ไม่อวสานโรงรับจำนำ! ร้านเล็กยังไหว ร้านใหญ่ไปรอด



📌โรงรับจำนำธุรกิจที่เป็นความหวังคนไทยทุกยุคสมัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงรับจำนำจะรุ่งเรื่องเฟืองฟูแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างในช่วง วิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 หลังจากรัฐบาลประกาศค่าเงินบาทลอยตัว และสถาบันการเงิน 56 แห่งถูกสั่งปิด จำนวนผู้เข้าใช้บริการโรงรับจำนำทั่วประเทศพุ่งสูงขึ้นมาก

ดูเฉพาะในกรุงเทพมาใช้บริการพุ่งสูงขึ้นกว่า 20-30% ยิ่งช่วงเปิดเทอมในเดือนพฤษภาคมเมื่อปี 2541 สถานธนานุบาลในสังกัดกรุงเทพมหานครต้องรับลูกค้าเฉลี่ยรวมกันสูงถึง 100,000 - 150,000 รายต่อเดือน

ซึ่งถือว่าเต็มขีดจำกัดของเจ้าหน้าที่ในสมัยนั้นจากเดิมที่เคยวางงบประมาณไว้เพียงระดับหนึ่ง รัฐบาลต้องอัดฉีดงบประมาณเพิ่มให้แก่สถานธนานุบาลรวมกว่า 1,000 - 2,000 ล้านบาท เพื่อให้มีเงินสดเพียงพอต่อการจ่ายให้ประชาชนที่นำทรัพย์สินมาจำนำ

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือในสภาวะปกติ อัตราของหลุดจะอยู่ที่ประมาณ 3-5% แต่ในช่วงปี 2540-2542 อัตรานี้พุ่งสูงขึ้นไปถึง 10-15% และโรงรับจำนำต้องจัดการประมูลทรัพย์หลุดจำนำบ่อยขึ้นกว่าเดิม 2 เท่า เพื่อระบายสินค้าและเปลี่ยนกลับมาเป็นกระแสเงินสด ซึ่งในยุคนั้น เครื่องใช้ไฟฟ้า และ เครื่องมือช่าง คือสิ่งที่หลุดจำนำมากที่สุด

นอกจากนี้ก็ยังมีสินค้าที่ในภาวะปกติคนมักไม่นิยมนำมาจำนำกันอย่างครกหินอ่างศิลา , เตารีดรุ่นโบราณ มีแม้กระทั่งขันน้ำมนต์ทองเหลือง ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้โรงจำนำให้ราคาไม่กี่ร้อยบาท แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเงินสดของประชาชนที่ไม่รู้จะหันไปพึ่งทางไหนก็ต้องไปที่โรงจำนำที่ทำให้ได้เงินกลับมาเร็วที่สุด

มาถึงในปี 2551 ที่เป็นช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ สินทรัพย์ที่นำมาจำนำเปลี่ยนไปกลายเป็นสินค้ากลุ่มดิจิทัลมากขึ้นอย่าง

ทีวี LCD/Plasma , กล้อง Digital SLR , โน๊ตบุ๊ก  , โทรศัพท์ Nokia รุ่นต่างๆ ซึ่งทำให้มีสัดส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าไอทีสูงถึง 20-25% ของทรัพย์สินทั้งหมดในบางสาขา และรัฐบาลเองในตอนนั้นก็ได้ออกคำสั่งให้ขยายเวลาไถ่ถอนจากปกติที่กำหนดไว้ประมาณ 4 เดือนขยายออกไปอีก 30-60 วันเป็นกรณีพิเศษแต่แม้จะมีมาตรการช่วย แต่ยอดของหลุดจำนำในปี 2551-2552 ก็ยังพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติถึง 2 เท่า สะท้อนถึงความหนักหน่วงของวิกฤตในยุคนั้นได้อย่างดี

📌ฤดูเปิดเทอม! คนแห่ใช้บริการโรงรับจำนำเพิ่มขึ้น

ถ้าไม่นับช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ในทุกๆปีช่วงเปิดเทอมคือเวลาที่คนจะนึกถึงโรงรับจำนำกันมากเป็นพิเศษ สถิติการใช้บริการโรงรับจำนำในช่วงเปิดเทอมย้อนหลัง ปี 2567-2569 สะท้อนให้เห็นว่าโรงรับจำนำยังคงเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตามสภาวะค่าครองชีพ

📌โรงรับจำนำเป็นทางออกหลัก

สอดคล้องกับผลสำรวจในปี 2569 ที่ระบุว่า ผู้ปกครองมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยโดยรวมช่วงเปิดเทอม 29,930 บาท โดยโรงเรียนรัฐบาลห้องปกติอยู่ที่ 10,975 บาท โรงเรียนรัฐบาลห้องพิเศษ 33,874 บาท โรงเรียนเอกชนภาคภาษาไทย 31,040 บาท และโรงเรียนเอกชน 2 ภาษา 52,660 บาท ขณะที่ผู้ปกครอง 48.3% ระบุว่าค่าใช้จ่ายปีนี้ เพิ่มขึ้น  

