“กระสือ ปฏิบัติการกบฏต่อกฎฟิสิกส์“

ในโลกของวิญญาณ ไม่มีผีตัวไหนที่ตบหน้ากฎฟิสิกส์ของไอแซก นิวตัน ได้ฉาดใหญ่เท่ากับ “กระสือ”อีกแล้ว ขณะที่ผีตัวอื่นอาจเป็นเพียงมวลพลังงานที่จับต้องไม่ได้ หรือซอมบี้ก็เป็นแค่ซากศพที่เดินทื่อ ๆ อยู่บนถนน แต่ผีสาวกระสือกลับเลือกทางสายฮาร์ดคอร์ ด้วยการแยกชิ้นส่วนอวัยวะที่หนักอึ้งให้ลอยละล่องไปในอากาศ

https://www.facebook.com/share/p/18cp1Xomhn/?mibextid=wwXIfr


นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความสยองขวัญ แต่มันคือ “นวัตกรรมทางจินตนาการ” ที่น่าสนใจที่สุดอย่างหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่สิ ผมว่าเอาเข้าจริง ๆ นี่มันระดับโลกได้เลย

อันที่จริง กระสือไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวเดียวดายแต่ในไทย กระสือมีญาติอยู่ในภูมิภาคนี้แทบทุกประเทศ ที่มาเลเซียและอินโดนีเซียก็มีคล้าย ๆ กัน พวกเขาเรียกว่า“ปินังกาลัน” ส่วนฟิลิปปินส์มี “มานานังกัล“ และเวียดนามมี ”ม่าไล๋“  นี่คือสมาคมหัวลอยแห่งอาเซียน ที่ไม่มีใครพูดถึงในที่ประชุมผู้นำระดับชาติ  และนี่เป็นหลักฐานว่าก่อนจะมี AEC ผู้คนแถบนี้ส่งออกวัฒนธรรมหัวลอยไปมาหากันเรียบร้อยแล้ว

1. อากาศพลศาสตร์แห่งความหิว (The Aerodynamics of Hunger)

หากเราวิเคราะห์กระสือผ่านหลักวิศวกรรมการบิน เราจะพบว่านี่คืออากาศยานที่ทรงประสิทธิภาพอย่างประหลาด ในทางฟิสิกส์ การที่หัวมนุษย์ซึ่งมีน้ำหนักมหาศาลจะลอยได้โดยไม่มีปีกหรือไอพ่นถือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่กระสือกลับมี “หางเสือ” ที่สมบูรณ์แบบนั่นคือ “พวงไส้”

ไส้ที่ขดไปมาและห้อยยาวลงมาคงทำหน้าที่เป็น ลูกตุ้มถ่วง (Pendulum) ช่วยรักษาจุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity) ไม่ให้ส่วนหัวหมุนคว้างกลางอากาศขณะโดนลมปะทะ
ซึ่งนับเป็นระบบควบคุมเสถียรภาพโดยลำไส้ (Intestinal Stability Control) ที่มีประสิทธิภาพมาก

การเคลื่อนที่วูบวาบของกระสืออาจไม่ใช่การบินแบบใช้ลมยกปีก แต่เป็นการ “ว่ายอากาศ” โดยใช้กล้ามเนื้อหลอดอาหารและลำไส้ในการโบกสะบัดเพื่อขับเคลื่อนมวลอากาศ (Propulsion) ให้พุ่งไปข้างหน้า นี่ถ้าเรื่องนี้ถึงหู NASA ทำเล่นไปนะครับ ROSCOSMOS ของรัสเซียอาจจะถูกตัดหน้าโดนแย่งตัวกระสือไปศึกษาก่อน

2. พลังงานแสงเย็น (Bioluminescence & Thermodynamics)

