ขอบคุณทราย สก็อต ทำให้เห็นปัญหา กม. โอนทรัพย์สิน

กรณีของคุณทราย สก๊อต ถ้าคุณตายกให้เขาจริง เราจะเห็นปัญหาในเชิง กม
ที่ออกแบบมาในแนวขนบ คือ พ่อแม่-ลูก คือ หัวใจของครอบครัว

ลองดูตารางนี้

ถ้า ตาอยากมอบให้หลาน แต่เพื่อประหยัดภาษี
จึงใช้วิธีโอนให้ลูกก่อน จากตาราง ก็คงเสียภาษี เพียง 0.5%
และจ่ายภาษีจากลูกไปหลาน 2 คนอีกคนละ 0.5 รวม 1.5%
ในขณะที่โอนให้หลานโดยตรง ต้องจ่ายภาษีถึง 2%

คุณทราย จึงต้องใช้หลักฐาน อื่น ประกอบด้วยว่า คุณตามีเจตนาให้เขาเพียงคนเดียว เช่น พินัยกรรม หรือ กล่าวในที่ประชุม
(ขออธิบายว่า คนเคยถูก ขข ถ้าเคยเกิดขึ้นจริง คงไม่อยากแชร์บ้านกับคนที่เคย ขข เขาหรอก ไม่ว่า คนนั้นจะเป็นใคร  
แต่ก็ต้องรอการพิสูจน์ต่อไป ว่าจริง/เท็จ ประการใด ตอนนี้ อีกฝ่าย เป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา พร้อมหลักฐานระดับหนึ่งเท่านั้น)

เราไม่รู้หรอกว่า คนที่จะดูแลเราตอนแก่ จะใช่ลูกเราหรือไม่
ลูกมีครอบครัวของเขา บ้างลูกก็อยู่ต่างประเทศ
คนโสดมีปริมาณเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งของทรัพย์สินที่มี เจ้าของจึงมักมีเจตนา
ยกให้ผู้ที่ช่วยดูแลเขาในช่วงบั้นปลายชีวิต เวลาที่เจ็บป่วยจนจากไปอย่างสุขติ
ซึ่งคนคนนั้น อาจไม่ใช่ลูกเสมอไป

ผู้ดูแล อาจเป็น หลาน / เพื่อน / พี่-น้อง/ คู่ครองที่อาจไม่จดทะเบียน เพื่อความคล่องตัว
กม จึงน่าจะปรับให้สอดคล้องกับสังคมยุคใหม่ ซึ่งมีความหลากหลายในการอยู่ร่วมกัน และลดปัญหา เช่น
ข้อขัดแย้งระหว่างลูกแท้ๆ หรือ ทายาทโดยธรรม กับ ญาติห่างๆ เป็นฝ่ายดูแลใกล้ชิด
เราเคยเจอเคสที่ลูกบุญธรรมดูแลพ่อแม่ดีมาก แต่เมื่อพ่อแม่เสียชีวิตลง
ปรากฏว่าหลานเข้ามาชุบมือเปิบ เพราะการโอนให้ลูกบุญธรรม ที่ขอมาเลี้ยงแบบไม่มีหลักฐานทาง กม
พอจะโอนทรัพย์สินให้บ้าง ก็เจอกำแพงภาษีจำนวนมาก พอไม่มีการโอน
บ้านก็ตกเป็นของคนนอกที่สืบทอดโดยสายเลือด แต่ไม่เคยเข้ามาดูแลเจ้าของทรัพย์

ในทางกลับกัน เจ้าของทรัพย์ก็ต้องพิจารณาด้วย บางครั้งหลานอยู่กับเราน่ารักจริง
แต่ลูกอาจเป็นคนกตัญญูต่อเรามาพอสมควรแล้ว แม้เขาไม่ได้อยู่ด้วยในบั้นปลายชีวิต
จึงควรแบ่งทรัพย์สินอย่างเป็นธรรม บางคนใช้อารมณ์ชั่ววูบตัดสินใจให้หลานไปทั้งหมด
โดยลืมสิ่งที่ลูกเคยทำให้

หากมีการผลักดันให้ลดภาษีการโอนในเชิงมรดกให้ถูกลง
จะไม่มีปัญหาการใช้ประโยชน์จากอสังหาล่าช้า  เช่น
มีที่ดิน โอนตอนมีชีวิตให้ลูก/หลานทำประโยชน์ได้เลย
โดยทำสัญญาตกลงกัน ไม่ให้ขายทรัพย์สินจนกว่า....
ไม่ต้องรอเป็น 10-20 ปี จนที่ดินผืนนั้นไม่ได้ทำประโยชน์เลย เพราะเจ้าของคือผู้สูงอายุซึ่งไม่มีเรี่ยวแรง
ลูกหลานอาจพลิกฟื้นฐานะ ทำให้ครอบครัวมั่งคั่งได้มากในขณะที่เจ้าของทรัพย์ยังมีชีวิต

ถ้าปรับ กม นี้ให้สอดคล้องกับยุคสมัยมากขึ้น เชื่อว่า เศรษฐกิจอาจดีขึ้น
เพราะคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งสามารถหารายได้จากการทำประโยชน์จากที่ดิน
แต่ไม่ใช่การผลาญทรัพย์สิน
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่