ทำให้รักษาไม่หายซักที
ด้วยความปรารถนาดีค่า
อยากให้ทุกคนที่เป็นโรคกระเพาะได้เจอหมอเก่งๆแบบนี้ ละเอียด ใส่ใจ และเจอเชื้อ H. pylori ตัวร้ายที่เป็นต้นเหตุจริง!!!