จะเกริ่นก่อน และจะปรึกษาแยกตามหัวข้อไปนะครับ จะยาวพอสมควร
ผมกับแฟนเป็นเด็กจบใหม่ปีเดียวกัน เรียนคณะเดียวกัน แต่คนละสาย แฟนผมเป็นมีเดียมาร์เก็ตติ้ง(เด็กแอด) ผมเป็นสายภาพยนตร์ ทำงานเบื้องหลัง อยู่แผนกกล้อง เรียนที่เชียงใหม่ทั้งคู่
ตอนจบมา ส่วนตัวผมพอมีงานทำบ้าง ผมเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ / Videographer ฝึกงานที่กรุงเทพ กลับมาทำงานที่เชียงใหม่ ในช่วงเรียนจบ (สิ้นมีนา) กับ คอนเนคชั่นเก่าที่เชียงใหม่ แต่ก็ยังไม่ถึงกับรอด เพราะ 2 เดือนที่ผ่านมา งานยังไม่เยอะ + ลูกค้าวางบิล
ส่วนแฟนผม ก็ตามมาอยู่เชียงใหม่ด้วย แต่ไม่หางานทันที ผมและแฟนรู้ ว่า เชียงใหม่ไม่ค่อยมีงานที่รองรับสายงานแฟนผม แฟนผมฐานะทางบ้างไม่ค่อยดีมาก ถ้าพูดตรงๆ ทุกวันนี้คืออยู่กับผมเพราะเกาะอย่างน้อยจะได้มีต้นทุนกินใช้ระหว่างหางาน
และมันมีความต่างระหว่างไทป์คน ไทป์ครอบครัว
และความคาดหวังในการวางตัวในหลายๆสังคม
ทั้งที่อาจจะเป็นที่ครอบครัวผมแย่ด้วย และครอบครัวของแฟนผมเป็นยังไงด้วย มาเกี่ยวด้วย
อันนี้เข้าหัวข้อแต่ละประเด็นเลยนะครับ
1.ความคาดหวังในการทำงานในแบบผมกับเขา
ถึงเชียงใหม่จะมีสายงานแฟนผม ก็จะเป็นงานจับฉ่าย รับผิดชอบหลายอย่าง แต่เงินเดือนแค่ 12,000 แฟนผมเลยขอให้เวลาเขาคิดและหางานที่จะเป็นงานแรกในชีวิตเขา ดีๆจริงๆ
เขาเลยขอเวลา แต่มันผ่านมาเกือบ 3 เดือนแล้ว เขายังไม่ได้ทำ Resume,Portfolio ที่เห็นคือ กินนอน ทำงานเล็กๆน้อยๆ มีงานจากน้าผมบ้าง(น้าผมให้ตัดต่อ คลิปรีวิวสินค้า) ส่วนมากเป็นงานที่คนอื่นหยิบยื่นโอกาสให้ ไม่มีงานที่ตัวเองไปหามาเลย
ในเรื่องค่ากินผมก็ให้เขา เลี้ยงเขา ครอบครัวผมก็เข้าใจ ให้เวลาสักพักเลย เงินที่เขาอยู่กินส่วนนึง นอกจากเงินผม ก็เงินพ่อแม่ผมด้วยนี่แหละ แต่มันไม่มีการเคลื่อนไหว เราเลยเริ่มๆมีการตั้งคำถามขึ้นมา
ผมเคยคุยกันแล้ว เขาไม่ชอบงานประจำ ไม่ชอบทำงานในคอก ถ้าจะให้ทำ ก็ต้องเงินเดือนมากพอ (15-18k UP) และที่คาดหวังและใกล้เคียงมากที่สุดคือ งานแบบบริษัท Event Pass หรือจะไม่ทำงานประจำก็ได้ แต่ก็ต้องเป็นงานกรุ้งกริ้งๆ เช่นขายของ
ขายอาหาร เป็นนายตัวเอง และเขากลัวโดนใช้ทำงานแบบโขกสับ เขาเลยไม่ลงเอยกับงานที่ไหนสักที่หรือสักงาน
