"The Great Dictator" หนังเก่าแต่เด็ด! ดูแล้วอยากลุกขึ้นมายืนปรบมือให้


สวัสดีครับชาวพันทิปทุกคน วันนี้ผมมีหนังเก่าแก่มาเล่าให้ฟังครับ ชื่อเรื่อง "The Great Dictator" ของ Charlie Chaplin นั่นเองครับ หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับชื่อเสียงของ Chaplin ในฐานะนักแสดงตลกตัวตลกใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ทาหน้าขาว ปากแดง เดินกระย่องกระแย่ง แต่เรื่องนี้มันไม่ใช่แค่หนังตลกธรรมดานะครับ มันลึกซึ้งกินใจกว่านั้นเยอะ

เรื่องย่อๆ ก็คือ Chaplin แสดงเป็นสองบทบาทในเรื่องนี้ครับ บทแรกเป็นคนตัดผมชาวยิวที่อาศัยอยู่ในย่านสลัมของเมือง Tomania ซึ่งเป็นประเทศสมมติที่ถูกปกครองโดยจอมเผด็จการนามว่า Adenoid Hynkel (ซึ่งก็คือ Chaplin เองอีกนั่นแหละครับ) Hynkel นี่เป็นตัวละครที่โคตรจะร้ายกาจเลยครับ พูดจาเสียงดังโวยวาย หลงตัวเองสุดๆ แถมยังหัวโล้นเกรียนอีกต่างหาก (อันนี้ผมแอบขำนะ) นโยบายของเขาก็คือการเกลียดชังชาวยิวอย่างรุนแรง แล้วก็พยายามจะยึดครองโลกให้ได้

ทีนี้บังเอิญว่าคนตัดผมที่ผมว่าเนี่ย หน้าตาบังเอิญไปเหมือน Hynkel เป๊ะเลยครับ! พอเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น คนตัดผมเลยต้องมารับบทบาทเป็น Hynkel โดยไม่ตั้งใจ คือมันเป็นเรื่องราวของการสลับตัวกันแบบที่เห็นบ่อยๆ ในหนัง แต่เรื่องนี้มันถูกนำเสนอออกมาได้แบบเหนือชั้นมากครับ

สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจใน "The Great Dictator" เนี่ย มันมีหลายอย่างเลยครับ อย่างแรกเลยคือการแสดงของ Chaplin ครับ คือแกเล่นได้คนละขั้วเลยนะครับ เวลาเป็นคนตัดผมก็ดูเป็นคนธรรมดาที่น่ารัก อ่อนโยน เห็นอกเห็นใจคนอื่น เวลาเป็น Hynkel นี่ก็ร้ายกาจ น่ากลัว แต่ก็ยังมีกลิ่นอายความตลกของแกอยู่เสมอ การแสดงสองบทบาทนี้มันแสดงให้เห็นถึงความสามารถของแกจริงๆ ครับ

อีกอย่างที่ผมชอบมากคือบทภาพยนตร์ครับ มันคมคายมากครับ คือมันเสียดสีระบบเผด็จการได้อย่างเจ็บแสบ แต่ก็ไม่ทำให้คนดูรู้สึกว่ามันหนักเกินไป มันมีทั้งมุกตลกที่เรียกเสียงหัวเราะ แล้วก็มีช่วงที่ทำให้เราต้องคิดตามไปด้วยครับ โดยเฉพาะฉากพูดสุนทรพจน์ตอนท้ายเรื่องเนี่ย ผมดูแล้วขนลุกเลยครับ มันเป็นสุนทรพจน์ที่ทรงพลังมากๆ เป็นการปลุกเร้าให้คนตระหนักถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ความรัก ความเท่าเทียมกัน คือฟังแล้วอยากลุกขึ้นมายืนปรบมือให้จริงๆ ครับ

หนังเรื่องนี้มันถูกสร้างขึ้นในปี 1940 ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามโลกครั้งที่สองกำลังจะปะทุ หรือกำลังดำเนินไปอยู่แล้วครับ การที่ Chaplin กล้าที่จะทำหนังที่เสียดสีฮิตเลอร์และระบอบนาซีในยุคนั้นเนี่ย มันเป็นเรื่องที่กล้าหาญมากๆ ครับ คือแกไม่กลัวเลยที่จะแสดงจุดยืนของตัวเอง

