คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 9
การยื่นคำร้อง
สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กทม.พื้นที่ 3
Post on 13 มกราคม 2563
by Area3 iข่าวประชาสัมพันธ์
ฮิต: 45870
ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
เช่น ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าชดเชย เงินประกัน หรืออื่นไดที่เป็นตัวเงิน และลูกจ้างมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่หรือที่นายจ้างมีภูมิลำเนาอยู่
- กรอกแบบฟอร์ม คร.7 (รับแบบฟอร์มที่สำนักงานฯ)
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของลูกจ้างผู้ร้อง
- ชื่อนายจ้าง/สถานประกอบกิจการ
- สถานที่ตั้งของที่ทำงานอย่างชัดเจน และหมายเลขเบอร์โทรศัพท์
- วันที่ เดือน ปี พ.ศ. ที่เริ่มทำงาน และวันที่ทำงานวันสุดท้าย รวมถึงรายละเอียดสภาพการจ้าง สภาพการทำงาน
- พฤติกรรมที่นายจ้างทำไม่ถูกต้องตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานต่อลูกจ้าง
- อธิบายเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น
- พยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานบุคคล ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
ระยะเวลาดำเนินการไม่เกิน 60 วัน
หากมีความจำเป็นไม่อาจมีคำสั่งภายในระยะเวลาดังกล่าวได้ ให้พนักตรวจแรงงานขอขยายเวลาดำเนินการได้ แต่ต้องมีระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน
หากผู้ร้องไม่สะดวกที่จะมายื่นคำร้องด้วยตนเอง ผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (อินเตอร์เน็ต) ได้ที่ http://s90.labour.go.th/e_request/login.php
--------------
ข่มเหงรังแกลูกน้อง…..ติดคุกได้
การข่มเหงรังแกในการทำงาน (Power Harassment) หมายถึง การกลั่นแกล้ง การทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนรำคาญใจ ไม่สบายใจ โดยใช้อำนาจหรือตำแหน่งหน้าที่ในการงานเป็นเครื่องมือ มีผลให้ผู้ถูกกระทำทำงานด้วยความลำบากกาย ลำบากใจ ถูกมองด้วยสายตาไม่ดีจากผู้ร่วมงานคนอื่น ตัวอย่างเช่น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้– การที่หัวหน้ามอบหมายงานที่ไม่สามารถทำได้ให้ลูกน้อง หรือให้ทำงานนอกขอบเขตรายละเอียดของาน (Job Description) เพื่อกลั่นแกล้งให้ลูกน้องทำงานผิดพลาด
– การที่หัวหน้ากดดันการทำงานของลูกน้องทำให้ลูกน้องเกิดความเครียดในการทำงาน
– การที่หัวหน้าเมินเฉยผลงานของลูกน้อง หรือดุด่าว่ากล่าวอย่างรุนแรง เสียงดังเมื่อลูกน้องทำงานผิดพลาดเพียงเล็กน้อย
– การสอบถามเรื่องส่วนตัวของลูกน้องมากจนเกินความจำเป็น
– การที่หัวหน้ามอบหมายงานที่ไม่มีคุณค่าหรือไม่จำเป็นให้ลูกน้องทำ
– การที่หัวหน้าข่มขู่ลูกน้องว่า หากไม่ทำงานตามที่ตนสั่งแล้วจะถูกลดตำแหน่ง หรือลดผลประโยชน์
– การที่หัวหน้าบังคับลูกน้องให้ไปเที่ยว ดื่มเหล้าหลังเลิกงาน
– การที่หัวหน้าเอาความผิดของลูกน้องไปพูดให้คนอื่นฟังลับหลัง
– การที่หัวหน้าประเมินผลการทำงานของลูกหน้าอย่างไม่ถูกต้อง
-การที่หัวหน้างานเอาความลับส่วนตัวของลูกน้องไปเปิดเผยต่อเพื่อนร่วมงาน เช่น ลูกน้องเป็นโรคที่สังมรังเกียจ หรือมีญาติพี่น้องมีหนี้สินล้นพ้นตัว เป็นต้น
ที่ผู้เขียนกล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างเฉพาะของกรณีการข่มเหงรังแกในการทำงาน (Power Harassment) ซึ่งท่านผู้อ่านอาจจะเห็นเป็นเรื่องข้อกระทบกระทั่งกันระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องจากการทำงานโดยปกติ แต่ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ การกระทำดังกล่าวอาจถือเป็นความผิดอาญา ตามมาตรา ๓๙๗ ซึ่งบัญญัติว่า
“ ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ ต่อผู้อื่น อันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม หรือกระทำการให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำในที่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกำนัล หรือเป็นการทำในลักษณะส่อไปในทางล่วงเกินทางเพศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคสองเป็นการกระทำโดยเหตุที่ผู้กระทำมีอำนาจเหนือผู้ถูกกระทำ อันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชา นายจ้าง หรือผู้มีอำนาจเหนือประการอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท”
เมื่อพิจารณาจากกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า หากเป็นข้อพิพาทในทางแรงงานแล้ว การกระทำความผิดตามมาตรานี้มีความเกี่ยวข้องต่อบรรดาข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในสถานประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างลูกจ้างด้วยกันเอง หัวหน้างานกับลูกน้อง หรือลูกจ้างกับนายจ้าง ดังนั้น การข่มเหงรังแกในการทำงานย่อมอาจเป็นการกระทำความผิดกฎหมายอาญาข้อหา รังแก ข่มเหง คุกคาม หรือกระทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ และจะถือเป็นการกระทำความผิดในบทฉกรรจ์ที่ผู้กระทำความผิดจะต้องรับโทษหนักขึ้นอีกด้วย หากผู้กระทำความผิดเป็นผู้บังคับบัญชา
ความผิดตามมาตรานี้เป็นความผิดลหุโทษ ซึ่งหมายถึงความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นการกระทำความผิดที่แม้ผู้กระทำความผิดเองหากกระทำไปโดยไม่เจตนาก็ยังต้องรับโทษ ความผิดลหุโทษนี้เน้นการป้องกันและระงับข้อพิพาทระหว่างบุคคลมิให้ลุกลาม ไม่ให้เกิดการใช้สิทธิของตนที่ก่อความรำคาญแก่ผู้อื่น ทั้งนี้ เพื่อป้องปราบมิให้ความผิดอาญาขยายหนักเกินเหตุจนไม่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข
อย่างไรก็ตาม ความผิดลหุโทษถือว่าเป็นความผิดเล็ก ๆ น้อย ดังนั้น ความผิดประเภทนี้จึงอยู่ในอำนาจพนักงานสอบสวนที่จะเปรียบเทียบปรับให้คดีอาญาเลิกกันได้หากเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรได้รับโทษจำคุก โดยผู้ต้องหาและผู้เสียหายยินยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับด้วย
เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแล้ว หากผู้เสียหายได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกันแล้วก็จะถือเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที แม้ว่าความผิดที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากเจตนาของผู้กระทำความผิดก็ตาม แต่ความผิดลหุโทษนั้นไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเจตนา ฝ่าฝืนแล้วถือว่าความผิดสำเร็จทันที คงจะต้องรอดูบรรทัดฐานของศาลฎีกาที่จะแปลความการบังคับใช้กฎหมายนี้ต่อไปว่า การกระทำที่จะถือว่าเป็นความผิดตามมาตรานี้จะต้องมีระดับความรุนแรงถึงขนาดใดจึงจะถือว่าเป็นความผิด
ท่านผู้อ่านท่านใดมีความประสงค์สอบถามปัญหาที่เกี่ยวกับกฎหมายแรงงานหรือกฎหมายอื่นใด สามารถเขียนอีเมล์เข้ามาสอบถามผู้เขียนได้ที่ worasetep@gmail.com ผู้เขียนยินดีที่จะตอบปัญหาให้กับท่านผู้อ่านทุกท่านครับ
……………………………………………………………..