แต่ว่าสถานการณ์ที่ลำพังหาเงินยากแบบนี้ กับโลกความเป็นจริง ที่เราไปเป็นลูกน้องใครยังไง เขาก็ใช้งานเราคุ้ม เราไม่สามารถรู้ได้ว่า งานที่บริษัทนี้จะดีจริงๆไหมจนกว่าจะเข้าไปทำ จริงๆแฟนผมก็พอรู้บ้าง แต่เขาก็กลับเลือกที่จะค่อยๆเป็นค่อยๆไป
ซึ่งในมุมผม ถ้าคนเราไม่มีทางเลือก เราจำเป็นต้องทำงานที่ทำให้มีกินไปวันๆก่อนจะดีกว่าไหม
ด้วยความที่แฟนผมเซนซีทีฟมากๆ แค่มา Deep talk กันว่าจะเอายังไงต่อ เขาก็บ่อน้ำตาแตก ผมก็หาคำที่จะไปคุยด้วยยาก ไม่อยากให้รู้สึกว่าเร่ง ทั้งๆที่มันคือการเร่ง แล้วก็ลงเอยแบบเดิมที่จะค่อยๆหางานไป ทั้งที่บ้านเขา รอเค้าส่งเงินกลับไป
ตอนแรกโอกาส ตกมา น้าผมที่ให้แฟนตัดต่อ เขามีโฮมสเตย์ และหาคนดูแลต่อ พ่อกับแม่ผมเลยจะเสนอผมกับแฟนเข้าไปทำต่อ โดยฟีลๆพนักงาส แฟนผมก็ดีใจ เพราะอยากปั้นธุรกิจด้วย Marketing ฝีมือตัวเอง (แต่เดิมโฮมสเตย์ไม่มีฝ่ายการตลาด เพราะคนเหนือส่วนมากให้ค่าตรงนี่น้อยจริง) แต่พอคุยจริงๆ น้าผมไม่อยากจ้างมีฟีลจ้างใครแล้ว ไม่อยากเป็นคนจัดการ อยากปล่อยเช่า ให้ผมกับแฟนเช่า แต่คนที่เช่าทำก่อนหน้า ก็จ่ายค่าเช่าไม่ได้ เพราะไม่มีใครมาเที่ยวในช่วง Low Season
แต่แฟนผมไปคุยกับที่บ้านว่าได้งานแล้ว ที่บ้านของแฟนผมเลยจะไม่ส่งเงินค่าขนมให้แล้ว แต่ก็มาโดนน้าผมแคนเซิลทีหลัง แฟนผมเลยเฟล และแฟนก็ยังไม่ได้บอกกับที่บ้านแฟนว่า โดนแคนเซิลแล้ว
เหมือนรอโอกาสมากกว่าหาโอกาสเอง
จะให้ไปอยู่กรุงเทพก็ไม่ชอบกรุงเทพ จะอยู่เชียงใหม่ก็ไม่มีงานทำ เพราะเชียงใหม่มันเป็นงานจับฉ่าย เขาคาดหวัง อยากทำตำแหน่งไหน ก็รับผิดชอบแค่ตำแหน่งนั้น ซึ่งผมมองว่า ในเชียงใหม่มักจะเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก ยังไงเค้าก็ต้องเลือกคนที่รอบความสามารถ มากกว่าคนที่ทำได้แค่อย่างเดียว ซึ่งจริงๆแฟนผมก็ทำได้รอบด้าน แต่ค่าตอบแทนมันน้อยจนแฟนผมไม่อยากทำ
2. ความต่างของครอบครัว
ครอบครัวของแฟนผม มีพ่อแม่ และน้องสาว แต่มีคนทำงานคนเดียวคือพ่อ ที่เป็นช่างตัดผม ส่วนแม่ไม่ได้ทำงาน อยู่ที่ยโสธร แต่ที่บ้านของแฟนผมเลี้ยงลูกแบบตรงไปตรงมา ไม่ตั้งแง่กับลูกๆ อยากให้ทำอะไรก็แค่บอกลูกแค่นั้น ไม่ได้มีแรงกดดัน ความสุขของเขาเรียบง่าย ไม่ได้มีความทะเยอทะยาน พ่อแม่เขาเข้มงวดตอนเด็ก แต่ตอนโตปล่อย ส่วนแฟนผมก็คือพี่คนโตในบ้าน