หนึ่งในปริศนาที่ใหญ่ที่สุดคือ “แสงวูบวาบ” สีเขียวที่ใต้คอ ตามกฎเทอร์โมไดนามิกส์ การสร้างแสงสว่างต้องใช้พลังงานสูงและมักเกิดความร้อน แต่กระสือกลับสร้าง “แสงเย็น”ได้เหมือนหิ่งห้อย นี่คือการแปรเปลี่ยนระบบทางเดินอาหารให้กลายเป็นห้องแล็บเคมีชั้นยอด

ในเชิงชีววิทยาทางเลือก เราอาจตีความได้ว่ากระสือคือการที่มนุษย์ติดเชื้อ “แบคทีเรียเรืองแสงพิเศษ” ที่อาศัยอยู่ร่วมกับเราแบบ Symbiosis โดยมันจะช่วยย่อยสลายของสดคาวให้กลายเป็นพลังงานโฟตอน (Photon) เพื่อใช้ในการนำทางและพรางตัวในที่มืด ซึ่งเป็นนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่มนุษย์ปัจจุบันยังทำไม่ได้ และถ้ากระสือยื่นบทวิจัยนี้เข้าไปในระดับนานาชาติ รางวัลโนเบลสาขาพลังงานจะมีชื่อกระสือเป็นผู้รับแน่ ๆ

3. ทำไมต้องเป็นผู้หญิง (The Aesthetics of Terror)

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเราไม่เคยเห็น “กระสือชาย” ลอยหัวอวดไส้บ้าง ในเชิงมานุษยวิทยาและศิลปะ นี่คือการเลือกใช้ Contrast (ความแตกต่าง) ที่รุนแรงที่สุด

ความงามของใบหน้าสตรี คือสัญลักษณ์ของความอ่อนโยนและการให้กำเนิด เมื่อถูกดึงกระชากออกมาพร้อมกับพวงไส้ที่พะรุงพะรัง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความดิบเถื่อนและความตาย มันสร้างความรู้สึก Uncanny หรือความประหลาดล้ำที่สะเทือนอารมณ์มนุษย์ได้ลึกที่สุด หากเป็นผู้ชายที่มีไส้ห้อย ตัดผมเกรียน ๆ ภาพที่ออกมาจะดูเป็น “จักรกล” หรือ “ซากศพในสงคราม” มากกว่าจะเป็น “งานศิลปะแห่งความหลอน” ที่มีความสุนทรีย์ปนอยู่อย่างกระสือ หรือแย่สุดคือกระสือผู้ชายอาจดูเหมือนอุบัติเหตุในโรงงานไส้กรอกมากกว่า ทีนี้กระสือชายก็คงไม่ได้จัดอยู่ในหมวด “สยองขวัญ”แล้ว แต่จะถูกจัดอยู่ในหมวด “อนาจาร” ไปเลย

และที่ดูลงตัวกับการออกแบบมากที่สุดก็คือ ผมที่สยายของผู้หญิงมันให้ความ harmony กับตับไตไส้พุงที่ไม่เป็นระเบียบด้วย

4. จากดวงไฟในตำนาน สู่สยองขวัญแบบ Cinematic

ความจริงหนึ่งที่น่าสนใจและยังไม่ค่อยมีคนรู้คือ ภาพจำของกระสือที่มี “หัวกับไส้” นั้นไม่ได้มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาหรือสุโขทัย  กระสือมักปรากฏในนิทานพื้นบ้านเป็นเพียง “ดวงไฟวูบวาบ” เท่านั้น แต่ภาพลักษณ์ที่เราเห็นกันจนชินตานี้ถูกรังสรรค์ขึ้นมาไม่นานนี้เอง ปี พ.ศ.2511 อาจารย์ทวี วิษณุกร นักวาดการ์ตูนชื่อดังได้ให้กำเนิดภาพลักษณ์กระสือที่มีหัวเป็นหญิงสาวมีตับไตไส้พุงลอยได้ในการ์ตูนเรื่อง“กระสือสาว” ในนิตยสารหนูจ๋า และหลังจากนั้นภาพยนตร์ไทยยุค 70 ก็นำมาผลิตต่อจนโด่งดัง

