ปลากระป๋องที่เคยล้มละลาย แต่กลับมายิ่งใหญ่ได้ เพราะโรงงานอื่นเจ๊ง !

นี่คือเรื่องราวของ "โรซ่า" ปลากระป๋องที่ทุกคนรู้จัก แต่รู้มั้ยว่าเคยเจ๊งกะบ้งจนแบรนด์หลุดไปเป็นของคนอื่น ! แต่เจ้าของไม่ยอมแพ้ สร้างแบรนด์ใหม่มาสู้กับแบรนด์ตัวเอง แถมชนะด้วย "ฝา" ! แล้วสุดท้ายทวงคืนโรซ่ากลับมาได้ยังไง ? และทำไมวิกฤตปี 40 กลับเป็นโอกาสทอง ?

การฟื้นคืนชีพของ "ปลากระป๋องโรซ่า" (Roza) ถือเป็นหนึ่งในมหากาพย์และกรณีศึกษาที่คลาสสิกที่สุดของวงการธุรกิจไทยครับ เพราะแบรนด์นี้ไม่ได้แค่เกือบล้มละลาย แต่เคย "ล้มละลาย" และถูกศาลสั่งขายทอดตลาดแบรนด์ ไปแล้วจริงๆ แต่สุดท้ายเจ้าของเดิมสามารถพากลับมายิ่งใหญ่และครองใจผู้บริโภคได้อีกครั้ง โดยมีจุดพลิกผันและกลยุทธ์สำคัญ ดังนี้ครับ
1. จุดเริ่มต้นและวิกฤตจนถึงขั้น "ล้มละลาย"
แบรนด์โรซ่า ก่อตั้งโดย ตระกูลวังพัฒนมงคล ในปี 2516 เริ่มต้นจากการทำซอสมะเขือเทศจนโด่งดัง ต่อมาเมื่อมีผลผลิตมะเขือเทศล้นตลาดและโรงงานอื่นไม่รับซื้อ แบรนด์จึงแก้เกมด้วยการสร้างโรงงานผลิตปลากระป๋องซอสมะเขือเทศของตัวเอง ซึ่งก็ขายดีจนสร้างรายได้หลักร้อยล้านบาท
แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 2529 บริษัทเผชิญกับ วิกฤตสภาพคล่องและขาดกระแสเงินสดอย่างรุนแรง (เนื่องจากวัตถุดิบมะเขือเทศมีเป็นฤดูกาล ทำให้ช่วงนอกฤดูกาลต้นทุนสูงและหาอยาก) แม้สินค้าจะขายดีแต่เมื่อเงินหมุนเวียนไม่ทัน สุดท้ายบริษัทจึงต้องเข้าสู่สภาวะล้มละลาย และเครื่องหมายการค้า "Roza" ถูกยึดเพื่อรอการขายทอดตลาด
📌 แผนสำรองและทางรอด: กำเนิด "ไฮคิว (Hi-Q)"
ในระหว่างที่แบรนด์โรซ่ากำลังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย ครอบครัววังพัฒนมงคล (นำโดยทายาทรุ่น 2) ไม่ยอมแพ้ พวกเขาตัดสินใจรวบรวมเงินทุนก้อนสุดท้ายสร้างบริษัทใหม่ขึ้นมาชื่อว่า บริษัท ไฮ คิว ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด เพื่อผลิตปลากระป๋องแบรนด์ใหม่ในชื่อ "ไฮคิว"
การกลับมาทำไฮคิวครั้งนี้ พวกเขาแก้ไข Pain Point (จุดเจ็บปวด) ของผู้บริโภคในยุคนั้นที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน คือ "การนำฝาดึงแบบมีห่วง (Easy Open) มาใช้เป็นรายแรกๆ" > ในสมัยก่อน ปลากระป๋องทุกแบรนด์ต้องใช้มีดเจาะหรือที่เปิดกระป๋อง ซึ่งเปิดยากและเสี่ยงโดนบาด แต่การที่ไฮคิวใช้ฝาดึง ทำให้ตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบาย ส่งผลให้แบรนด์ไฮคิวเติบโตอย่างรวดเร็วและสร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำ
📌 ภารกิจประมูลซื้อ "ชื่อโรซ่า" กลับคืนสู่อ้อมอก
หลังจากกัดฟันสู้ทำแบรนด์ไฮคิวจนธุรกิจมั่นคงและมีกระแสเงินสดมากพอ ประจวบเหมาะกับในปี 2539 คดีฟ้องร้องล้มละลายของบริษัทเดิมสิ้นสุดลง และศาลมีคำสั่งให้นำแบรนด์ "โรซ่า" ออกขายทอดตลาด
ตระกูลวังพัฒนมงคลจึงนำเงินที่ได้จากความสำเร็จของไฮคิว ไปเข้าประมูลและ ซื้อสิทธิ์ในแบรนด์ "โรซ่า" กลับคืนมาได้สำเร็จ ทำให้ในปัจจุบัน ทั้งแบรนด์โรซ่าและไฮคิวต่างก็ย้ายมาอยู่ภายใต้ร่มเงาของ บริษัท ไฮ คิว ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ร่วมกัน
📌กลยุทธ์ที่ทำให้ "โรซ่า" กลับมายิ่งใหญ่ในปัจจุบัน
หลังจากได้แบรนด์กลับมา โรซ่าไม่ได้ทำแค่ปลากระป๋องแบบเดิม แต่ปรับตัวด้วยกลยุทธ์การตลาดที่เฉียบคม:
✅การสร้างความหลากหลายของสินค้า (Diversification): นอกจากปลากระป๋องและซอสมะเขือเทศแล้ว โรซ่ายังขยายไลน์สินค้าไปสู่อาหารพร้อมทาน (Roza Prompt), ผักกาดดอง, และซอสปรุงรสต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาอาหารกระป๋องเพียงอย่างเดียว
✅การตลาดที่เน้นอารมณ์และความรู้สึก (Emotional Marketing): โรซ่าปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูอบอุ่น เข้าถึงง่าย ผ่านแคมเปญประเภท "ทำความสุขให้เป็นเรื่องง่ายๆ" หรือการเน้นสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว (Family Bonds) ซึ่งช่วยเชื่อมต่อใจกับผู้บริโภคคนรุ่นใหม่
✅นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์: นอกจากฝาดึงในอดีต โรซ่าเป็นกลุ่มแรกๆ ที่หันมาใช้บรรจุภัณฑ์แบบซอง (Pouch) สำหรับอาหารพร้อมทาน ซึ่งน้ำหนักเบา พกพาง่าย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่
❗️❗️❗️สรุปสั้นๆ ก็คือ โรซ่ากลับมาได้เพราะเจ้าของไม่ยอมแพ้ ในวันที่ล้มละลายลุกขึ้นมาสร้างแบรนด์ใหม่ (ไฮคิว) ด้วยนวัตกรรมฝาดึงจนลืมตาอ้าปากได้ แล้วค่อยกลับไปช้อนซื้อแบรนด์รักเดิมของตัวเองกลับมาปัดฝุ่นและพัฒนาด้วยนวัตกรรมจนกลายเป็นแบรนด์ระดับพันล้านในทุกวันนี้

CR #MoneyBuffalo
🔗
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่