ต่อมาเป็นครอบครัวของผม ครอบครัวผมค่อนข้างโตมากับแรงกดดัน ความทะเยอทะยาน อยู่นิ่งนิ่งไม่ได้ วันไหนว่างต้องหาอะไรทำเสมอ ชินจนผมไม่รู้ว่ามันมีสิ่งนี้ในบ้าน บ้านผมทำรับเหมาก่อสร้าง พ่อกับแม่ผมทำงานทั้งคู่ แต่มักตั้งแง่กับผม (ผมเป็นลูกคนเดียว) พ่อกับแม่ความมนุษย์ป้ามนุษย์ลุงเล็กน้อย คือบางทีเขามีธงในใจว่าเขาอยากให้เราเป็นคนแบบไหน หรือแบบไหนว่ามันดีไม่ดีสำหรับเขา เขาจับตามองแต่ไม่บอกเรา แต่ถ้าเราทำผิดใจเขาเมื่อไหร่ เค้าจะสั่งสมไปเรื่อยเรื่อย แล้ววันไหนผิดใจกันจนระเบิด เค้าจะเอาความผิดใจที่เคยสั่งสมมาเหล่านั้น มาเบลมเราแบบพ่นกระสุน
ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ที่ผมคบกับแฟน แฟนผมจะมามาที่บ้านผมบ่อยมากกว่า ซึ่งผมก็ห้ามที่บ้านไว้แล้วว่า อย่าทำกับเขา เหมือนที่ทำกับผม ผมก็สาธยายไปว่า เค้าเป็นคนยังไง พ่อแม่ผมก็เข้าใจ
แต่อีกคนหนึ่งที่เป็นเหมือนบ้านผม ก็คือน้าผมที่เป็นเจ้าของโฮมสเตย์ เคยมีครั้งหนึ่งที่ผมไปที่โฮมสเตย์น้าผม แฟนผมทำเสร็จก่อนแล้ว แต่ผมยังเตรียมตัวในห้องไม่เสร็จ แต่น้าผมอยากให้แฟนผมลงไปช่วยอะไรนู่นนี่นั่นแล้ว แต่แฟนผมจะรอผมก่อนให้ได้ น้าผมเลยเก็บไปคิดในใจว่า “แฟนผมยังเป็นคนที่ยังไม่โต” และมาบอกเรื่องนี้กับแม่ผมและแม่ผมมาบอกผมต่อ แต่แม่ผมบอกว่าไม่ต้องไปบอกแฟนผม เพราะว่ากลัวแฟนผมจะรู้สึกไม่ดี แต่สุดท้ายผมคิดว่าก็ต้องบอกและใช้เวลาสักพักในการประดิษฐ์คำเพื่อที่จะบอกแฟนผมยังไงให้ไม่รู้สึกเสียใจ แต่ก็เป็นแบบเดิมคือแฟนผมเสียใจมากๆ ที่คนในครอบครัวผมไม่บอกอะไรกับเขาตรงๆ
(น้าสาวผมเป็นคนที่ค่อนข้างอีโก้สูงเป็นเจ้าของกิจการที่รวยที่สุดในครอบครัวผมแล้ว แต่เค้าเป็นคนที่ทำงานโขกสับ ตอนที่มาจ้างให้แฟนผมทำคลิป promote สินค้าของเขา แฟนผมเขียนเงื่อนไขไปแล้วว่า ใช้เวลาตัดต่อคลิป 1-2 วัน แต่น้าผมก็เหมือนมองข้ามไปเคยมีส่งคลิปมาตอนบ่ายแต่จะให้ลงคลิปตอนเย็นทันที ซึ่งผมรู้ดีว่า การเถียงกับน้าผมมันก็เหมือนต่อรองกับ CEO ที่ไม่ฟังอะไรเลย)
ตอนนี้แฟนผมไม่รู้ว่าต้องวางตัวในสังคมที่บ้านผมยังไง ?