ผู้เขียน….นายวรเศรษฐ์ เผือกสกนธ์
สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กทม.พื้นที่ 3
Post on 13 มกราคม 2563
by Area3 iข่าวประชาสัมพันธ์
ฮิต: 45870
ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
เช่น ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าชดเชย เงินประกัน หรืออื่นไดที่เป็นตัวเงิน และลูกจ้างมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่หรือที่นายจ้างมีภูมิลำเนาอยู่
(**สามารถยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ ทั้งในท้องที่ที่ท่านทำงานอยู่ หรือในท้องที่ที่ท่านมีภูมิลำเนา)
พร้อมเขียนแบบคำร้อง โดยเตรียมเอกสารและข้อมูล ดังนี้- กรอกแบบฟอร์ม คร.7 (รับแบบฟอร์มที่สำนักงานฯ)
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของลูกจ้างผู้ร้อง
- ชื่อนายจ้าง/สถานประกอบกิจการ
- สถานที่ตั้งของที่ทำงานอย่างชัดเจน และหมายเลขเบอร์โทรศัพท์
- วันที่ เดือน ปี พ.ศ. ที่เริ่มทำงาน และวันที่ทำงานวันสุดท้าย รวมถึงรายละเอียดสภาพการจ้าง สภาพการทำงาน
- พฤติกรรมที่นายจ้างทำไม่ถูกต้องตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานต่อลูกจ้าง
- อธิบายเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น
- พยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานบุคคล ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
ระยะเวลาดำเนินการไม่เกิน 60 วัน
หากมีความจำเป็นไม่อาจมีคำสั่งภายในระยะเวลาดังกล่าวได้ ให้พนักตรวจแรงงานขอขยายเวลาดำเนินการได้ แต่ต้องมีระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน
หากผู้ร้องไม่สะดวกที่จะมายื่นคำร้องด้วยตนเอง ผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (อินเตอร์เน็ต) ได้ที่ http://s90.labour.go.th/e_request/login.php
--------------
ข่มเหงรังแกลูกน้อง…..ติดคุกได้
การข่มเหงรังแกในการทำงาน (Power Harassment) หมายถึง การกลั่นแกล้ง การทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนรำคาญใจ ไม่สบายใจ โดยใช้อำนาจหรือตำแหน่งหน้าที่ในการงานเป็นเครื่องมือ มีผลให้ผู้ถูกกระทำทำงานด้วยความลำบากกาย ลำบากใจ ถูกมองด้วยสายตาไม่ดีจากผู้ร่วมงานคนอื่น ตัวอย่างเช่น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้– การที่หัวหน้ามอบหมายงานที่ไม่สามารถทำได้ให้ลูกน้อง หรือให้ทำงานนอกขอบเขตรายละเอียดของาน (Job Description) เพื่อกลั่นแกล้งให้ลูกน้องทำงานผิดพลาด
– การที่หัวหน้ากดดันการทำงานของลูกน้องทำให้ลูกน้องเกิดความเครียดในการทำงาน
– การที่หัวหน้าเมินเฉยผลงานของลูกน้อง หรือดุด่าว่ากล่าวอย่างรุนแรง เสียงดังเมื่อลูกน้องทำงานผิดพลาดเพียงเล็กน้อย
– การสอบถามเรื่องส่วนตัวของลูกน้องมากจนเกินความจำเป็น
– การที่หัวหน้ามอบหมายงานที่ไม่มีคุณค่าหรือไม่จำเป็นให้ลูกน้องทำ
– การที่หัวหน้าข่มขู่ลูกน้องว่า หากไม่ทำงานตามที่ตนสั่งแล้วจะถูกลดตำแหน่ง หรือลดผลประโยชน์
– การที่หัวหน้าบังคับลูกน้องให้ไปเที่ยว ดื่มเหล้าหลังเลิกงาน
– การที่หัวหน้าเอาความผิดของลูกน้องไปพูดให้คนอื่นฟังลับหลัง
– การที่หัวหน้าประเมินผลการทำงานของลูกหน้าอย่างไม่ถูกต้อง
-การที่หัวหน้างานเอาความลับส่วนตัวของลูกน้องไปเปิดเผยต่อเพื่อนร่วมงาน เช่น ลูกน้องเป็นโรคที่สังมรังเกียจ หรือมีญาติพี่น้องมีหนี้สินล้นพ้นตัว เป็นต้น
ที่ผู้เขียนกล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างเฉพาะของกรณีการข่มเหงรังแกในการทำงาน (Power Harassment) ซึ่งท่านผู้อ่านอาจจะเห็นเป็นเรื่องข้อกระทบกระทั่งกันระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องจากการทำงานโดยปกติ แต่ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ การกระทำดังกล่าวอาจถือเป็นความผิดอาญา ตามมาตรา ๓๙๗ ซึ่งบัญญัติว่า
“ ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ ต่อผู้อื่น อันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม หรือกระทำการให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำในที่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกำนัล หรือเป็นการทำในลักษณะส่อไปในทางล่วงเกินทางเพศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคสองเป็นการกระทำโดยเหตุที่ผู้กระทำมีอำนาจเหนือผู้ถูกกระทำ อันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชา นายจ้าง หรือผู้มีอำนาจเหนือประการอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท”
เมื่อพิจารณาจากกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า หากเป็นข้อพิพาทในทางแรงงานแล้ว การกระทำความผิดตามมาตรานี้มีความเกี่ยวข้องต่อบรรดาข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในสถานประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างลูกจ้างด้วยกันเอง หัวหน้างานกับลูกน้อง หรือลูกจ้างกับนายจ้าง ดังนั้น การข่มเหงรังแกในการทำงานย่อมอาจเป็นการกระทำความผิดกฎหมายอาญาข้อหา รังแก ข่มเหง คุกคาม หรือกระทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ และจะถือเป็นการกระทำความผิดในบทฉกรรจ์ที่ผู้กระทำความผิดจะต้องรับโทษหนักขึ้นอีกด้วย หากผู้กระทำความผิดเป็นผู้บังคับบัญชา
ความผิดตามมาตรานี้เป็นความผิดลหุโทษ ซึ่งหมายถึงความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นการกระทำความผิดที่แม้ผู้กระทำความผิดเองหากกระทำไปโดยไม่เจตนาก็ยังต้องรับโทษ ความผิดลหุโทษนี้เน้นการป้องกันและระงับข้อพิพาทระหว่างบุคคลมิให้ลุกลาม ไม่ให้เกิดการใช้สิทธิของตนที่ก่อความรำคาญแก่ผู้อื่น ทั้งนี้ เพื่อป้องปราบมิให้ความผิดอาญาขยายหนักเกินเหตุจนไม่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข
อย่างไรก็ตาม ความผิดลหุโทษถือว่าเป็นความผิดเล็ก ๆ น้อย ดังนั้น ความผิดประเภทนี้จึงอยู่ในอำนาจพนักงานสอบสวนที่จะเปรียบเทียบปรับให้คดีอาญาเลิกกันได้หากเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรได้รับโทษจำคุก โดยผู้ต้องหาและผู้เสียหายยินยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับด้วย
เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแล้ว หากผู้เสียหายได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกันแล้วก็จะถือเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที แม้ว่าความผิดที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากเจตนาของผู้กระทำความผิดก็ตาม แต่ความผิดลหุโทษนั้นไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเจตนา ฝ่าฝืนแล้วถือว่าความผิดสำเร็จทันที คงจะต้องรอดูบรรทัดฐานของศาลฎีกาที่จะแปลความการบังคับใช้กฎหมายนี้ต่อไปว่า การกระทำที่จะถือว่าเป็นความผิดตามมาตรานี้จะต้องมีระดับความรุนแรงถึงขนาดใดจึงจะถือว่าเป็นความผิด
ท่านผู้อ่านท่านใดมีความประสงค์สอบถามปัญหาที่เกี่ยวกับกฎหมายแรงงานหรือกฎหมายอื่นใด สามารถเขียนอีเมล์เข้ามาสอบถามผู้เขียนได้ที่ worasetep@gmail.com ผู้เขียนยินดีที่จะตอบปัญหาให้กับท่านผู้อ่านทุกท่านครับ
……………………………………………………………..
ผู้เขียน….นายวรเศรษฐ์ เผือกสกนธ์
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
โดนผู้บริหารขู่จะตัดเงินเดือน