นี่คือหลักฐานว่า คนไทยไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับความเชื่อเดิม แต่เรามีการ “Re-design” ผีของเราให้เข้ากับยุคสมัย จากไฟดวงกลมๆ ที่ดูเหมือนปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ถูกเปลี่ยนให้เป็น “สิ่งมีชีวิตกึ่งชีวะกึ่งไสยะ” ที่มีโครงสร้างกายภาพชัดเจนเพื่อตอบโจทย์ความบันเทิงในระบบภาพและเสียง

5. ปัญหา Logistics ของการกลับบ้าน

เนื่องจากกระสือต้องกลับร่างก่อนฟ้าสาง มิฉะนั้นเธออาจจะตายได้ จึงมีคำถามว่าแล้ว GPS ของไส้ทำงานอย่างไร หรือถ้าลมพัดผิดทิศเธอจะหาร่างเจอไหม เธอจะมีสัญชาตญาณหาทางกลับบ้าน (Homing Instinct)เหมือนสิ่งมีชีวิตอื่นไหมในขณะที่นกอพยพใช้สนามแม่เหล็กโลกในการนำทาง กระสืออาจใช้กลิ่นของร่างตัวเองที่ซ่อนไว้ใต้ถุนบ้าน แต่ก็เถอะ ถ้าเป็นวิธีนี้ อาจทำให้เกิดคำถามสำคัญทางนิเวศวิทยาว่า ถ้ามีกระสือสองตัวซ่อนร่างใกล้กัน ระบบจะ crash ไหม

และคงเป็นเหตุผลว่าทำไมในหมู่บ้านหนึ่งถึงไม่ค่อยมีกระสือเกินหนึ่งตัว เพราะมันคือปัญหาเรื่อง Bandwidth ของกลิ่นนั่นเอง

อีกปัญหาหนึ่งที่น่าศึกษาคือ ถ้ากระสือยุคนี้ลอยมาเจอโดรนตรวจการในยามค่ำคืน เธอจะคิดว่าเธอเจอเพื่อนกระสือหรือเปล่า

6. สรีรวิทยาแห่งความเป็นตัวตน (The Identity Problem)

หากเราตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดในชีววิทยา  “อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรายังเป็นตัวเรา” กระสืออาจเป็นคำตอบที่ยอกย้อนที่สุด

ในทางการแพทย์ สมองคือศูนย์กลางของตัวตน ความทรงจำ และการตัดสินใจ ร่างกายเป็นเพียงระบบสนับสนุน แต่กระสือกลับ “พิสูจน์” สมมติฐานนี้อย่างสุดโต่ง ด้วยการทิ้งร่างทั้งหมดไว้ข้างหลัง แล้วพาตัวตนลอยออกไปเผชิญโลกตามลำพัง

มันคือสิ่งมีชีวิตที่ประกาศว่า “ฉันไม่ต้องการร่างกาย…เพื่อจะเป็นตัวฉัน”

และในโลกที่มนุษย์พยายามอัปโหลดจิตสำนึกเข้าสู่คอมพิวเตอร์ หรือฝันถึงการมีชีวิตอมตะในรูปแบบดิจิทัล กระสืออาจเป็นเวอร์ชั่นไซไฟพื้นบ้านที่เกิดขึ้นก่อนยุคอินเทอร์เน็ตนานเป็นร้อยปี

เราบางคนอาจหัวเราะดูแคลนกระสือว่า นี่มัน“ผิดธรรมชาติ”อย่างแรง แต่ในขณะเดียวกันเราต้องไม่ลืมว่าในชีวิตจริง เราก็แยก “หัว” ออกจาก “ร่างกาย” อยู่ทุกวันอยู่แล้ว  นั่นคือ เรามักคิดอย่างหนึ่ง และทำอีกอย่างหนึ่งอยู่เสมอ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่