3. ความต่างระหว่างไทป์ และการวางตัวในสังคมของผมและแฟน
ส่วนตัวผม ผมเป็นคนของสังคม มีสังคมช่างภาพ สังคมคนชอบรถ และผมพูดได้เต็มปาก ว่าผมได้คอนเน็คชั่น งานต่างๆจากสังคมเหล่านี้ ผมมักจะออกไปพบปะกับสังคมผม ผมเป็นประเภทที่ ถ้าเจอคนรู้จักจะเดินเข้าไปทักหา สนใจใคร ก็จะเดิน เข้าไปทัก ผมชอบคบผู้ใหญ่
แต่แฟนผม เป็นตรงข้ามกับผม เขาเป็นคนที่จะหลบหน้ากับคนไม่ได้สนิทขนาดนั้น ทั้งทั้งที่บางทีคนคนนั้นนั้นจะหยิบยื่นโอกาสให้เค้าได้ แฟนผมเป็น Introvert และเซนซิทีฟมากๆ ไม่ค่อยคบผู้ใหญ่ หรือถ้าจะคบ ผู้ใหญ่คนนั้นจะต้องรู้สึกเป็นเซฟโซนของเค้า ถึงเขาจะกล้าคุยได้
แต่ในมุมมองสำหรับผม ถ้าในมุมการทำงาน ถ้าเราไม่ได้เก่ง และ เป็น introvert เราจะหางานลำบาก ถ้าคุณจะเป็นคนโลกส่วนตัวสูง คุณต้องเก่งมากพอที่จะทำให้คนอื่นๆเดินเข้าหาคุณ แต่ถ้าคุณไม่เก่ง คุณควรเป็นคนที่เดินเข้าหาคนอื่นแทน
มันอาจจะฟังดูแย่ ที่พยายามทำให้คนโลกส่วนตัวสูง กลายเป็นคนของสังคม
ผมเองมักจะเสียเวลาไปกับการคิดว่า จะทำยังไงที่จะออกไปพบเจอเพื่อนๆ โดยที่ไม่ทำให้แฟนผมรู้สึกว่า โดนทิ้งอยู่ไว้คนเดียว เค้าบอกว่าเค้าไม่ชอบอยู่คนเดียว
ซึ่งบางทีการที่เพื่อนฝูงผมเรียกผมออกไป มันไม่ต่างอะไรกับการชวนไปเตะบอล มันคือเรื่องการออกไปช่วยซัพพอร์ตเพื่อนเล็กๆน้อยๆ เช่นรุ่นพี่ผมไปถ่ายรถให้ลูกค้า และพี่ผมต้องการผู้ช่วย ซึ่ง ตอนไปทุกครั้ง ผมได้คอนเน็คชั่นกลับมาเสมอ
แต่ในมุมของแฟนแฟนผมแค่อยากบาลานซ์ว่าแม่ไม่อยากให้ผมออกไปบ่อย ถ้าเป็นในเรื่องการออกไปทำงาน แฟนผมไม่งอแงเลย ให้ความสำคัญเท่าๆกัน แต่บางทีมันสุดวิสัย บางวันผมไปทำงานมา แบบเต็มวันเช้าถึงดึก ผมจะต้องคิดสำรองแล้วว่าวันต่อๆไปที่ว่างจะต้องอยู่กับแฟนตลอด แต่พอเพื่อนออกไปชวนทำอะไรเล็กๆน้อยๆ มันจะกลับไม่มีน้ำหนักไปต่อรองแฟนผมให้ออกมาเจอเพื่อนได้ แฟนผมอาจจะให้ออกมา แต่ด้วยสีหน้าที่สวนทางกับ คำอนุญาต ผมก็ไม่สบายใจเช่นกัน
อันนี้จบแล้วครับ
พี่พี่คิดว่าควรมีอะไรที่ต้องปรับปรุงบ้างทั้งผมและแฟนผม ซึ่งแฟนผมตอนนี้เค้าเหมือนหักดิบตัวเองว่าจะไม่โฟกัสคนรอบตัวเขาเค้าจะโฟกัสแค่ตัวเค้าเอง เค้าจะหางานทันทีหลังจากที่ผมพูดคุยกับเขาแล้วแต่เป็นในเวที่เย็นชากับผมไปแล้ว
เค้ามองว่าสิ่งที่ผมพูดคุยกับเขา มันคือความคาดหวังของคนรอบตัว เค้าตัดพ้อ ว่าเขาไม่ดีพอสำหรับคนอื่น ทั้งที่จริง มันไม่ใช่เรื่องว่า จะดีพอสำหรับใคร
แต่มันคือเรื่องพื้นฐานการใช้ชีวิตของเค้าเอง ที่เราแค่ขอร้องให้เขาทำมัน เพื่อให้เขาประคองตัวเองได้
ตอนนี้ครอบครัวผมกับแฟนผมยิ่งห่างเหินกันไปมากขึ้น ผมไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ครับ
เรากับแฟน ไทป์ตัวเองและไทป์ครอบครัว ที่ส่งผลต่อการทำงาน ต่างกันมากๆ จนเหมือนจะดูไปกันยาก ทำยังไงดี ?
