เที่ยวไปในอดีต พัฒนาการที่อยู่อาศัยบ้านเรือนชาวไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน

เที่ยวไปในอดีต พัฒนาการที่อยู่อาศัยบ้านเรือนชาวไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน


“ที่อยู่อาศัย” ถือเป็นหนึ่งใน “ปัจจัย 4” สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคดึกดําบรรพ์ ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน “บ้าน” ในแต่ละยุคสมัยก็แตกต่างกันไปตามวิถีชีวิตและพัฒนาการของเทคโนโลยี สำหรับที่อยู่อาศัยของคนไทยเอง กว่าจะเดินทางมาถึงปัจจุบันนี้ ก็มีประวัติศาสตร์และเส้นทางอันยาวนานที่น่าสนใจมากทีเดียว

แรกเริ่มเดิมทีคนยุคโบราณยังไม่ได้อยู่เป็นหลักแหล่ง จนราว 3,000 กว่าปีก่อน มนุษย์เริ่มลงหลักปักฐานและก่อตั้งชุมชน อาศัยในกระท่อมบ้าง กระต๊อบบ้าง หรือไม่ก็เรือนไม้ไผ่ที่ทำอย่างง่าย ๆ

บ้านของคนสมัยนั้นจึงมักทำเป็น “เรือนเครื่องผูก” ที่อยู่อาศัยแบบชั่วคราวหรือกึ่งถาวร สร้างจากวัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่น โครงสร้างหลักอย่าง เสา พื้น และผนัง ทำจากไม้ไผ่หรือไม้ฟาก (ลำไม้ไผ่สับตามแนวยาวแล้วแผ่เป็นแผ่นเรียบ) การสร้างเรือนเครื่องผูกเรียบง่ายไม่ซับซ้อน จะใช้ตอกและหวายผูกรัดเข้ากับโครงสร้างต่าง ๆ เป็นที่มาของชื่อ “เรือนเครื่องผูก”



แต่ถ้าเป็นคนมีฐานะก็จะสร้างบ้านด้วยไม้จริง นำไม้จากป่ามาแปรรูปเป็นโครงสร้างต่าง ๆ ของบ้าน เช่น เสา โครงหลังคา ผนัง และพื้น ซึ่งแต่เดิมใช้มีดและขวานเป็นเครื่องมือผ่าสับไม้ บ้านประเภทนี้จึงเรียกว่า “เรือนเครื่องสับ” ที่แข็งแรงมั่นคงกว่าเรือนเครื่องผูก ชิ้นไม้ยึดติดกันด้วยการเข้าลิ้น ไม่จำเป็นต้องใช้ตะปูยึด เริ่มมีการผลิตชิ้นส่วนประณีตจำนวนมาก ๆ เช่น ไม้กระดาน ซึ่งเป็นทั้งไม้พื้นและฝา บางทีจึงเรียกกันว่า “เรือนฝากระดาน”

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็น “เรือนเครื่องผูก” หรือ “เรือนเครื่องสับ” บ้านของคนไทยย่อมต้องรับมือกับแดด ลม และน้ำ ของภูมิอากาศเขตร้อนชื้นในดินแดนสุวรรณภูมิ ดังนั้น จึงมักทำใต้ถุนให้พ้นจากความชื้นใต้ดิน และน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก ตัวเรือนวางรับลม ฝาเรือนโปร่งให้กระแสลมผ่านได้ หลังคาทรงสูง ทิ้งชายคายาวรอบตัวเรือน เพื่อป้องกันความร้อนแผดเผาจากดวงอาทิตย์ ทั้งยังป้องกันน้ำฝนไม่ให้รั่วเข้าในตัวเรือน ชายคายาวกันฝนสาด และให้ร่มเงา สร้างความรู้สึกร่มเย็น



โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ หลังคา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของบ้าน ก็มีรูปทรงที่สอดคล้องกับภูมิอากาศ ขนาดของเรือน และฐานะทางสังคมของผู้อยู่อาศัย โดยหลังคาประกอบด้วยโครงสร้างที่เป็นไม้ไผ่หรือไม้ และใช้วัสดุมุง เช่น แฝก หญ้าคา ใบจาก ใบตองตึง กระเบื้องดินเผา กระเบื้องเคลือบ และกระเบื้องดีบุก เป็นต้น 

โดยในอดีต หากเป็นเรือนของผู้มีฐานะดีก็จะใช้วัสดุมุงที่มีคุณภาพและคงทน จำพวกกระเบื้องดินเผา กระเบื้องเคลือบ และกระเบื้องดีบุก ผิดจากบ้านของคนทั่วไปที่จะยังใช้วัสดุที่หาได้จากธรรมชาติ 

