เราทุกคนต่างเคยมีความฝัน ฝันถึงสังคมที่ดีกว่า โครงสร้างเศรษฐกิจที่เอื้อให้เราได้ลืมตาอ้าปาก และระบบการเมืองที่ฟังเสียงของประชาชนจริงๆ ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เคยลงทุนทั้งแรงกาย แรงใจ และความหวังไปกับภาพเหล่านั้นอย่างเต็มเปี่ยม เพราะลึกๆ แล้ว เราเชื่อว่าความพยายามและการเรียกร้องจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้ชีวิตของเราและคนรอบข้างดีขึ้น
แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ได้รับกลับมาตลอดเวลาที่ผ่านมา มีเพียงความนิ่งสนิท ความเฉยชา หรือในบางครั้งคือการถอยหลังลงคลองอย่างสิ้นเชิง
จนถึงจุดหนึ่ง ความรู้สึกหนึ่งก็ผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน—ผมรู้สึกว่าอนาคตของตัวเองกำลังถูกขโมยไป
โครงสร้างเชิงระบบที่พังทลายไม่ได้แค่ทำลายภาพรวมของประเทศ แต่มันกำลังกัดกินโอกาส ความก้าวหน้า และช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของเราไปต่อหน้าต่อตา ทุกครั้งที่คาดหวัง เราเหมือนกำลังยื่นหัวใจไปให้สถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ทุบทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุด วันนี้ผมจึงเลือกที่จะบอกกับตัวเองว่า “พอแล้ว” และเลือกที่จะหยุดคาดหวังกับมันอีกต่อไป
การหยุดคาดหวังของผมในครั้งนี้ ไม่ใช่การยอมจำนนด้วยความขลาดกลัว และไม่ใช่ความพ่ายแพ้ที่ใครจะมาตราหน้าได้ แต่มันคือ "กลไกการปกป้องตัวเอง" ที่สมเหตุสมผลที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ในเวลานี้ มันคือการยอมรับความจริงว่าเราไม่สามารถแบกรับความพังทลายของระบบที่ใหญ่เกินกว่ากำลังของเราไว้บนบ่าได้ตลอดเวลา การวางความคาดหวังนั้นลง จึงเป็นวิธีเดียวที่ทำให้ผมได้มีโอกาสหายใจ และรักษาเศษเสี้ยวของพลังงานชีวิตที่เหลืออยู่
ในเมื่อ "ภาพใหญ่" อย่างโครงสร้างสังคมและการเมืองมันทำให้เราหมดหวัง สิ่งเดียวที่ผมจะทำต่อจากนี้ คือการหันกลับมาโฟกัสที่ "ภาพเล็ก" ซึ่งก็คือชีวิตของตัวผมเอง
ผมจะเลือกปกป้องพลังงานในใจ ลดการรับรู้เรื่องราวที่บั่นทอน และหันมาสร้างความสุขในขอบเขตที่ผมยังควบคุมมันได้ 100% ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลากับสิ่งทีรัก การสร้างความมั่นคงให้ตัวเองและคนข้างๆ หรือการอยู่ในคอมมูนิตี้เล็กๆ ที่คุยภาษาเดียวกันและเข้าใจกันอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้จะเป็นสมอเรือยึดเหนี่ยวไม่ให้ตัวผมจมดิ่งไปกับความสิ้นหวังของโลกภายนอก
การหยุดคาดหวังกับโครงสร้าง ไม่ได้แปลว่าผมจะหยุดใช้ชีวิต และไม่ได้แปลว่าผมจะยอมให้ระบบขโมยความสุขส่วนตัวของผมไปด้วย
วันนี้ ในวันที่ภาพใหญ่ของประเทศมันมืดมน ผมแค่เลือกที่จะหันกลับมาจุดเทียนเล่มเล็กๆ ในพื้นที่ของตัวเอง เฝ้าดูแลมันไม่ให้ดับ และใช้ชีวิตอยู่กับความจริงตรงหน้าอย่างเข้มแข็งที่สุดเท่าที่จะทำได้... เพื่อตัวของผมเอง
เหตุผลที่ผมเลือกที่จะหยุดคาดหวัง
แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ได้รับกลับมาตลอดเวลาที่ผ่านมา มีเพียงความนิ่งสนิท ความเฉยชา หรือในบางครั้งคือการถอยหลังลงคลองอย่างสิ้นเชิง
จนถึงจุดหนึ่ง ความรู้สึกหนึ่งก็ผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน—ผมรู้สึกว่าอนาคตของตัวเองกำลังถูกขโมยไป
โครงสร้างเชิงระบบที่พังทลายไม่ได้แค่ทำลายภาพรวมของประเทศ แต่มันกำลังกัดกินโอกาส ความก้าวหน้า และช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของเราไปต่อหน้าต่อตา ทุกครั้งที่คาดหวัง เราเหมือนกำลังยื่นหัวใจไปให้สถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ทุบทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุด วันนี้ผมจึงเลือกที่จะบอกกับตัวเองว่า “พอแล้ว” และเลือกที่จะหยุดคาดหวังกับมันอีกต่อไป
การหยุดคาดหวังของผมในครั้งนี้ ไม่ใช่การยอมจำนนด้วยความขลาดกลัว และไม่ใช่ความพ่ายแพ้ที่ใครจะมาตราหน้าได้ แต่มันคือ "กลไกการปกป้องตัวเอง" ที่สมเหตุสมผลที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ในเวลานี้ มันคือการยอมรับความจริงว่าเราไม่สามารถแบกรับความพังทลายของระบบที่ใหญ่เกินกว่ากำลังของเราไว้บนบ่าได้ตลอดเวลา การวางความคาดหวังนั้นลง จึงเป็นวิธีเดียวที่ทำให้ผมได้มีโอกาสหายใจ และรักษาเศษเสี้ยวของพลังงานชีวิตที่เหลืออยู่
ในเมื่อ "ภาพใหญ่" อย่างโครงสร้างสังคมและการเมืองมันทำให้เราหมดหวัง สิ่งเดียวที่ผมจะทำต่อจากนี้ คือการหันกลับมาโฟกัสที่ "ภาพเล็ก" ซึ่งก็คือชีวิตของตัวผมเอง
ผมจะเลือกปกป้องพลังงานในใจ ลดการรับรู้เรื่องราวที่บั่นทอน และหันมาสร้างความสุขในขอบเขตที่ผมยังควบคุมมันได้ 100% ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลากับสิ่งทีรัก การสร้างความมั่นคงให้ตัวเองและคนข้างๆ หรือการอยู่ในคอมมูนิตี้เล็กๆ ที่คุยภาษาเดียวกันและเข้าใจกันอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้จะเป็นสมอเรือยึดเหนี่ยวไม่ให้ตัวผมจมดิ่งไปกับความสิ้นหวังของโลกภายนอก
การหยุดคาดหวังกับโครงสร้าง ไม่ได้แปลว่าผมจะหยุดใช้ชีวิต และไม่ได้แปลว่าผมจะยอมให้ระบบขโมยความสุขส่วนตัวของผมไปด้วย
วันนี้ ในวันที่ภาพใหญ่ของประเทศมันมืดมน ผมแค่เลือกที่จะหันกลับมาจุดเทียนเล่มเล็กๆ ในพื้นที่ของตัวเอง เฝ้าดูแลมันไม่ให้ดับ และใช้ชีวิตอยู่กับความจริงตรงหน้าอย่างเข้มแข็งที่สุดเท่าที่จะทำได้... เพื่อตัวของผมเอง