ผมกับแฟนเป็นเด็กจบใหม่ปีเดียวกัน เรียนคณะเดียวกัน แต่คนละสาย แฟนผมเป็นมีเดียมาร์เก็ตติ้ง(เด็กแอด) ผมเป็นสายภาพยนตร์ ทำงานเบื้องหลัง อยู่แผนกกล้อง เรียนที่เชียงใหม่ทั้งคู่
ตอนจบมา ส่วนตัวผมพอมีงานทำบ้าง ผมเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ / Videographer ฝึกงานที่กรุงเทพ กลับมาทำงานที่เชียงใหม่ ในช่วงเรียนจบ (สิ้นมีนา) กับ คอนเนคชั่นเก่าที่เชียงใหม่ แต่ก็ยังไม่ถึงกับรอด เพราะ 2 เดือนที่ผ่านมา งานยังไม่เยอะ + ลูกค้าวางบิล
ส่วนแฟนผม ก็ตามมาอยู่เชียงใหม่ด้วย แต่ไม่หางานทันที ผมและแฟนรู้ ว่า เชียงใหม่ไม่ค่อยมีงานที่รองรับสายงานแฟนผม แฟนผมฐานะทางบ้างไม่ค่อยดีมาก ถ้าพูดตรงๆ ทุกวันนี้คืออยู่กับผมเพราะเกาะอย่างน้อยจะได้มีต้นทุนกินใช้ระหว่างหางาน
และมันมีความต่างระหว่างไทป์คน ไทป์ครอบครัว
และความคาดหวังในการวางตัวในหลายๆสังคม
ทั้งที่อาจจะเป็นที่ครอบครัวผมแย่ด้วย และครอบครัวของแฟนผมเป็นยังไงด้วย มาเกี่ยวด้วย
อันนี้เข้าหัวข้อแต่ละประเด็นเลยนะครับ
1.ความคาดหวังในการทำงานในแบบผมกับเขา
ถึงเชียงใหม่จะมีสายงานแฟนผม ก็จะเป็นงานจับฉ่าย รับผิดชอบหลายอย่าง แต่เงินเดือนแค่ 12,000 แฟนผมเลยขอให้เวลาเขาคิดและหางานที่จะเป็นงานแรกในชีวิตเขา ดีๆจริงๆ
เขาเลยขอเวลา แต่มันผ่านมาเกือบ 3 เดือนแล้ว เขายังไม่ได้ทำ Resume,Portfolio ที่เห็นคือ กินนอน ทำงานเล็กๆน้อยๆ มีงานจากน้าผมบ้าง(น้าผมให้ตัดต่อ คลิปรีวิวสินค้า) ส่วนมากเป็นงานที่คนอื่นหยิบยื่นโอกาสให้ ไม่มีงานที่ตัวเองไปหามาเลย
ในเรื่องค่ากินผมก็ให้เขา เลี้ยงเขา ครอบครัวผมก็เข้าใจ ให้เวลาสักพักเลย เงินที่เขาอยู่กินส่วนนึง นอกจากเงินผม ก็เงินพ่อแม่ผมด้วยนี่แหละ แต่มันไม่มีการเคลื่อนไหว เราเลยเริ่มๆมีการตั้งคำถามขึ้นมา
ผมเคยคุยกันแล้ว เขาไม่ชอบงานประจำ ไม่ชอบทำงานในคอก ถ้าจะให้ทำ ก็ต้องเงินเดือนมากพอ (15-18k UP) และที่คาดหวังและใกล้เคียงมากที่สุดคือ งานแบบบริษัท Event Pass หรือจะไม่ทำงานประจำก็ได้ แต่ก็ต้องเป็นงานกรุ้งกริ้งๆ เช่นขายของ
ขายอาหาร เป็นนายตัวเอง และเขากลัวโดนใช้ทำงานแบบโขกสับ เขาเลยไม่ลงเอยกับงานที่ไหนสักที่หรือสักงาน