ทั้งนี้ บ้านเรือนสามารถแบ่งแยกย่อยได้อีกมากมาย นอกจากเรือนบนบกแล้ว ยังมี “เรือนแพ” ที่อยู่อาศัยอีกประเภทที่ใช้ไม้ผูกยึดรวมกันเป็นแพลอยน้ำ แล้วสร้างบ้านอยู่ด้านบน สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำลำคลอง



ในสมัยสุโขทัยเป็นต้นมา ปรากฏ “เรือนหลวง” อันเป็นอาคารเครื่องไม้อย่างประณีต หรืออาคารก่ออิฐถือปูน โครงสร้างหลังคาไม้ มุงกระเบื้องดินเผาหรือกระเบื้องเคลือบ และส่วนยอดปราสาทก็เป็นเครื่องไม้ที่มีน้ำหนักมาก ขณะเดียวกันก็มีพุทธสถาปัตยกรรม เป็นอาคารเครื่องก่อ โครงสร้างหลังคาไม้ มุงด้วยวัสดุถาวรในลักษณะเดียวกัน 

สืบเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ก็มีพระราชวังและพระอาราม ที่ก่ออิฐถือปูนเป็นอาคารมั่นคงแข็งแรง เช่น พระที่นั่งจักรวรรดิ์ไพชยนต์ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท พระที่นั่งวิหารสมเด็จ และพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ และบ้านวิชาเยนทร์ เป็นต้น

เมื่อเข้าสู่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่อยู่อาศัยของคนไทยเริ่มมีรูปแบบหลากหลาย ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 มีชาวต่างชาติ ทั้งตะวันตกและตะวันออกเดินทางเข้ามาติดต่อ ค้าขาย และพักอาศัยอยู่ในสยามมากขึ้น 

พ่อค้าชาวจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนก็ได้สร้างบ้านตามแบบวัฒนธรรมจีน คือเป็นตึกล้อมลาน มีทั้งแบบตึกผสมไม้ และก่ออิฐถือปูน ทรวดทรงเป็นแบบเก๋งจีน หลังคาจั่ว มุงกระเบื้องกาบกล้วยแบบจีน รวมถึงมีการใช้กระเบื้องเคลือบ กระเบื้องมอญ และกระเบื้องจีน ซึ่งคงทนมากยิ่งขึ้น

ส่วนฝรั่งที่เข้ามาในสยาม ก็สร้างอาคารบ้านเรือนที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ซึ่งส่งผลมายังการสร้างพระราชวังและตึกอาคารของไทยด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ปรากฏตึกทรงฝรั่งที่ได้อิทธิพลจากศิลปะแบบนีโอคลาสสิก, ศิลปะแบบเรอแนซ็องส์, ศิลปะกอทิก ฯลฯ ขณะเดียวกันก็ยังผสมผสานความงามของไทยอย่างลงตัว



รวมถึงการสร้างเรือนแบบบังกะโล คือเรือนครึ่งตึกครึ่งไม้ ชั้นล่างผนังก่ออิฐหนาหนัก ชั้นบนเป็นโครงสร้างไม้ มีระเบียงรอบเรือน พร้อมบันไดขึ้นด้านหน้า ทำหลังคาปั้นหยาหรือหลังคาจั่ว ทิ้งชายคายาวรอบ มุงกระเบื้องดินเผา สังกะสีลูกฟูก หรือกระเบื้องซีเมนต์ ที่เรียกว่า กระเบื้องว่าว ตกแต่งด้วยลวดลายไม้ฉลุง่าย ๆ 

ภายหลังเมื่อเทคโนโลยีช่างไม้พัฒนาจนสามารถผลิตไม้กระดานฉลุลายต่าง ๆ ได้เป็นจำนวนมาก จึงเกิดเรือนบังกะโลที่ตกแต่งด้วยลวดลายไม้ฉลุทั้งเรือน เรียกว่า “เรือนขนมปังขิง”

โดยเรือนขนมปังขิงนี้ได้อิทธิพลมาจากเรือน 2 แบบ ปรากฏอย่างเด่นชัดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้แก่ “เรือนปั้นหยา” ความพิเศษอยู่ที่หลังคาเป็นลักษณะยกสูงสอบเข้ากันแบบพีระมิดและไม่มีหน้าจั่ว ยกระดับการมุงหลังคาจากกระเบื้องดินเผา เป็นการมุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์ เรือนทรงนี้ปรากฏทั้งที่อยู่อาศัยของเหล่าเจ้านายสยาม ไปจนถึงบ้านคหบดี สถานที่ราชการ และกุฏิสงฆ์ เป็นต้น

รวมกับ “เรือนมะนิลา” ที่พัฒนามาจากเรือนปั้นหยา แต่หลังคาบางส่วนมีหน้าจั่ว โดยเรือนมะนิลาเป็นบ้านแบบตะวันตกที่เข้ามายังฟิลิปปินส์ จากนั้นก็แพร่หลายเข้ามาสู่สยาม 