ผมชอบวิธีที่ Chaplin ใช้ความตลกในการนำเสนอประเด็นที่จริงจังครับ คือถ้าทำเป็นหนังดราม่าเครียดๆ คนอาจจะเบื่อ แต่พอใส่ความเป็นตลกของแกเข้าไป มันทำให้คนดูเข้าถึงง่ายขึ้น แล้วก็ทำให้ประเด็นที่แกต้องการจะสื่อมันยิ่งทรงพลังมากขึ้นไปอีกครับ

ลองคิดดูนะครับ สมัยนั้นการสื่อสารอาจจะยังไม่แพร่หลายเท่าตอนนี้ แต่ Chaplin ก็สามารถส่งสารไปถึงผู้คนทั่วโลกได้ ทำให้คนตระหนักถึงอันตรายของเผด็จการ การเกลียดชังเชื้อชาติ แล้วก็ความสำคัญของสันติภาพ

ฉากที่ผมจำได้แม่นเลยก็คือฉากที่ Hynkel พยายามจะพูดภาษาเยอรมัน แต่กลายเป็นคำที่ฟังดูตลกไร้สาระไปเลย หรือฉากที่แกเล่นลูกโลกเหมือนลูกบอลเนี่ย มันสะท้อนถึงความหลงตัวเองของผู้นำเผด็จการได้ดีมากๆ ครับ คือคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ สามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้

แล้วก็ฉากที่คนตัดผมต้องปลอมตัวเป็น Hynkel ไปปราศรัยต่อหน้าฝูงชนเนี่ย มันเป็นจุดไคลแม็กซ์ของเรื่องเลยครับ คือแกต้องพูดในฐานะ Hynkel แต่สิ่งที่แกพูดออกมา มันกลับเป็นสุนทรพจน์ที่ต่อต้าน Hynkel เอง มันสุดยอดมากๆ ครับ

อีกอย่างที่ผมชอบคือตัวละครอื่นๆ ในเรื่องครับ เช่น Hannah ตัวละครหญิงสาวชาวยิวที่น่ารัก หรือ Augustus Bobb ผู้ช่วยของ Hynkel ที่ดูงี่เง่า แต่มันก็สะท้อนให้เห็นถึงคนที่อยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการได้เหมือนกันครับ

คือผมดูแล้วรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันไม่เคยตกยุคเลยครับ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ประเด็นเรื่องเผด็จการ การเหยียดเชื้อชาติ ความเกลียดชัง มันก็ยังคงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในโลกของเรา การดู "The Great Dictator" ก็เหมือนเป็นการย้ำเตือนเราถึงสิ่งเหล่านี้ แล้วก็กระตุ้นให้เราคิดถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ถ้าใครยังไม่เคยดูเรื่องนี้ ผมแนะนำให้ลองหามาดูกันนะครับ อาจจะหาดูยากหน่อยเพราะเป็นหนังเก่า แต่รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอนครับ มันเป็นหนังที่ทั้งตลก ทั้งซึ้ง ทั้งให้ข้อคิด เป็นหนังคลาสสิกที่ควรค่าแก่การดูจริงๆ ครับ

บางทีการดูหนังเก่าๆ ก็ทำให้เราเห็นอะไรที่หนังใหม่ๆ ให้ไม่ได้นะครับ "The Great Dictator" เป็นหนึ่งในนั้นเลยครับ มันเป็นผลงานชิ้นเอกของ Chaplin ที่แสดงให้เห็นว่าศิลปะสามารถเป็นอาวุธในการต่อสู้กับความอยุติธรรมได้จริงๆ ครับ

ผมเชื่อว่าถ้า Chaplin ยังมีชีวิตอยู่ แกคงจะภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้ของแกมากๆ ครับ แล้วก็อยากให้คนรุ่นใหม่ได้ดูเรื่องนี้ เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และเพื่อตระหนักถึงคุณค่าของเสรีภาพและความเป็นมนุษย์ครับ

สุดท้ายนี้ ถ้าใครเคยดูแล้วมาแชร์ความรู้สึกกันได้นะครับ หรือถ้าใครมีหนังเก่าๆ ที่อยากแนะนำอีกก็บอกได้เลยครับ วันนี้ผมขอตัวไปก่อนนะครับ สวัสดีครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่