แต่ว่าสถานการณ์ที่ลำพังหาเงินยากแบบนี้ กับโลกความเป็นจริง ที่เราไปเป็นลูกน้องใครยังไง เขาก็ใช้งานเราคุ้ม เราไม่สามารถรู้ได้ว่า งานที่บริษัทนี้จะดีจริงๆไหมจนกว่าจะเข้าไปทำ จริงๆแฟนผมก็พอรู้บ้าง แต่เขาก็กลับเลือกที่จะค่อยๆเป็นค่อยๆไป
ซึ่งในมุมผม ถ้าคนเราไม่มีทางเลือก เราจำเป็นต้องทำงานที่ทำให้มีกินไปวันๆก่อนจะดีกว่าไหม
ด้วยความที่แฟนผมเซนซีทีฟมากๆ แค่มา Deep talk กันว่าจะเอายังไงต่อ เขาก็บ่อน้ำตาแตก ผมก็หาคำที่จะไปคุยด้วยยาก ไม่อยากให้รู้สึกว่าเร่ง ทั้งๆที่มันคือการเร่ง แล้วก็ลงเอยแบบเดิมที่จะค่อยๆหางานไป ทั้งที่บ้านเขา รอเค้าส่งเงินกลับไป
ตอนแรกโอกาส ตกมา น้าผมที่ให้แฟนตัดต่อ เขามีโฮมสเตย์ และหาคนดูแลต่อ พ่อกับแม่ผมเลยจะเสนอผมกับแฟนเข้าไปทำต่อ โดยฟีลๆพนักงาส แฟนผมก็ดีใจ เพราะอยากปั้นธุรกิจด้วย Marketing ฝีมือตัวเอง (แต่เดิมโฮมสเตย์ไม่มีฝ่ายการตลาด เพราะคนเหนือส่วนมากให้ค่าตรงนี่น้อยจริง) แต่พอคุยจริงๆ น้าผมไม่อยากจ้างมีฟีลจ้างใครแล้ว ไม่อยากเป็นคนจัดการ อยากปล่อยเช่า ให้ผมกับแฟนเช่า แต่คนที่เช่าทำก่อนหน้า ก็จ่ายค่าเช่าไม่ได้ เพราะไม่มีใครมาเที่ยวในช่วง Low Season
แต่แฟนผมไปคุยกับที่บ้านว่าได้งานแล้ว ที่บ้านของแฟนผมเลยจะไม่ส่งเงินค่าขนมให้แล้ว แต่ก็มาโดนน้าผมแคนเซิลทีหลัง แฟนผมเลยเฟล และแฟนก็ยังไม่ได้บอกกับที่บ้านแฟนว่า โดนแคนเซิลแล้ว
เหมือนรอโอกาสมากกว่าหาโอกาสเอง
จะให้ไปอยู่กรุงเทพก็ไม่ชอบกรุงเทพ จะอยู่เชียงใหม่ก็ไม่มีงานทำ เพราะเชียงใหม่มันเป็นงานจับฉ่าย เขาคาดหวัง อยากทำตำแหน่งไหน ก็รับผิดชอบแค่ตำแหน่งนั้น ซึ่งผมมองว่า ในเชียงใหม่มักจะเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก ยังไงเค้าก็ต้องเลือกคนที่รอบความสามารถ มากกว่าคนที่ทำได้แค่อย่างเดียว ซึ่งจริงๆแฟนผมก็ทำได้รอบด้าน แต่ค่าตอบแทนมันน้อยจนแฟนผมไม่อยากทำ
2. ความต่างของครอบครัว
ครอบครัวของแฟนผม มีพ่อแม่ และน้องสาว แต่มีคนทำงานคนเดียวคือพ่อ ที่เป็นช่างตัดผม ส่วนแม่ไม่ได้ทำงาน อยู่ที่ยโสธร แต่ที่บ้านของแฟนผมเลี้ยงลูกแบบตรงไปตรงมา ไม่ตั้งแง่กับลูกๆ อยากให้ทำอะไรก็แค่บอกลูกแค่นั้น ไม่ได้มีแรงกดดัน ความสุขของเขาเรียบง่าย ไม่ได้มีความทะเยอทะยาน พ่อแม่เขาเข้มงวดตอนเด็ก แต่ตอนโตปล่อย ส่วนแฟนผมก็คือพี่คนโตในบ้าน