เรือนแบบฝรั่งดูทันสมัยและตอบสนองกับภูมิอากาศเขตร้อนชื้นได้ดี จึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่ชนชั้นนำและผู้มีฐานะ แต่ก็ได้ปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตอย่างไทย



ต่อมา ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขึ้น เมื่อคอนกรีตเสริมเหล็กเข้ามาเป็นวัสดุก่อสร้างใหม่ ที่แข็งแรง ทนไฟ และรับน้ำหนักได้มากกว่าโครงสร้างไม้ จนเมื่อสถาปนา “บริษัทซิเมนต์สยาม” ใน พ.ศ. 2456 จนสามารถผลิตปูนซีเมนต์ได้เองในประเทศ ประกอบกับมีวัสดุมุงหลังคาใหม่ ๆ อย่างสังกะสีลูกฟูก กระเบื้องใยหินลูกฟูก ที่เป็นแผ่นใหญ่ยาว รอยต่อน้อยกว่ากระเบื้องดินเผาหรือกระเบื้องว่าว ทำให้ที่อยู่อาศัยในยุคนี้เริ่มแตกต่างไปจากยุคก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

นับตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เป็นต้นมา จึงปรากฏบ้านของคนไทยในแบบที่เราเห็นในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังสงครามมหาเอเชียบูรพา ที่ทำให้ประชากรขยายตัว โดยเฉพาะในชุมชนเมือง เกิด “ชนชั้นกลาง” ผู้คนใช้รถยนต์บนถนนมากขึ้น ทำให้เกิดทั้งบ้านเดี่ยว ตึกแถว บ้านจัดสรรในรูปแบบใหม่ ๆ ที่มีโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก วัสดุทันสมัยอย่างกระเบื้องซีเมนต์ใยหินลอนคู่ ทำหลังคาลาดชันน้อยลง ดูทันสมัยมากขึ้น แต่ก็ยังคงทำหน้าที่กันแดดกันฝน รับลมได้อย่างดี

อีกทั้งคนในประเทศได้รับการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมมากขึ้น พร้อมกับการเข้ามาของเทคโนโลยีอย่างเครื่องปรับอากาศ และอิทธิพลของสื่อสิ่งพิมพ์ที่นำเสนอบ้านในลักษณะใหม่ ๆ จากต่างประเทศ ทำให้คนไทยไม่ต้องกังวลเรื่องทรงบ้านมากนัก และสามารถเลือกสรรแบบบ้านได้หลากหลายมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น บ้านทรงสเปน บ้านทรงโรมัน หรือแม้แต่บ้านทรงไทยประยุกต์



ขณะเดียวกัน เมื่อประชากรเพิ่มขึ้น แต่พื้นที่ลดลง บ้านเดี่ยวหรือตึกแถวเพียงไม่กี่ชั้นเริ่มไม่เพียงพอ จึงนำไปสู่การสร้างที่อยู่อาศัยแนวดิ่งอย่าง “แฟลต” และ “คอนโดมิเนียม” เพื่อตอบสนองต่อสังคมเมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้คนจากต่างจังหวัดโยกย้ายเข้ามาทำงานหาเลี้ยงชีพในกรุงเทพฯ หรือเขตเมืองในจังหวัดใหญ่ที่มีประชาชนหนาแน่น



ทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพรวมเท่านั้น หากเจาะลึกลงไปอีกจะเห็นว่า ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้ และท้องถิ่นอื่น ๆ มีลักษณะบ้านเรือนแตกต่างกันไปตามวิถีชีวิตในแต่ละยุคสมัย

แต่ไม่ว่าบ้านจะมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ๆ ของการสร้างบ้านก็คือ “หลังคา” ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องผู้อยู่อาศัยใต้ชายคา จากแดด ลม และฝน 

หลังคาและวัสดุมุงหลังคาเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทในแต่ละยุคสมัย ซึ่งล้วนมีการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เพื่อยกระดับบ้านให้เป็นดั่งปราการที่มั่นคงแข็งแรง และสามารถยืนหยัดข้ามผ่านกาลเวลาได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้น การเลือกใช้กระเบื้องหลังคาที่ดี เหมาะสมกับบ้านนั้นจึงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างบ้านในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าใครที่ชื่นชอบกระเบื้องเซรามิกที่สวยงามและมีคุณภาพสูง ตอบโจทย์กับการอยู่อาศัยในยุคปัจจุบันก็ไม่ควรพลาด หลังคาเซรามิกของ SCG ที่มีหลากสีหลายลายตามสไตล์ไทยที่ประยุกต์เข้ากับสภาพแวดล้อมปัจจุบันได้อย่างสวยงามลงตัว

ที่มา

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่