สาเหตุหลักมาจากราคาสินค้าแพงขึ้น และค่ารถ/ราคาน้ำมันแพงขึ้น โดยสินทรัพย์ที่นำมาจำนำกันมากที่สุดคือ

✅ ทองคำ คิดเป็น 65.75 %
✅ ทองเจือ (ทองผสม) คิดเป็น 24.47 %
✅ เพชร พลอย คิดเป็น 7.46 %
✅ ของเบ็ดเตล็ด เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ในบ้าน คิดเป็น 2%

นอกจากนี้มีการนำทรัพย์สินอื่นๆ มาจำนำด้วย เช่น  เครื่องตัดหญ้า  เครื่องชงกาแฟ  กีตาร์ไฟฟ้า  จักรยานเสือหมอบ เครื่องปั่นไฟขนาดเล็ก เป็นต้น สำหรับพื้นที่ที่มียอดจำนำสูงสุด  5 จังหวัดแรก คือ กรุงเทพมหานคร ระยอง นนทบุรี ปทุมธานี และสุราษฎร์ธานี

📌รายได้ของโรงรับจำนำมาจากไหน?

ถ้าวิเคราะห์ในเรื่องโครงสร้างรายได้ของโรงรับจำนำจะมาจาก 2 ช่องทางสำคัญ ได้แก่

1.ดอกเบี้ย ที่เป็นรายได้หลักประมาณ 80-90% โดยกฏหมายควบคุมไม่ให้เกิน 1.25% - 2% ต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับประเภทโรงรับจำนำและกฎหมายกำหนด) โดยถ้าเป็นโรงรับจำนำของรัฐ (สถานธนานุบาล) จะมีเรทที่ต่ำกว่าเพื่อช่วยประชาชน เช่น 5,000 บาทแรก ดอกเบี้ยอาจจะแค่ 0.25% ส่วนที่เกินก็ขยับขึ้นไปตามลำดับ

2.กำไรจากการขายทรัพย์หลุดจำนำ เมื่อทรัพย์สินหมดอายุในการจำนำและลูกค้าไม่มาไถ่ถอนทรัพย์สินนั้นจะกลายเป็นของโรงรับจำนำทันที ซึ่งโรงรับจำนำมักประเมินราคารับจำนำไว้ที่ประมาณ 50-80% ของราคากลางตลาด เมื่อของหลุดจำนำและนำไปขายทอดตลาดจะทำให้ได้กำไรส่วนต่าง

นอกจากนี้โรงรับจำนำที่มีเงินสดเหลือเฟือ อาจนำเงินไปบริหารจัดการในรูปแบบอื่นๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะสั้น แต่ส่วนใหญ่จะสำรองไว้ปล่อยกู้มากกว่า เพราะดอกเบี้ยจำนำให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากธนาคาร

ถือเป็นธุรกิจที่มีกำไรดีแม้เศรษฐกิจจะแย่เพราะมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากมีสินค้าอยู่ในมือถ้าลูกค้าไม่จ่ายคืนก็แค่เอาของนั้นไปขาย และทรัพย์สินส่วนใหญ่กว่า 80-90% คือทองคำซึ่งราคามีความผันผวนมาก

ปัจจุบันเราจะเห็นว่าโรงรับจำนำได้ถูกพัฒนาให้ดูทันสมัยมากขึ้น ซึ่งเป็นการยกระดับการให้บริการภายใต้กรอบกฏหมายเดิม บางแห่งมีการใช้เทคโนโลยีเครื่อง X-ray ทองคำเพื่อความแม่นยำ ลดข้อพิพาท หรือการใช้ระบบ Digital สแกนลายนิ้วมือดิจิทัลแทนการปั๊มนิ้วด้วยหมึกดำแบบสมัยก่อน

รวมถึงหลายแห่งนิยมการสร้าง Branding ให้ภาพลักษณ์ดูดี มีการจัดแต่งร้านให้ดูสว่าง สะอาด โปร่งตา เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่และมนุษย์เงินเดือนให้มาใช้บริการมากขึ้น

ธุรกิจโรงรับจำนำอยู่คู่กับคนไทยมานานและน่าจะอยู่คู่กันไปอีกยาวไกล ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี โรงรับจำนำไม่ต่างจากความหวังสุดท้ายของการหาเงินมาหมุนเวียน บางคนกู้ธนาคารไม่ได้ บางคนไม่อยากกู้นอกระบบ การนำทรัพย์สินมาจำนำเพื่อแลกเงินสดได้ทันทีจึงเป็นทางออกที่สะดวกรวดเร็วจึงทำให้ธุรกิจนี้มีอนาคตโตได้อีกไกลไม่มีคำว่าอวสานแน่
.
.
ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ รวบรวมข้อมูล
Cr.https://www.facebook.com/share/p/1DqQMT9Qgf/
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่