ต่อมาเป็นครอบครัวของผม ครอบครัวผมค่อนข้างโตมากับแรงกดดัน ความทะเยอทะยาน อยู่นิ่งนิ่งไม่ได้ วันไหนว่างต้องหาอะไรทำเสมอ ชินจนผมไม่รู้ว่ามันมีสิ่งนี้ในบ้าน บ้านผมทำรับเหมาก่อสร้าง พ่อกับแม่ผมทำงานทั้งคู่ แต่มักตั้งแง่กับผม (ผมเป็นลูกคนเดียว) พ่อกับแม่ความมนุษย์ป้ามนุษย์ลุงเล็กน้อย คือบางทีเขามีธงในใจว่าเขาอยากให้เราเป็นคนแบบไหน หรือแบบไหนว่ามันดีไม่ดีสำหรับเขา เขาจับตามองแต่ไม่บอกเรา แต่ถ้าเราทำผิดใจเขาเมื่อไหร่ เค้าจะสั่งสมไปเรื่อยเรื่อย แล้ววันไหนผิดใจกันจนระเบิด เค้าจะเอาความผิดใจที่เคยสั่งสมมาเหล่านั้น มาเบลมเราแบบพ่นกระสุน
ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ที่ผมคบกับแฟน แฟนผมจะมามาที่บ้านผมบ่อยมากกว่า ซึ่งผมก็ห้ามที่บ้านไว้แล้วว่า อย่าทำกับเขา เหมือนที่ทำกับผม ผมก็สาธยายไปว่า เค้าเป็นคนยังไง พ่อแม่ผมก็เข้าใจ
แต่อีกคนหนึ่งที่เป็นเหมือนบ้านผม ก็คือน้าผมที่เป็นเจ้าของโฮมสเตย์ เคยมีครั้งหนึ่งที่ผมไปที่โฮมสเตย์น้าผม แฟนผมทำเสร็จก่อนแล้ว แต่ผมยังเตรียมตัวในห้องไม่เสร็จ แต่น้าผมอยากให้แฟนผมลงไปช่วยอะไรนู่นนี่นั่นแล้ว แต่แฟนผมจะรอผมก่อนให้ได้ น้าผมเลยเก็บไปคิดในใจว่า “แฟนผมยังเป็นคนที่ยังไม่โต” และมาบอกเรื่องนี้กับแม่ผมและแม่ผมมาบอกผมต่อ แต่แม่ผมบอกว่าไม่ต้องไปบอกแฟนผม เพราะว่ากลัวแฟนผมจะรู้สึกไม่ดี แต่สุดท้ายผมคิดว่าก็ต้องบอกและใช้เวลาสักพักในการประดิษฐ์คำเพื่อที่จะบอกแฟนผมยังไงให้ไม่รู้สึกเสียใจ แต่ก็เป็นแบบเดิมคือแฟนผมเสียใจมากๆ ที่คนในครอบครัวผมไม่บอกอะไรกับเขาตรงๆ
(น้าสาวผมเป็นคนที่ค่อนข้างอีโก้สูงเป็นเจ้าของกิจการที่รวยที่สุดในครอบครัวผมแล้ว แต่เค้าเป็นคนที่ทำงานโขกสับ ตอนที่มาจ้างให้แฟนผมทำคลิป promote สินค้าของเขา แฟนผมเขียนเงื่อนไขไปแล้วว่า ใช้เวลาตัดต่อคลิป 1-2 วัน แต่น้าผมก็เหมือนมองข้ามไปเคยมีส่งคลิปมาตอนบ่ายแต่จะให้ลงคลิปตอนเย็นทันที ซึ่งผมรู้ดีว่า การเถียงกับน้าผมมันก็เหมือนต่อรองกับ CEO ที่ไม่ฟังอะไรเลย)
ตอนนี้แฟนผมไม่รู้ว่าต้องวางตัวในสังคมที่บ้านผมยังไง ?
3. ความต่างระหว่างไทป์ และการวางตัวในสังคมของผมและแฟน
ส่วนตัวผม ผมเป็นคนของสังคม มีสังคมช่างภาพ สังคมคนชอบรถ และผมพูดได้เต็มปาก ว่าผมได้คอนเน็คชั่น งานต่างๆจากสังคมเหล่านี้ ผมมักจะออกไปพบปะกับสังคมผม ผมเป็นประเภทที่ ถ้าเจอคนรู้จักจะเดินเข้าไปทักหา สนใจใคร ก็จะเดิน เข้าไปทัก ผมชอบคบผู้ใหญ่
แต่แฟนผม เป็นตรงข้ามกับผม เขาเป็นคนที่จะหลบหน้ากับคนไม่ได้สนิทขนาดนั้น ทั้งทั้งที่บางทีคนคนนั้นนั้นจะหยิบยื่นโอกาสให้เค้าได้ แฟนผมเป็น Introvert และเซนซิทีฟมากๆ ไม่ค่อยคบผู้ใหญ่ หรือถ้าจะคบ ผู้ใหญ่คนนั้นจะต้องรู้สึกเป็นเซฟโซนของเค้า ถึงเขาจะกล้าคุยได้
แต่ในมุมมองสำหรับผม ถ้าในมุมการทำงาน ถ้าเราไม่ได้เก่ง และ เป็น introvert เราจะหางานลำบาก ถ้าคุณจะเป็นคนโลกส่วนตัวสูง คุณต้องเก่งมากพอที่จะทำให้คนอื่นๆเดินเข้าหาคุณ แต่ถ้าคุณไม่เก่ง คุณควรเป็นคนที่เดินเข้าหาคนอื่นแทน
มันอาจจะฟังดูแย่ ที่พยายามทำให้คนโลกส่วนตัวสูง กลายเป็นคนของสังคม
ผมเองมักจะเสียเวลาไปกับการคิดว่า จะทำยังไงที่จะออกไปพบเจอเพื่อนๆ โดยที่ไม่ทำให้แฟนผมรู้สึกว่า โดนทิ้งอยู่ไว้คนเดียว เค้าบอกว่าเค้าไม่ชอบอยู่คนเดียว
ซึ่งบางทีการที่เพื่อนฝูงผมเรียกผมออกไป มันไม่ต่างอะไรกับการชวนไปเตะบอล มันคือเรื่องการออกไปช่วยซัพพอร์ตเพื่อนเล็กๆน้อยๆ เช่นรุ่นพี่ผมไปถ่ายรถให้ลูกค้า และพี่ผมต้องการผู้ช่วย ซึ่ง ตอนไปทุกครั้ง ผมได้คอนเน็คชั่นกลับมาเสมอ
แต่ในมุมของแฟนแฟนผมแค่อยากบาลานซ์ว่าแม่ไม่อยากให้ผมออกไปบ่อย ถ้าเป็นในเรื่องการออกไปทำงาน แฟนผมไม่งอแงเลย ให้ความสำคัญเท่าๆกัน แต่บางทีมันสุดวิสัย บางวันผมไปทำงานมา แบบเต็มวันเช้าถึงดึก ผมจะต้องคิดสำรองแล้วว่าวันต่อๆไปที่ว่างจะต้องอยู่กับแฟนตลอด แต่พอเพื่อนออกไปชวนทำอะไรเล็กๆน้อยๆ มันจะกลับไม่มีน้ำหนักไปต่อรองแฟนผมให้ออกมาเจอเพื่อนได้ แฟนผมอาจจะให้ออกมา แต่ด้วยสีหน้าที่สวนทางกับ คำอนุญาต ผมก็ไม่สบายใจเช่นกัน
อันนี้จบแล้วครับ
พี่พี่คิดว่าควรมีอะไรที่ต้องปรับปรุงบ้างทั้งผมและแฟนผม ซึ่งแฟนผมตอนนี้เค้าเหมือนหักดิบตัวเองว่าจะไม่โฟกัสคนรอบตัวเขาเค้าจะโฟกัสแค่ตัวเค้าเอง เค้าจะหางานทันทีหลังจากที่ผมพูดคุยกับเขาแล้วแต่เป็นในเวที่เย็นชากับผมไปแล้ว
เค้ามองว่าสิ่งที่ผมพูดคุยกับเขา มันคือความคาดหวังของคนรอบตัว เค้าตัดพ้อ ว่าเขาไม่ดีพอสำหรับคนอื่น ทั้งที่จริง มันไม่ใช่เรื่องว่า จะดีพอสำหรับใคร
แต่มันคือเรื่องพื้นฐานการใช้ชีวิตของเค้าเอง ที่เราแค่ขอร้องให้เขาทำมัน เพื่อให้เขาประคองตัวเองได้
ตอนนี้ครอบครัวผมกับแฟนผมยิ่งห่างเหินกันไปมากขึ้น ผมไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ครับ